ช่วงนี้มหาวิทยาลัยอบอวลด้วยบรรยากาศ  น้องใหม่ใสปิ๊ง    สัญจรไปที่ใดก็เต็มไปด้วยป้ายรับน้องหลากรูปแบบและสีสัน  บางป้ายมีเสน่ห์เตะตา,  บ้างเฉิ่มเชย ทื่อ ๆ  บ้างราบเรียบไร้สีสัน  หรือไม่ก็ลวดลายเลอะตาจนต้องเพ่งอย่างจริงจัง   ไม่งั้นก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่า   คำและความหมายในป้ายนั้น    สื่อสารว่าอย่างไรกันแน่ ! –

   

คืนนี้มีเวลาว่างให้กับตนเองอย่างไม่น่าเชื่อ    ผมรีบเร่งค้นตู้หนังสืออันรกรุงรังของตนเอง   ไม่นานก็พบหนังสือเล่มเล็ก ๆ บาง ๆ  เก่า ๆ  อันเป็นเล่มที่ผมวาดหวังไว้

  

หนังสือที่ผมกำลังพูดถึงนี้,  อันที่จริงเป็นแต่เพียงจุลสารเท่านั้น   หาใช่หนังสือเลยแม้แต่น้อย  แต่สำหรับผมแล้ว  จุลสารเล่มนี้   มีคุณค่าและความหมายต่อผมอย่างมหาศาล  เพราะเป็นจุลสาร ฉบับรับน้องใหม่อันเก่าเก็บฉบับนี้ -  บางที  ทั้งมหาวิทยาลัยอาจจะมีอยู่ที่ผมเพียงเล่มเดียวเท่านั้น,  ก็เป็นได้

  

  

จุลสารต้นกล้า  ฉบับนี้,   เป็นฉบับรับน้อง’ 33  จัดทำขึ้นโดยนิสิตพรรคชาวดินที่ชนะการเลือกตั้งเป็นองค์การนิสิตในสมัยนั้น 

  

จุลสารน้องใหม่ฉบับนี้ถือเป็นฉบับทำมือก็ว่าได้   ต้นฉบับใช้กระดาษไขพิมพ์ทับด้วยเครื่องพิมพ์ดีด  เสร็จแล้วนำไปโรเนียวสำเนาเอกสารและนำกลับมาเย็บเล่มอย่างง่าย ๆ 

  

จะว่าไปแล้วจุลสารเล่มนี้ก็ดูเฉิ่มเชย  ซื่อ ๆ ราวกับหนุ่มบ้านนอกผู้ย่ำทุ่งมาอย่างช่ำชอง  หรือไม่ก็ดูราวกับหญิงสาวชาวบ้านที่ดูเรียบงามอย่างเป็นธรรมชาติ  

  

ภายในเล่ม,  มีทั้งอักษรที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด  บางห้วงก็เป็นลายมือที่สวย, แข็งแรง  หรือไม่ก็อ่อนไหว โงนเงนไปมาอย่างน่ารัก   น่าเอ็นดู 

แต่ที่ผมประทับใจเป็นที่สุดก็คือ  เนื้อหาที่ปรากฏในเล่มนั้นล้วนแล้วแต่โน้มนำแก่นคิดของน้องใหม่ไปสู่ความเป็นผู้มีจิตสำนึกสาธารณะอันดีงาม  เป็นต้นว่า  กลอนง่าย ๆ งาม ๆ  ที่เขียนด้วยถ้อยคำธรรมดา ๆ  ฝากถึงน้องใหม่ในหน้าที่  7  นั้นน่าสนใจมาก   

น้องเอ๋ย  น้องใหม่                         ใฝ่ฝัน ขยันศึกษา   

    

หมั่นเรียน เพียรค้นตำรา                 น้องเอย น้องหาสิ่งใด

 

น้องเอย    น้องรัก                         เรียนหนัก จะก้าวไปไหน

 

เรียนเพื่อประโยชน์ของใคร             น้องให้อะไรแก่ตน

 

มองดูสังคมรอบด้าน                      ปวงชนทำงานเช้ายันค่ำ

 

            สังคมไม่เคยยุติธรรม                     มวลชนระกำทุกข์ทน

 

            น้องเอ๋ย  น้องใหม่                        สดใส  บริสุทธิ์เหมือนหยาดฝน

 

            เรียนไป   เพื่อรับใช้มวลชน             สร้างตน สร้างสังคม  ให้สมบูรณ์

   

 

ขณะที่ปกหลังปิดท้ายด้วยลำนำ  แด่เธอ ...ผู้มาใหม่    อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความรัก ความปรารถนาดีของรุ่นพี่ที่มีต่อรุ่นน้องอย่างอบอุ่น  และแจ่มชัด

    

            ในวันที่ฟ้าสดใส

 

            เธอ คือ นกน้อยที่หัดบินใหม่

 

            เธอมีพี่ ๆ  ประคับประคอง

 

            เธอช่างเป็นที่สดใสจังเลย

  

            มาเถิด

 

            มาบินไปกับฉันเถิด

 

            ฉันคือนกตัวเก่า

 

            แต่ฉันจะไม่ให้เธอบินไปกับทางเก่าหรอก

 

            ฉัน คือ นกกิจกรรม

 

            ฉันบินไปทุกที่ที่อยากไป

 

            แน่นอน  ฉันย่อมรู้ว่าแหล่งไหนที่น่าอยู่มาแล้ว

 

            แต่ยังไม่สิ้นสุด

  

            เรามาบินไปแสวงหาด้วยกัน

 

            ฉันจะประคับประคองเธอให้บินไปกับฉันอย่างปลอดภัย

 

            อย่างน้อยเธอต้องบินไปไกลกว่าฉัน....

 

            ฉันมั่นใจอย่างนั้น

   

อันที่จริง,  ถ้อยคำเหล่านั้น   ก็ดูจะไม่โดดเด่นในทางวรรณศิลป์  อ่านไปก็ดูจะขาด ๆ เขิน ๆ  หล่น ๆ หาย ๆ  ไปอยู่มากโข   แต่เนื้อความอันเป็นความหมายนั้น   ก็ไม่ได้ด้อยค่าไปกว่าวาทกรรมใด ๆ  ในยุคสมัยนี้เลยแม้แต่น้อย 

ในฐานะของคนที่อยู่ในแวดวงกิจกรรม  ผมถือว่า  ถ้อยคำเหล่านั้นมีความ

หมายอย่างมหาศาล   เพราะมันคือถ้อยคำจาก นกกิจกรรม  ที่เพียรหวังให้นกตัวใหม่   ได้กล้าที่จะใช้เสรีแห่งปีกนั้น  โบยบินไปสู่ทางสายใหม่   โดยมีนกกิจกรรมตัวเก่าคอยดูแลอย่างไม่ไกลห่าง  

นี่คือถ้อยคำที่เป็นเสมือนคำต้อนรับ "น้องใหม่"  เมื่อ  17  ปีที่แล้ว