พระสูตรว่าด้วยความเป็นหนุ่มสาว

เก็บความจากธรรมบรรยาย

วันแห่งสติ เลมอนฟาร์ม แจ้งวัฒนะ

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2550

แสดงธรรมโดย : หลวงพี่พิทยา

<p align="right">
http://www.thaiplumvillage.org/plum_news_005.html</p>


                 ครั้งหนึ่งลูกได้ยินคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งพระพุทธองค์ยังคงประทับอยู่ ณ วัดป่าไผ่ ใกล้เมืองราชคฤห์ ณ ขณะนั้น ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่ง ผู้ซึ่งชอบตื่นแต่เช้าทุกๆ วัน เพื่อไปเดินเล่นริมฝั่งน้ำ ท่านได้ปลดจีวรของท่านไว้บนฝั่ง และเดินลงไปสรงน้ำในแม่น้ำนั้น หลังจากสรงน้ำเสร็จแล้ว ท่านได้เดินขึ้น จากแม่น้ำ รอจนกระทั่งร่างกายของท่านแห้งแล้วห่มจีวร ในเวลาเดียวกันนั้นเอง นางฟ้าได้ปรากฎกายขึ้น ร่างกายของเธอล้อมรอบไปด้วยแสงสว่างไสว ฉาดฉาย ไปทั่วฝั่งแม่น้ำ และนางฟ้านั้นได้กล่าวกับพระภิกษุว่า

            "ท่านเพิ่งจะเป็นพระภิกษุมาไม่นาน ผมของท่านยังเป็นสีดำ ท่านยังเป็นหนุ่ม อายุยังน้อย ในช่วงเวลาเช่นนี้ เหตุใดท่านจึงไม่ประดับประดาตัวท่านด้วย เครื่องหอม เพชรพลอย และเบิกบานไปด้วยสิ่งอันประกอบไปด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหตุใดท่านจึงได้ละทิ้งคนรักของท่าน และหันหลังให้กับชีวิตทางโลก อย่างโดดเดี่ยว ท่านได้ปลงผม โกนหนวด และนุ่งห่มจีวรของพระและศรัทธาในวิถีการปฏิบัติของนักบวช เหตุใดท่านจึงได้ละทิ้งความสุขทางโลกในปัจจุบันขณะ เพื่อที่จะหาความสุข เบิกบานในอนาคตอันยาวไกล"

            ภิกษุรูปนั้น ตอบว่า "ฉันไม่ได้ละทิ้งความสุขในปัจจุบันขณะเพื่อที่จะหาความสุขความยินดีในอนาคตอันยาวไกล....ฉันได้ละทิ้งความยินดี ความสุขทางโลก ซึ่งไม่มีความรู้สึกที่เป็นสุขอย่างลึกซึ้ง"

          นางฟ้าได้ถามขึ้นอีกว่า "ท่านหมายความว่าอย่างไร"

          พระภิกษุ ได้ตอบว่า "พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ความสุขทางโลกเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาเหล่านั้น เป็นความสุขที่มีความหวานหอมเล็กน้อย แต่มีความ ขมขื่นมหาศาล มีประโยชน์เพียงน้อยนิดแต่จะนำเราไปสู่ความเสียหายอันยิ่งใหญ่ ในขณะนี้เราได้ดำรงอยู่ในพระธรรม ซึ่งสามารถพบได้ ณ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ เราผู้ซึ่งได้ดับไฟแห่งกิเลสด้วยพระธรรมซึ่งพบได้ ณ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ พระธรรมนั้นอยู่เหนือกาลเวลา และมักจะเชื้อเชิญเราให้เข้ามา สามารถเห็นพระธรรมนั้น ได้ด้วยตนเอง อันเป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจ ตระหนักรู้ และมีประสบการณ์ได้ด้วยตัวเราเอง เฉพาะตน แต่ละบุคคล นั่นคือ ความหมายของคำว่า ..ละทิ้งความสุข ทางโลกอันมิใช่ความสุขที่แท้ เพื่อที่จะเข้าหาความสุขอันลึกซึ้งของปัจจุบันขณะ"

          นางฟ้าได้ถามพระภิกษุอีกว่า "ทำไมพระพุทธองค์จึงตรัสว่า ความสุขทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อันไม่จำกัดนี้ จึงมีความหวานหอมเล็กน้อย แต่มีความขมขื่นมหาศาล มีประโยชน์เพียงน้อยนิดแต่จะนำเราไปสู่ความเสียหายอันยิ่งใหญ่ เหตุใดพระพุทธองค์จึงตรัสว่า ถ้าเราดำรงอยู่ในพระธรรมที่เป็นปัจจุบันขณะ เราสามารถที่จะดับไฟแห่งกิเลสที่เผาผลาญ ตัวเรา ทำไมพระองค์จึงตรัสว่า พระธรรมนั้นอยู่เหนือกาลเวลา และมักจะเชื้อเชิญเราให้เข้ามาสามารถเห็นพระธรรมนั้น ได้ด้วยตนเอง อันเป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจ ตระหนักรู้ และมีประสบการณ์ได้ด้วยตัวเราเอง เฉพาะตน แต่ละบุคคล"

             พระภิกษุตอบว่า "ข้าพเจ้าเพิ่งบวชมาได้ 2 ปี ตัวข้าพเจ้าไม่มีทักษะในการอธิบายกับท่านถึงคำสอนที่แท้จริง และ เข้าใจในศีลอันประเสริฐที่พระพุทธองค์ได้ทรงประกาศไว้ พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ ป่าไผ่ใกล้ๆ นี้ ทำไมเธอ ไม่เดินทางไปพบและถามกับพระองค์ท่านตัวของเธอเอง พระตถาคตจะได้ให้ข้อธรรมะที่ถูกต้อง และเธอก็จะได้ฝึกปฏิบัติ ตามแนวทางของพระองค์"
 

