สวัสดีครับท่าน ที่บรรลุสัจจธรรม
สวัสดีครับท่าน ที่เคารพ ทุกท่าน
แก่นแท้ของคำว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" กับธรรมชาติ
ถ้าเอาแต่ "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ความหมายมีค่าเท่ากับคนในเชิงเห็นแก่ตัว ปฏิเสธสังคม ความสัมพันธ์ในสังคม การมองสังคมในแง่ลบ
แต่กลับว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" กับธรรมชาติ ความหมาย ที่จะต้องพึ่งพิงธรรมชาติ
เรามามองแก่นแท้ของมัน
ภาวะสังคมปัจจุบัน ได้แปรเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางสังคมไปสู่ยุคทุน ภาวะความเอื้อกันในชุมชนได้แปรเปลี่ยนไปสู่สังคมชุมชนตัวใครตัวมัน นิยาม ของ "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ก็ได้แปรเปลี่ยนไปสู่การเห็นแก่ตัวมากขึ้น
การประกอบกันขึ้นในชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด จนถึงประเทศชาติ ความสัมพันธ์กันในรูปแบบที่หลากหลาย การปฏิสัมพันธ์ก็พัฒนากันไปไม่มีวันสิ้นสุด
การศึกษาเพื่อความรู้ แปรเปลี่ยนไปสู่ การศึกษาเพื่อปัจจัย การรับรู้ การนึกคิด กลับกลายเป็น ความชอบธรรม ไปสู่ความขอความเป็นธรรม
คนรวย บริจาค กลายเป็นความดี คนดี
คนจน ต้องยึดคติประจำใจ ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"
คนที่มีความมั่นคงก็ มีคติคาถาใหม่ประจำใจ "ความพอเพียง"
หมู่มวล ธรรมชาติ แมกไม้ สัตว์ป่า อยู่ได้เพราะความสมดุลย์ทางธรรมชาติ
แก่นของความอยู่ดีกินดี ของสังคมมนุษย์ คือ ความสมดุลย์ทางสังคม
การเรียกร้อง "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" "ความพอเพียง" "การทำบุญ" "บริจาค" แก่นแท้คือ การถ่ายเทความสมดุลย์ในสังคมและความอยู่รอดของมนุษย์ชาติ ที่บัญญัติขึ้นเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ
พระพุทธองค์ ไม่ได้บรรลุนิพานเพื่อตนเอง ทรงเผยแผ่ธรรมะ มีเครื่องมือคือ ธรรมะ มีตัวแทนพระองค์คือพระสงค์
- พวกเราจะไปสู่หนทางแห่งความสมดุลย์แล้วหรือยัง
- พวกเราจะเห็นถึงแก่นของมันแล้วหรือยัง
- พวกเราจะมีวินัยกันหรือยัง
- พวกเราจะศึกษา และ เห็นความสำคัญทางการศึกษาแล้วหรือยัง
- พวกเราจะเข้าใจชุมชนได้ดีพอแล้วหรือยัง
- แล้ว..........พวกเราจะไปไหนไปกันแล้วหรือยัง
ขอบคุณมากๆครับที่ให้โอกาสผม
มาตั้งวงน้ำชากัน...................................