ตนเป็นที่พี่งของตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งแท้จริงได้ มีตนที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละ ชื่อว่าได้หาที่พึ่งที่หาได้ยาก

สวัสดีครับทุกท่าน

         สบายดีกันอยู่นะครับ กระผมได้มีโอกาสฟังธรรมะไประหว่างทำงานไปด้วย มีโอกาสฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก ช่างทำให้น่าคิดและทบทวนตัวเองเป็นครั้งใหญ่ แค่นั้นยังไม่พอ ทำให้เชื่อมธรรมชาติบางอย่างแล้วนำไปประยุกต์เชื่อมอย่างน่าสนใจบางอย่าง....ลองดูนะครับ ท่าน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ท่านกล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้ว่า

      "....  ตนเป็นที่พี่งของตน นั้นที่เรารับฟังและปฏิบัติกันมาไม่ใช่แค่นั้น แต่ยังมีอีกที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้อีกต่อคือ

         ก็จะพึ่งตนได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่มีความสามารถจะพึ่งตนได้

         ตนเป็นที่พี่งของตน  คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งแท้จริงได้ มีตนที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละ ชื่อว่าได้หาที่พึ่งที่หาได้ยาก

         แท้ที่สุดแล้ว ตนเองต้องพึ่งตัวเอง.....ทำอย่างไรจะพึ่งตนเองได้

         การทำตนให้เป็นที่พึ่งแห่งตนได้ ก็คือการศึกษา การศึกษา จะทำอย่างไรให้สามารถทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนเองได้..."

เมื่อมาถึงตรงนี้ ทำให้ผมนึกถึง การปลูกต้นไม้หรือการเพาะต้นกล้าไม้เลยครับ

  • ปลูกเมล็ดลงถุงแล้ว ในเมล็ดมีสารอาหารเบื้องต้น แตกรากออกหน่อ ต้นอ่อนยังสร้างอาหารเองไม่ได้ ต้นอ่อนจะมีใบเลี้ยงก่อนในเบื้องต้นที่สะสมอาหาร แล้วส่งอาหารไปยังยอดอ่อนและส่วนต่างๆ

  • ใบอ่อน(ใบแท้) ใบแรกหรือคู่แรก ยอดและรากก็เจริญเติบโตไป ใบ่อ่อนเองก็สังเคราะห์อาหารเองยังไม่ได้ ต้องรับอาหารจากใบเลี้ยงมาก่อน 

  • เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ใบแท้คู่แรกสามารถสังเคราะห์แสงจนได้อาหาร โดยที่ การสังเคราะห์แสงสุทธิมีค่ามากกว่าศูนย์ นั่นคือการสังเคราะห์แสงมากกว่าการหายใจนั่นเอง

  • เมื่อใบแท้ชุดแรกสร้างอาหารเองได้แล้ว ก็จะมีใบอ่อนชุดต่อไปที่กำลังงอกออกมา ก็ยังช่วยตัวเองไม่ได้เช่นกัน ก็ได้อาหารจากใบแท้ชุดแรกนั่นหล่ะครับ เมื่อใบแท้ช่วยเหลือสร้างอาหารได้ทั้งต้นแล้ว ใบเลี้ยงก็จะฝ่อไปแล้วก็ร่วงโรยไปในที่สุด

  • ส่วนใบแท้ที่ช่วยเหลือใบอ่อนก็จะช่วยกันต่อๆ ไปครับ จนในที่สุดใบแท้ในชุดแรกๆ ก็ร่วงโรยไปเช่นกัน

        หลักสำคัญที่น่าคิดคือ   รับการช่วยเหลือ   สร้างเองได้  ช่วยเหลือผู้อื่นต่อ

  • ลองดูครับ ว่าเชื่อมกับคำว่า ตนเป็นที่พี่งของตน  คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งแท้จริงได้ มีตนที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละ ชื่อว่าได้หาที่พึ่งที่หาได้ยาก

        ทำให้ผมมองต่อและไปเชื่อมกับประโยคต่อไปที่ท่านพระอาจารย์ ได้พูดต่อไป ก็คือ

         สูงสุดของพุทธศาสนาคือ นิพพาน แต่นั่นคือ เป็นจุดหมายของแต่ละบุคคล  แต่มากกว่านั้นคือ พระที่สำเร็จหรือนิพพานแล้วพระพุทธเจ้าส่งไปเพื่อเผยแพร่ศาสนา โดยตรงนี้มีจุดหมายเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก  ซึ่งไม่ใช่ที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันที่ท่านบอกว่า บุคคลผู้ได้ประโยชน์ แต่สังคมเสีย  ดังนั้นพุทธศาสนามีจุดหมายสองส่วนสำคัญที่ จุดหมายเพื่อบุคคลคือนิพพาน และนิพพานแล้วก็ทำเพื่อให้เกิดความสุขแก่ชาวโลก เพราะว่านิพพานแล้วมีความสุขแล้ว ความสุขอยู่ในนั่นอยู่แล้ว ไม่ต้องแสวงหาสิ่งใดแล้ว มีแต่การให้จนกว่าจะร่วงโรยไป แม้ว่าร่วงโรยแล้วก็ยังเหลือคำสอน ความดีเอาไว้ให้รุ่นต่อไปใช้กันต่อไปได้อีกตลอดไป

         มองแล้วก็คือ   มีการศึกษาเริ่มต้นให้กับบุคคล (ใบเลี้ยง, พ่อแม่) --> บุคคลเป็นที่พึ่งแห่งตนได้(ใบแท้, ตนเอง) ---> ช่วยเหลือสังคมแก่ชาวโลก (ลำต้น, สังคม)

        โอกาสนี้ทำให้ผมมองเห็นความขัดแย้งที่มีอยู่ในหัวสมองผมมานาน เพราะผมเคยคิดว่าการแสวงหานิพพานนั้น เป็นการเห็นแก่ตัว แต่พอมาเจอกับหลักการที่ว่า มีจุดหมายเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก นั่นคือเมื่อสำเร็จนิพพานแล้ว กลับมาช่วยเหลือชาวโลก ตรงนี้จะทำให้ผมชื่นชมมากๆ เลยครับ ครบวงจร เหมือนระบบต้นไม้ที่เป็นเช่นนั้น ช่วยเหลือเกื้อกูล ความร่มเย็นของสังคม

           ตรงนี้ช่างสะท้อนสังคมไทยได้ชัดแจ่มมากๆ เลย ว่าคนที่ประสบผลสำเร็จในด้านต่างๆ แล้ว จะหยุดแค่นั้น หรือจะทำเพื่อสังคมต่อไป จะทำแค่นั้นหรือจะทำเหมือนต้นไม้ที่ยกตัวอย่างมาโดยที่เทียบบุคคลเท่ากับใบไม้แต่ละใบ

คุณหล่ะครับ คิดเห็นด้วย เห็นแย้งอย่างไร ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ

ขอบพระคุณมากครับ

เม้ง สมพร ช่วยอารีย์