สำหรับน้องคนที่เขียนอีเมล์มาถามดิฉันเรื่องการสัมภาษณ์นะคะ ดิฉันว่าสิ่งที่สำคัญคือต้องมั่นใจค่ะ ไม่เกร็ง เตรียมตัวตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเราเอง เหตุผลของเราที่ต้องการได้รับทุน การไปศึกษาต่อของตัวเองมีประโยชน์อย่างไรต่อประเทศไทย...
เนื่องด้วยมีผู้เขียนอีเมล์มาสอบถามดิฉันเกี่ยวกับการสอบสัมภาษณ์ทุน ป.โท กับ ป.เอก ของ Fulbright ซึ่งน่าจะเป็นทุน Open Competition ที่เปิดรับสมัครกับผู้สนใจทั่วไป ว่าในการสัมภาษณ์ต้องเตรียมตัวเรื่องคำถามอย่างไรบ้าง
ดิฉันก็ไม่ทราบจะตอบอย่างไรเหมือนกันค่ะ เพราะไม่แน่ใจว่าผู้สัมภาษณ์ทุนและลักษณะของคำถามจะเหมือนกันหรือไม่ เนื่องด้วยทุนที่ดิฉันได้นั้นเป็นทุน Thai Visiting Scholar (TVS) ซึ่งให้กับอาจารย์ที่ต้องการไปทำวิจัยระยะสั้นที่อเมริกา และต้องติดต่อ U.S. Affiliation University ที่อเมริกาไว้แล้ว ก็เลยไม่ทราบจะตอบยังไง.. เล่าได้แต่ประสบการณ์ของตัวเองเท่านั้นค่ะ อย่างไรก็ดี อาจมีบางส่วนที่เหมือนที่หรือต่างจากทุน OC ก็ได้ค่ะ
ประสบการณ์การขอทุน TVS
เมื่อสักราวๆ เดือนกรกฎาคม ปี ๔๙ ดิฉันได้รับอีเมล์จากงานวิเทศของสถาบันฯ เกี่ยวกับทุน TVS ดิฉันก็เข้าไปที่เวบของ TUSEF (http://www.fulbrightthai.org/) ตามรายละเอียดที่ได้รับในอีเมล์ เพื่อค้นข้อมูลเพิ่มเติม แล้วก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทุนดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาขาที่สามารถขอทุนได้ ระยะเวลาทุน คุณสมบัติผู้สมัคร รายละเอียดใบสมัคร และข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการคัดเลือกผู้ได้รับทุน เป็นต้น
เอกสารประกอบการสมัคร ซึ่งโดยรวมจะประกอบไปด้วย
-
ใบสมัคร
-
จดหมายตอบรับจาก U.S. Affiliation University ที่อเมริกา ซึ่งผู้ขอทุนจะต้องติดต่อหามาเอง
-
ข้อเสนอโครงการวิจัย (ซึ่งอันนี้ก็ต้องประสานงานกับ Host University ด้วยค่ะ)
-
ประวัติของผู้ขอทุน
-
จดหมายรับรองจากที่ทำงาน (Letter of Recommendation) 2 ฉบับ
ดิฉันก็รีบดำเนินการติดต่ออาจารย์ที่ต่างประเทศ ได้รับความกรุณาจากอาจารย์ที่ University of Maryland ที่เพิ่งมาเมืองไทยเมื่อปี ๔๘ รับเป็น Host ให้ ดิฉันก็รีบเขียน Proposal วางแผนการทำงาน ขอจดหมายรับรอง ทำเอกสารประวัติ แล้วก็รีบส่งให้ทันกำหนดการปิดรับสมัคร
ทาง TUSEF ได้กำหนดไว้คร่าวๆ ว่าจะดำเนินการคัดเลือกผู้เข้าข่ายมีสิทธิ์ในเบื้องต้น แล้วก็จะมีการสัมภาษณ์คัดเลือกจากคณะกรรมการตอนราวๆ เดือนตุลาคม
