
ก่อนหน้าที่ผมจะมาเรียนจิตวิทยาอุตสาหกรรม ผมเข้าใจว่าการที่คนเราไม่มีความเครียดในการทำงานเลย น่าจะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า...
แต่หลังจากที่ได้มาเรียนจิตวิทยาอุตสาหกรรมแล้ว ทำให้รู้ว่าระดับความเครียดในการทำงานที่เหมาะสมต่างหาก ที่ส่งผลให้พนักงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ...
พนักงานที่ไม่มีความเครียดในการทำงานเลยหรือมีความเครียดในการทำงานน้อยเกินไป ย่อมขาดการกระตือรือร้น ทำงานไปเรื่อย ๆ เพราะไม่ได้รับความกดดันใด ๆ จากหัวหน้าหรือจากองค์การ งานที่ออกมาจึงมักไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร...
พนักงานที่มีระดับความเครียดในการทำงานสูง ซึ่งอาจจะเกิดจากปริมาณงานที่มากเกินไป ต้องทำงานที่มีความรับผิดชอบสูงหรือได้รับความกดดันจากปัจจัยอื่น ๆ ย่อมขาดความสุขในการทำงาน งานที่ออกมาจึงมักจะขาดคุณภาพเช่นเดียวกัน...
พนักงานที่มีระดับความเครียดในการทำงานที่เหมาะสม ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก การได้รับมอบหมายงานในปริมาณที่เหมาะสม มีการกำหนดเป้าหมายในการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ย่อมมีความกระตือรือร้นในการทำงาน งานที่ออกมาย่อมมีคุณภาพมากกว่า...
คุณภาพของงานหรือประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน ย่อมส่งผลโดยตรงกับความอยู่รอดและความเจริญขององค์การ ฉะนั้นการกระตุ้นให้พนักงานมีระดับความเครียดในการทำงานที่เหมาะสมย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าต่อการพัฒนาองค์การ...
สวัสดีค่ะ
ฉะนั้นการกระตุ้นให้พนักงานมีระดับความเครียดในการทำงานที่เหมาะสมย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าต่อการพัฒนาองค์การ...
เห็นด้วยมากๆๆเลยค่ะ
คนที่relaxมากไปในเวลาทำงาน ผลงานไม่ดี เฉื่อยๆค่ะ
ดิฉันมีลูกน้องอยู่คนหนึ่ง ประชุมทีไร หาวนอนทุกที เกือบจะให้ออกนอกห้องประชุมแล้ว แต่ยั้งปากไว้ได้ ถามเพียงแต่ว่า ไม่สบายหรือเปล่า
เป็นหัวหน้าแท้จริงแสนลำบากค่ะ ต้องคนมีไฟค่ะ ไม่งั้น ดันหลังคนเหนื่อย ตัวเองจะพลอยล้าไปด้วย
คุณอยู่ในส่วนของHR หรือคะ คงมีประสบการณ์มากนะคะ
ครับ...คุณ sasinanda
...
บางทีมองที่ตัวเราก็ได้วันไหนไม่เครียดเลยเหมือนไม่อยากทำงาน เครียดมากไปก็ไม่อยากทำงานเหมือนกัน...
ยอมรับครับว่าการเป็นหัวหน้านี่เหนื่อยกว่าลูกน้องเยอะ เหนื่อยกายไม่เท่าไหร่แต่เหนื่อยใจนี่สิ...
ผมไม่ได้ทำงาน HR หรอกครับ แค่ได้มาเรียนทางด้านนี้ครับ...
ขอบคุณมากครับ...
เห็นด้วยครับว่าบางครั้งการได้รับ pressure จากการทำงานบ้าง ก็ทำให้ได้งาน ผมเคยไปเข้ารับการอบรมมา ท่านวิทยากรได้จำแนกพนักงานในองค์การไว้ 4 ประเภท
ดังนั้น อาจจะต้องเลือกใช้วิธีการในการบริหารปกครองพนักงานแบบต่างๆ บางประเภทไม่ต้องให้ pressure มาก แค่ตั้งคำถามบางคำถามสั้นๆ เขาก็จะมี sense ที่จะคิดได้ว่าต้องปรับปรุงตัวอย่างไร แต่บางประเภทอาจต้องเรียกมาพบ พูดคุย ตักเตือนกันตรงๆ
แต่การใช้ LO & KM มาใช้ก็เป็นเรื่องที่ดี เน้นสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้คนอยากทำงาน สนุกกับงานและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในองค์การ
ขอบคุณมากครับ
ครับ...คุณข้ามสีทันดร
...
ชอบการจำแนกพนักงานแบบนี้จังครับเห็นภาพเลย เห็นด้วยครับว่าการกระตุ้นพนักงานแต่ละกลุ่มก็ต้องใช้วิธีที่ต่างกัน...
เห็นด้วยครับกับการส่งเสริมให้เกิด LO & KM ในองค์การ เพราะจะส่งผลดีทั้งกับตัวพนักงานเองและองค์การครับ...
ขอบคุณมากครับ...
รู้ เข้าใจ และเข้าถึง กับคำว่าเครียด แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ คือเครียดจนเกินขีด ส่งผลให้ฆ่าตัวตาย และหาทางออกในทางที่ผิดมากมาย สาวว่าสาเหตุแห่งความเครียดก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องหาทางแก้
สาว
ครับ...คุณสาว
...
ด้วยปัจจัยต่าง ๆ มากมายทำให้เราเกิดความเครียดในระดับที่เกินปกติ ตัวเราย่อมรู้ดีกว่าคนอื่น คงต้องหาวิธีคลายเครียดให้ตัวเองบ้าง หรือคงต้องฝึกการปล่อยวางบ้างครับ...
เราอาจได้รับการกดดันจากภายนอกมาก แต่ตัวเราต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับตัวเราให้รับภาวะนั้นให้ได้ครับ...
ขอบคุณมากครับ...
ครับ...อ.อาลัม
เพราะความแตกต่างระหว่างบุคคล การบริหารจัดการในองค์การจึงไม่มีสูตรตายตัว คงต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์การ และคงต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับพนักงานแต่ละคนครับ...
ขอบคุณมากครับ...
ครับ...คุณก้ามปู
...
ระดับความเครียดที่เหมาะสมบวกระบบจัดการที่ดีเท่ากับงานที่มีประสิทธิภาพครับ...
ขอบคุณมากครับ...
ขอบคุณมากค่ะที่ให้สาระดีๆๆอย่างนี้ค่ะ
ทุกอย่าง..ถ้าอยู่ในดับที่พอดี..ทุกอย่างค่ะ.^^
ครับ...น้องจ๋า
ขอบคุณเช่นกันครับสำหรับการแวะมาอ่านและมาทักทายครับผม...
ครับ...คุณครูแอ๊ว
...
เห็นด้วยครับ ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าอยู่บนความพอดี ดีที่สุดครับ...
ขอบคุณครับผม...
ดีใจจังค่ะ ได้อ่านข้อความหลาย ๆ ข้อความแล้ว ทำให้หายเครียดได้ค่ะ อิฉันทำงานกับ
คน คน และคน ซึ่งต้องใช้ภาษา หลายๆ ภาษา เช่น ภาษาอารมณ์ ภาษาตา ภาษาใจ
เหนื่อยมาก ๆ กว่าจะผ่านไปแต่ละวัน ของคุณค่ะ
ครับ... คุณปานรวี
การทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น ๆ อาจจะต้องมีความเครียดขึ้นได้บ้างนะครับ...
เป็นกำลังใจให้ครับผม...