           นางฟ้าได้ตอบว่า "ในขณะนี้ พระตถาคตผู้ซึ่งล้อมรอบไปด้วยพลังของเหล่านางฟ้าและเทวดาทั้งหลาย ที่มีความ ยิ่งใหญ่ และทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง เป็นการยากมากสำหรับตัวฉันเองที่จะมีโอกาสได้เข้าไปใกล้ชิด และได้ถามคำถาม เกี่ยวกับพระธรรมคำสั่งสอน ถ้าท่านสามารถที่จะถามคำถามเหล่านี้แทนตัวฉัน ฉันก็จะไปกับท่านด้วย"

            พระภิกษุตอบว่า "ฉันจะช่วยเหลือเธอ"

             นางฟ้าตอบว่า "พระภิกษุที่เคารพ ฉันจะติดตามท่านไป"

            พระภิกษุได้เดินทางไปยังสถานที่ ที่พระพุทธองค์อาศัยอยู่ และได้ก้มกราบสัมผัสพื้นดินต่อหน้าพระพุทธองค์ หลังจากนั้นพระภิกษุได้ถอยออกมาเล็กน้อย และ ได้นั่งอยู่ด้านข้างของพระพุทธองค์ พระภิกษุได้บอกเล่าเกี่ยวกับคำสนทนาของท่านกับนางฟ้า และกล่าวขึ้นว่า

           "พระพุทธองค์อันประเสริฐ ถ้านางฟ้าตนนั้นได้พูดด้วยความไม่จริงใจ นางฟ้าก็จะไม่อยู่กับข้าพระองค์ด้วย ณ ที่นี้" และในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงมากจากที่ไกล แสนไกลว่า "พระภิกษุที่เคารพ ฉันอยู่นี่ ฉันอยู่นี่"

            และในทันทีทันใดนั้น พระพุทธองค์ก็ได้มอบคาถานี้

           "เมื่อเราได้สร้างความคิดเห็นที่ผิดเกี่ยวกับวัตถุที่เราปรารถนา นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เราถูกยึดติดในความปรารถนานั้น เพราะว่าบุคคลนั้นไม่รู้ว่า ความปรารถนา ที่แท้จริงคืออะไร และเขาก็ได้เดินทางต่อไปในหนทางแห่งความตาย ...เธอเข้าใจในคาถานี้ไหม ถ้าไม่เข้าใจโปรดตอบมา"

            นางฟ้าได้ตอบว่า "ฉันไม่เข้าใจพระพุทธองค์ ฉันไม่เข้าใจพระโลกนาถ"

           พระพุทธองค์จึงได้กล่าวคาถาอีกบทหนึ่งแก่นางฟ้า              "เมื่อเธอรู้ดีถึงธรรมชาติที่แท้จริงถึงความอยาก จิตใจแห่งความอยากก็จะไม่เกิดขึ้น เมื่อเธอไม่มีความอยาก และไม่มีความคิดเห็นเกิดขึ้นบนความอยากนั้น ในขณะนั้นก็จะไม่มีใครสามารถล่อลวง เย้ายวนเธอได้ ...เธอเข้าใจในคาถานี้ไหม ถ้าไม่เข้าใจโปรดตอบมา"

             นางฟ้าได้ตอบว่า "ฉันไม่เข้าใจพระพุทธองค์ ฉันไม่เข้าใจพระโลกนาถ"

               พระพุทธองค์จึงได้กล่าวคาถาอีกบทหนึ่งแก่นางฟ้า    "ถ้าเธอคิดว่าเธอยิ่งใหญ่กว่า ต่ำต้อยหรือน้อยกว่า หรือเท่ากับคนอื่น ตัวเธอจะเกิดความไม่พร้อมเพรียง แบ่งแยก พิพาท เมื่อเธอตัดปมทั้ง 3 นี้ได้ ก็จะไม่มีสิ่งใด กวนใจของเธออีกต่อไป เธอจะสงบและพบความสุขที่แท้ ...เธอเข้าใจในคาถานี้ไหม ถ้าไม่เข้าใจโปรดตอบมา"

           นางฟ้าได้ตอบว่า "ฉันไม่เข้าใจพระพุทธองค์ ฉันไม่เข้าใจพระโลกนาถ"
 

              พระพุทธองค์จึงได้กล่าวคาถาอีกบทหนึ่งแก่นางฟ้า  "การดับสิ้นเสียซึ่งความอยาก ข้ามพ้นซึ่งปมทั้ง 3 จิตของเราจะนิ่งสงบ เธอจะมิต้องมีอะไรต้องการไขว่คว้า อยากได้ หามาอีก เราจะละวางเสียซึ่งกิเลส ความเศร้าเสียใจ ทั้งในชีวิตนี้และในชีวิตหน้า ...เธอเข้าใจในคาถานี้ไหม ถ้าไม่เข้าใจโปรดตอบมา"

              นางฟ้าได้ตอบว่า "ฉันเข้าใจแล้วพระพุทธองค์ ฉันเข้าใจแล้วพระโลกนาถ"

                พระพุทธองค์จึงได้จบสิ้นการสั่งสอน นางฟ้าเกิดความปีติยินดีในสิ่งซึ่งเธอได้ยิน และได้ฝึกตามคำสอนเหล่านั้น เธอได้หายไป ไม่มีผู้ใดติดตามเธอได้อีก ๐

</span>