ดิฉันผ่าน Short List ได้เข้าสัมภาษณ์ จำได้คร่าวๆ ว่าคณะกรรมการมีประมาณ ๕ ท่าน มีผู้ประสานงานจากสถานทูตอเมริกัน ๑ ท่าน มีอาจารย์ไทย ๒ ท่านซึ่งทาง TUSEF เชิญมา (ดิฉันคาดว่าท่านหนึ่งเป็น Alumni และอีกท่านน่าจะเป็นตัวแทนของ สกอ.) มีกรรมการที่เป็นคนอเมริกัน เป็น Visiting Scholar ที่มาทำวิจัยในประเทศไทยในช่วงนี้พอดีอีก ๑ ท่าน และมีผู้อำนวยการของ TUSEF (พี่พรทิพย์) อีกท่านที่เป็นกรรมการ
เรื่องจำนวนกรรมการสัมภาษณ์เนี่ย ขอรับตรงๆ ว่าความจำค่อนข้างลางเลือน อาจมีผิดพลาดได้นะคะ
วันที่สัมภาษณ์จำได้ว่าใช้เวลาประมาณ ๒๐-๓๐ นาทีเท่านั้น กรรมการแต่ละท่านก็จะสัมภาษณ์ถึงการทำวิจัยของดิฉันเป็นส่วนใหญ่ เช่น ทำไมถึงทำเรื่องนี้ จะหาข้อมูลอย่างไร ทำไมถึงไปที่ University of Maryland แล้วก็มีการสัมภาษณ์ถึงการเป็นตัวแทนคนไทย การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับอเมริกัน จะเอาความเป็นไทยไปนำเสนอแลกเปลี่ยนอย่างไร เป็นต้น.. ส่วนใหญ่เป็นการพูดคุยกับกรรมการแบบสบายๆ เพราะดิฉันก็ไม่ได้คาดหวังมากค่ะ ถามมาก็ตอบไป เผอิญว่าตัวเองมีประสบการณ์การศึกษาในอเมริกาแล้วก็อาจจะง่ายหน่อยค่ะ
พออีกสัก ๒ อาทิตย์ (ต้นเดือนพฤศจิกายน ๔๙) ก็ประกาศผลทางเวบค่ะ แล้วก็พี่พรทิพย์โทรมาแสดงความยินดีและแจ้งด้วยตนเองด้วยค่ะ ^ ^
หลังจากนั้นผู้ได้รับการคัดเลือกทั้ง ๓ คนก็ต้องไปกรอกใบสมัครที่จะใช้จริงสำหรับขอเอกสาร DS-2019 ที่สำหรับใช้ขอวีซ่า ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ในส่วนนี้ค่ะ ซึ่งวันหลังมีโอกาสจะมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง
สำหรับน้องคนที่เขียนอีเมล์มาถามดิฉันเรื่องการสัมภาษณ์นะคะ ดิฉันว่าสิ่งที่สำคัญคือต้องมั่นใจค่ะ ไม่เกร็ง เตรียมตัวตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเราเอง เหตุผลของเราที่ต้องการได้รับทุน การไปศึกษาต่อของตัวเองมีประโยชน์อย่างไรต่อประเทศไทย อนาคต ความคาดหวังเมื่อได้ไปศึกษา มุมมองของตัวน้องเองที่มีต่อประเทศสหรัฐอเมริกา การปรับตัว ฯลฯ ที่สำคัญ...อันนี้คงเลี่ยงไม่ได้...ภาษาอังกฤษต้องดีค่ะ ต้องสื่อสารได้ เพราะเขาต้องสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษแน่นอนค่ะ
ก็ได้แต่หวังว่าบันทึกนี้จะมีประโยชน์กับผู้ถาม และผู้สนใจท่านอื่นๆ บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ
ข่าวเพิ่มเติม
สวัสดีค่ะอาจารย์..กมลวัลย์ คนเก่งของครูอ้อย
คิดถึง..เพื่อนที่รู้ใจค่ะ
สวัสดีค่ะครูอ้อย สิริพร กุ่ยกระโทก
เมื่อกี้แวะไปอ่านที่บันทึกมาแล้วค่ะ...
