เกษตรกร จะเชื่อนักวิชาการ เชื่อดอกเตอร์ เชื่อเถ้าแก่ร้านขายสารเคมี เขาบอกว่า สารตัวนั้นดี ตัวนี้ดี ก็ลองใช้ จนพ่อค้ารวย แต่เกษตรกรแย่
ดูงานเกษตรอินทรีย์ในอำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช (อ่านบันทึกแรก) พี่อำนวย แกนนำเกษตรอินทรีย์ในอำเภอพระพรหม เล่าให้ฟังว่า เขามีอาชีพปลูกมันหลา (มันเทศ) และการปลูกพืชผัก ซึ่งเป็นอาชีพส่วนใหญ่ในอำเภอพระพรหม แห่งนี้ ทำตามใบสั่งของพ่อค้าคนกลาง ต้องผลใหญ่ ผิวสวย จึงต้องพึ่งสารเคมี อยู่บนถนนสายสารเคมีมา 16 ปี<ul>
ปีที่ 1-8 อาการยังดี (ยังไม่พบสิ่งปกติ)
ปีที่ 9-10 เริ่มมีอาการ ตัวเกรง สมองมึนงง คิดอะไรไม่ค่อยออก
</ul> จุดหักเหที่ทำให้หยุดใช้สารเคมี... <ul>
เพราะกลัวตาย ตรวจพบสารเคมีในร่างกายในระดับที่อันตราย เกือบทุกคนที่มีอาชีพทำผัก
จึงมีการพูดคุย สุมหัวคุยกัน กับคนหัวอกเดียวกัน ครั้งแรกประมาณ 5 คน
มีการทบทวนอดีต หันกลับไปดูคนรุ่นก่อนที่เขาทำการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี ทุกคนมี มติ ว่าให้หันกลับมาใช้ปุ๋ยหมัก โดยค่อย ๆ ทดแทนปุ๋ยเคมี
เกษตรกร จะเชื่อนักวิชาการ เชื่อดอกเตอร์ เชื่อเถ้าแก่ร้านขายสารเคมี เขาบอกว่า สารตัวนั้นดี ตัวนี้ดี ก็ลองใช้ จนพ่อค้ารวย แต่เกษตรกรแย่
พีอำนวยจึงได้หันมา ศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจังในปี 2542
ทบทวนอดีต ถอดบทเรียน การทำมันเทศ 16 ปี (นั่งพูดได้หลา ภาษา คนกินท่อม) (หลา: ศาลา, ท่อม : กระท่อม = พืชชนิดหนึ่ง) เริ่มเก็บข้อมูลทุกอย่างที่ได้ทำไป พบว่าธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลง เกษตรกรต้องปรับตัวให้ทัน ต้องเลิกใช้สาร ฆ่าหญ้าโดยเด็ดขาด เพราะเป็นการทำลายพันธุ์พืชทุกอย่าง และจากนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงหันมาทำเกษตรอินทรีย์ โดยมีเจ้าหน้าที่เกษตรเป็นพี่เลี้ยง
ปรึกษากับครอบครัวได้ข้อสรุปว่า ต้องทำยอดมัน (ต้นพันธุ์มันเทศ) จำหน่าย เพราะใช้เวลาน้อยไม่ต้องใช้สารเคมี แต่ยังต้องพึ่ง ปุ๋ยเคมี เริ่มจดบันทึกการทำงาน
มีที่ดิน 8 ไร่ แบ่งเป็น 3 แปลงเท่า ๆ กัน ใช้ปุ๋ยน้ำของบริษัทดังที่ขายตรง ราคาแพง ๆ 1 แปลง ปุ๋ยในตลาด 1 แปลง และใช้ปุ๋ยหมักที่ทำเอง 1 แปลง ผลผลิตที่ได้ 2 แปลงแรกได้ยอดมันประมาณ 8,000 ยอด แปลงที่ใช้ปุ๋ยที่ทำเองได้ 7,000 ยอด ราคายอดละ 50 สตางค์ เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตแล้ว การใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์คุ้มค่ากว่ามาก
จึงขยายไปสู่กลุ่มเพื่อน ๆ กลุ่มความคิด มีการเสวนากัน โดยตั้งเป้าที่จะคุยกัน(kv)
ทุกวันนี้ ร่างกายเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว จะไม่หันไปสู่ถนนเส้นเดิมอีกแล้ว ทางด้านสังคมก็ได้เพื่อน ๆ คืนมา มีการพูดคุยกันแลกเปลี่ยนกันสม่ำเสมอ มีความพอประมาณ มีเหตุมีผล ชุมชนก็น่าอยู่ขึ้น
</ul>พี่อำนวย ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า... <ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0in 0in 0pt 0.75in; text-indent: -0.25in; tab-stops: list .75in"> ราชการต้องปรับบทบาท เกษตรกรก็ต้องปรับ พบกันครึ่งทาง ทำงานกัน แบบเพื่อน แบบพี่ แบบน้อง ก็จะอยู่กันได้อย่างมีความสุข</div></li></ul> บันทึกมาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
ชัยพร นุภักดิ์
ไม่ทราบว่าได้เจอคุณชาญวิทย์-นครศรีฯ คุณอำนวยพื้นที่นี้(เมื่อก่อน)หรือเปล่าครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณค่ะที่นำมาแลกเปลี่ยน จะขออนุญาตนำไปเล่าต่อนะค่ะ
หวัดดีค่ะ
ขอบคุณนะค่ะที่แวะไปทักทายในบล็อค...วันนี้จึงแวะมาเยี่ยมอีกรอบ...และขอเป็นกำลังใจให้พี่เขียนอะไรดีๆ สร้างสรรค์ขึ้นมาอีกเยอะๆ นะค่ะ
สวัสดี หนุ่มร้อยเกาะ
เมื่อ2 ปีก่อนเคยพาเกษตรกรไปดูงานแถวนั้นแล้ว ยินดีด้วย ..ทีเขาเปลียนทางเดินจากสายเคมีสู่สายอินทรีย์... คงมีเงินเหลือเก็บมั่งและมีอายุยืนอยู่ใข้เงินนะ
ขอบคุณ......ที่ลปรร
เก็บข้อมูลยอดเยี่ยมมากๆ สมัครเป็นเครือข่ายด้วยคน
เห็นด้วยค่ะ
พี่ชัยพรมีเทคนิคในการเล่าประสบการณ์ ที่ดีมาก ๆ นะค่ะ
ขอเป็นเครือข่ายด้วยคนนะค่ะ
ขอข้าวกินหน่อยครับ