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ สมุดนี้ไม่ค่อยมีคนเข้ามาเท่าไหร่ค่ะ แต่ก็ไม่เป็นไร.. เขียนประสบการณ์ทิ้งเอาไว้.. วันหลังกลับมาอ่านเองคงสนุกดีเหมือนกัน ^ ^
คิดถึงเหมือนกันนะคะ แต่ไม่ได้รู้สึกเหมือนอยู่ไกลเลย..เห็นกันบ่อยๆ ใน GTK... ดีจังเลยค่ะ ^ ^
สวัสดีค่ะ
สะดุดที่เขียนว่า ดิฉันก็ไม่ได้คาดหวังมากค่ะ ถามมาก็ตอบไป
ทำให้นึกถึงตัวเอง ตอนที่สภาอุตสาหกรรมฯส่งเป็นตัวแทนไปรับการคัดเลือก ไปอบรม Women Entrepreneurship โดยทุนของสหประชาชาติที่อิเดีย 20 วัน
เขาให้เขียนอะไรก็ได้ ที่เกี่ยวกับแนวคิด การเป็นผู้ประกอบการ 1 หน้ากระดาษ เอ-4
ดิฉัน กำลังจะออกไปธุระข้างนอกoffice เลขาเอามายื่นให้เขียน ดิฉันจะยังไม่เขียน เขาบอกว่า ต้องส่งวันนี้แล้ว ท่านประธานกลุ่มอาหารโทรมาทวง
ดิฉันก็เลยเขียน ไปตามที่อยู้ในหัว ไม่ได้คิดปรุงแต่งอะไรเลยค่ะ และไม่ได้อยากไป ปรากฏว่า เขาเลือกดิฉัน ยังงงๆ ว่า เป็นไปได้ไง
คือบางทีเราก็ไม่ได้คาดอะไร แต่ก็ได้รับการคัดเลือก ก็น่าภูมิใจค่ะ
อาจารย์ยิ่งต้องน่าภูมิใจนะคะ เป็นเกียรติ์เลยค่ะ
อาจารย์เก่งค่ะ พี่ชอบคนเก่งๆ ขยันๆ มีความคิดสร้างสรรค์ ปกติ เป็นคนขี้เบื่อหน่อยเหมือนกัน ไม่ค่อยชอบอะไรซ้ำซาก
มีรุ่นพี่อยู่คน ชื่อพี่นิตยา มหาผล เขาก็เป็นวิศวกรค่ะ เก่งมาก สวยและหุ่นดีทีเดียว ชื่นชอบเขาค่ะ
ดีใจด้วยอีกทีนะคะ
ขอบคุณค่ะคุณพี่ศศินันท์ (sasinanda)
ขออนุญาติเรียกคุณพี่เลยนะคะ ^ ^ ว่าจะเปลี่ยนสรรพนามตั้งนานแล้ว เพิ่งได้โอกาสเนี่ยแหละค่ะ
เรื่องการไม่คาดหวังสำหรับตัวเองเป็นเรื่องที่ดีค่ะ เพราะทำให้เราไม่เกร็ง ใช้สิ่งที่เรามีอยู่ในตัวได้เต็มที่ โดยไม่ต้องคิดว่าผลจะเป็นอย่างไร เพราะคิดเสมอว่าถ้าเป็นของเรา เราก็จะได้เองแหละค่ะ
ตัวเองเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กันอีกอันหนึ่งก็คือตอนสอบทุนทบวงมหาวิทยาลัย (ทุนพัฒนาอาจารย์ปีแรก) ตอนนั้นเรียนอยู่ปี ๔ เทอม ๒ เองค่ะ ไปสอบก่อนสอบปลายภาค สอบรวมวิชาที่เรียนทั้ง ๔ ปีเลยค่ะ เขาประกาศผลสอบช่วงสอบปลายภาคเสร็จแล้ว..ดิฉันไม่ได้ไปดูผลด้วยซ้ำเพราะคิดว่าทำข้อสอบไม่ผ่านเกณฑ์แน่เพราะทำไม่ได้พอสมควร ^ ^ พอดีเจอเพื่อนที่ไปสอบด้วยกัน เขาไปดูผลมาปรากฎว่าเราติดอยู่คนเดียว.. แต่วันรายงานตัวเลยไปแล้ว (วันสุดท้ายวันศุกร์ เจอเพื่อนวันเสาร์) พอวันจันทร์ก็วิ่งไปที่ทบวงฯ ไปขอเขารายงานตัว..เขารีบรับไว้เพราะปีนั้นมี ๙๐ ทุน แต่มีคนสอบได้แค่ ๔๕ ทุน.. สุดท้ายก็ได้ทุนนี้แหละค่ะ ไปเรียนแล้วก็มีที่ทำงานทุกวันนี้...
ย้อนคิดดูแล้วก็เลยรู้สึกว่าฟ้ากำหนดยังไงไม่รู้ ^ ^ เพราะไม่ได้คาดหวัง เพียงแต่ตั้งใจทำให้ดีเท่านั้น..
คุณพี่ก็เป็นคนเก่งมากๆ เลยค่ะ ดิฉันก็แอบชื่นชมมานานแล้วเหมือนกัน ดูได้จากวิธีเขียน แนวคิดที่ตรงไปตรงมา การให้ความเห็น เรื่องของหลานและครอบครัวที่ได้นำมาเล่าให้เราฟังกัน ชอบมากค่ะ.. ทำงานเก่งและครอบครัวอบอุ่นมากๆ เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ นะคะ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับคนๆ หนึ่งเลยค่ะ
ขอบคุณมากค่ะสำหรับรูปสวยๆ และคำชื่นชมและกำลังใจค่ะ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณที่ให้เกียรติ์เรียกอย่างสนิทสนม ขอบคุณค่ะ
ชีวิตที่ผ่านม่ตั้งแต่เด็ก จะชอบเรียนหนังสือ มีคุณพ่อคุณแม่เป็น tutor ส่วนตัวเหมือนน้องชาย
และเป็นคนชอบค้นคว้ามาก ทำรายงานเป็นเล่มๆตั้งแต่เด็กๆประถม สมัยนั้น เด็กๆไม่ชอบทำรายงาน และเป็นคนห้าวๆหน่อย ออกเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงค่ะ และเป็นคนค่อนข้างเอาจริง จึงสามารถดูแลลูกน้องผู้ชายมากๆได้ค่ะ
เรียนจบอักษรฯอังกฤษ-ฝรั่งเศส และต่อบริหารจัดการ แต่ไม่มีหัวเขียนกลอนหรือเขียนอะไรสวยๆเลยค่ะ ทำงานรัฐวิสาหกิจ อิ่มตัว และออกเบื่อๆ ทั้งๆที่ งานดี ตำแหน่งดี สังคมดี อยากทำอะไรเอง ตัดสินใจเอง จะได้ใช้วิชาความรู้ให้ถึงกึ๋นไปเลย ชอบเป็นตัวของตัวเองค่ะ และไม่ชอบshoppingแบบเดินไปเรื่อยๆ
ที่เล่า เพราะอยากรู้จักกับอาจารย์มากขึ้นค่ะ
ชื่นชอบอาจารย์และสมาชิกทุกคนที่นี่ค่ะ ได้ความรู้จากที่นี่เพิ่มขึ้นมากๆเลย
สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์ (sasinanda)
เราคงมีอะไรคล้ายๆ กันบ้างค่ะ เช่นชอบเรียนหนังสือ มีลักษณะเป็นผู้ชายหน่อยๆ ค่ะ
ตอนเด็กๆ ตัวเองเป็นคนเรืยนดี แต่ไม่ดีมากค่ะ พ่อแม่ไม่ค่อยได้เรียน คนจีนค้าขายค่ะ แต่สนับสนุนให้เราเรียน เราก็เรียนเรื่อยๆ แบบไม่มีแรงกดดันเลยค่ะ อะไรๆ พ่อแม่ก็ว่าดีหมด ชีวิตมีความสุขดีค่ะ (น่าเห็นใจเด็กสมัยนี้ที่กวดวิชากันมากๆ เลย) ดิฉันกวดวิชาอยู่ช่วงเดียว ไปเรียนตามเพื่อนตอนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้นเรียนอยู่สตรีมหาพฤฒาราม มีเพื่อนในกลุ่มอยู่คนหนึ่งเราชอบวิชาสายวิทย์เหมือนกันมากๆ เขาอยากเรียนวิศวฯ ดิฉันก็มีน้าเขยเป็นวิศวฯ ในห้องมีมีเราสองคนเนี่ยแหละค่ะเลือกวิศวฯ สุดท้ายดิฉันติดที่เกษตร แต่เพื่อนคนนี้ได้บัญชีที่จุฬาค่ะ
ก็เลยไปเรียนที่เกษตรฯ คราวนี้แหละค่ะ เพื่อนผู้ชายเป็นโขยงเลยค่ะ ยังคิดเลยว่าตัวเองปรับตัวได้ดีเพราะจากโรงเรียนหญิงล้วน ไม่เคยเรียนร่วมชั้นเรียนกับผู้ชายเลยตั้งแต่อนุบาลกับประถมต้น คราวนี้มีแต่เพื่อนผู้ชาย แล้วก็..ลิงแท้ๆ เลยค่ะ ^ ^
ที่วิศวฯ ม.เกษตรสมัยก่อนมีสาวอยู่สองประเภทค่ะ คือ ดาว กับ ดิน 555 กลุ่มดาวเนี่ยจะสวยปิ๊งเลยค่ะ ส่วนกลุ่มดินก็ ^ ^ กลุ่มที่เหลือเนี่ยแหละค่ะ ก็ต้องปรับตัวเป็นทโมนกับเพื่อนๆ ไปด้วย สนุกมากๆ แต่ที่สำคัญคือ มารักเรียนมากๆ และเรียนสนุกมากๆ ตอนเรียนที่เกษตรฯเนี่ยแหละค่ะ ยิ่งเรียนยิ่งสนุกจริงๆ ก็เลยเรียนได้ดีและมีนิสัยรักการเรียนจนปัจจุบัน..
หลังจากที่เกษตรฯ ดิฉันก็เล่าไปบ้างแล้วข้างต้นนะคะ ไปเรียนเมืองนอกก็เรียนโท-เอก 5 ปีจบพอดีแล้วก็รีบกลับมาใช้ทุนค่ะ รู้สึกว่าเอาเงินภาษีไปเรียน ต้องรีบกลับมาทำงานใช้ค่ะ
มาทำงานที่สจพ.ก็มีทั้งประสบการณ์ที่ดีและไม่ดีค่ะ ก็คงเหมือนกับที่อื่นๆ และคนอื่นๆ น่ะค่ะ แต่ตัวเองก็รู้เหมือนกันว่าก้าวหน้าเร็ว มีช่วงหนึ่งทำงานเยอะมากๆ เลย มองย้อนกลับไปดูไม่รู้ว่าผ่านมาได้ยังไง ^ ^
ดิฉันยังไม่เคยเปลี่ยนงานเลยค่ะ คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก คนที่ตัดสินใจอย่างคุณพี่จะต้องเป็นคนที่มั่นใจ มีความรู้และสู้ไม่ถอยค่ะ เหมือนกับที่คุณพี่ทำผ่านมา อันนี้ขอยอมรับเลยว่า ถ้าให้ลาออกไปประกอบอาชีพส่วนตัวทำธุรกิจคงทำไม่ได้ค่ะ ถ้าลาออกก่อนเกษียณคงเป็นไปได้ แต่คงไม่ไปทำธุรกิจค่ะ อาจจะไปอยู่ต่างจังหวัดทำงานในรูปแบบอื่นๆ ค่ะ แต่ตอนนี้ความคิดนี้ยังเป็นวุ้นอยู่เลยค่ะ เพราะพ่อแม่ยังอยู่กรุงเทพฯ คงอยู่ดูแลท่านก่อนน่ะค่ะ
ดีใจมากเลยค่ะ ที่คุณพี่อยากรู้จักดิฉันมากขึ้น ^ ^ ดิฉันรู้สึกว่าสังคมใน GTK เป็นสังคมที่ทำให้ตัวเองเปิดหูเปิดตาขึ้นเยอะค่ะ ได้เรียนรู้อะไรมากเลยนอกจากสังคมที่ทำงาน เห็นมุมมองหลากหลายจริงๆ แล้วก็ชื่นชอบคนใน GTK หลายๆ คนเช่นกันค่ะ ช่วงหลังนี้อ่านและเขียนข้อคิดเห็นไม่ทันเลยค่ะในแต่ละวัน..บางวันเลยได้แต่อ่านเฉยๆ เพราะเวลาเขียนข้อคิดเห็นไม่พอค่ะ
ขอบคุณคุณพี่ที่ให้ความสนิทสนมนะคะ เป็นเกียรติอย่างยิ่งเช่นกันค่ะ ^ ^
อาจารย์เก่งและขยันจัง เคยคิดจะเรียนต่อเหมือนกันแต่ตัวขี้เกียจเกาะหลังเป็นฝูง นี่ขนาดเรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่ก็เริ่มจะหาข้ออ้างเบี้ยวเป็นบางวันเลย ^ ^ “
มาชื่นชมคนเก่งครับ :)
เป็นกำลังใจให้ครับ
สวัสดีค่ะคุณ
จริงๆ แล้วไม่เก่งเท่าไหร่หรอกค่ะ ต้องบอกว่า(ธรรมะหน่อยๆ) ที่มาได้ถึงทุกวันนี้น่าจะเป็นเพราะฉันทะ กับวิริยะ คือชอบในสิ่งที่ทำ และมีความเพียร แต่ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยมี จิตตะ กับวิมังสาเท่าไหร่ มีแต่สองตัวแรกของอิทธิบาท ๔ ค่ะ
ตอนเรียนป.ตรี มีเพื่อนผู้ชายที่เก่งๆ หลายคนค่ะ แต่เขาไม่เรียนค่ะ เขาเรียนแบบเล่นๆ ค่ะ ก็เลยดูเหมือนเรียนสู้เราไม่ได้ ^ ^ ตอนนี้ถ้าจะสรุปว่าตัวเองเก่ง จะบอกว่าเป็นเพราะเราชอบ เราจึงขยัน ดังนั้นเราจึงเก่งค่ะ 55555
จริงแล้วคิดว่าคุณ Little Jazz \(^o^)/ ก็มีอิทธิบาท ๔ เหมือนกัน เห็นได้ชัดจากผลงานที่นำมาแจกชาว GTK
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม(ชม)นะคะ ^ ^
สวัสดีค่ะ อาจารย์
ขอบคุณมากเลยค่ะ สำหรับกำลังใจ ... หนูขอเป็นแต้มสติแบบแต้มสะสม(ไมล์) ได้ไหมคะ 5555 ล้อเล่นค่ะอาจารย์
ขอบคุณมากเลยค่ะอาจารย์ สำหรับรอยยิ้ม คำชม และกำลังใจค่ะ ^ ^
ขอฟามรู้เพิ่มหน่อยค่า อิทธิบาท 4 คืออะไรก๊ะ ไม่รู้จักจริงๆ เคยได้ยินแต่ไม่เคยเรียน เพราะอยู่โรงเรียนคริสต์ตั้งแต่เล็กจนโต แถมนับถือคริสต์อีกต่างหาก เลยไม่ค่อยเข้าใจ รู้จักแต่จตุลังคบาท
อิอิ..ขออภัยค่า.. ^ ^ นึกว่ารู้แล้ว..เพราะตอนเด็กๆ เคยท่องได้ตอนเรียนวิชาพุทธศึกษา แต่ก็ไม่เคยเข้าใจ จนกระทั่งไม่กี่ปีนี้เอง 5555
อิทธิบาท ๔ เป็นบาทธรรมแห่งความสำเร็จ (คือถ้ามีแล้วจะทำอะไรก็สำเร็จประมาณนั้น) ประกอบไปด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา สรุปแบบสั้นสุดๆ ได้ประมาณว่า ชอบในสิ่งที่ทำ (ฉันทะ) มีความเพียร ขยันทำ (วิริยะ) ดังนั้นมีสมาธิ มีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น (จิตตะ) และ ทำให้เกิดปัญญาเห็นเหตุและผลแห่งความสำเร็จที่ได้มา (วิมังสา)
สรุปแล้วก็คือ ถ้าเรารักชอบในสิ่งที่เราทำ เราก็จะขยันทำสิ่งนั้นๆ มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำ ซึ่งจะทำให้เราทำสำเร็จและเราเห็นด้วยว่าสำเร็จเพราะอะไร ^ ^
แต่ถ้าจะให้ดี..ถามอ.พิชัย จะได้คำตอบที่ชัดกว่านี้แน่ๆ 5555
มาแอบเรียนรู้คนเก่งค่ะ ขอชื่นชมทั้งคุณพี่sasinanda และ อาจารย์กมลวัลย์ เลยนะคะ
ชื่นชมจริงๆค่ะ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้มีโอกาสรู้จักและพูดคุยกับทั้งคุณพี่sasinanda และอาจารย์กมลวัลย์ ค่ะ แม้จะผ่าน B2B ก่อน แต่เชื่อว่าสักวันจะต้องหาโอกาสไปขอ F2F นะคะ
สวัสดีค่ะคุณหนิง
DSS "work with disability" ( หนิง )
ไม่ได้เก่งอะไรอย่างนั้นหรอกค่ะ ^ ^
เข้าข่ายเรื่องอิทธิบาท ๔ ที่เขียนไว้ข้างบนมากกว่าค่ะ แล้วก็บวกกับโอกาสที่ผ่านมาพอดีด้วย
แล้วยังไงคงจะได้พบกันแน่ๆ ค่ะ ไม่ที่ US ก็ที่เมืองไทยนี่แหละค่ะ
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมและให้กำลังใจนะคะ