เหตุมันมีอยู่ว่า เมื่อเช้าวานนี้ ผมไปส่งพ่อกับแม่ที่คิวรถ เพื่อเดินทางต่อไป อ.บันนังสตา (ดินแดนแห่งมิกสัญญี ในตอนนี้) ใจจริงอยากไปส่งให้ถึงที่ครับ แต่ตอนนี้เวลามีน้อย ไม่อยากคอรับชั่นเวลาของมหาวิทยาลัยมากไปกว่านี้ และช่วงบ่ายก็ต้องไปสอนที่ มอ.อีก

แต่ไหนๆ ก็ออกมาตลาดยะลาแล้ว ก็ขยายเส้นทางเพิ่มไปอีกนิดหนึ่งครับ คือเข้าปั๊มไปเติมน้ำมันหน่อย เป็นที่รู้กันดีนะครับว่า ยะลาคือเมืองที่มีการออกแบบผังเมืองดีเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยครับ สมัยผมเรียนมัธยมมาแข่งขันโต้วาทีที่ยะลาแล้วปรากฏว่าเดินหลงทาง ซึ่งสุดท้ายทีมของผมก็เดินหาบ้านพักกันทั้งคืน เดินยังงัยมันก็สามารถออกกลับมาที่เดิมได้โดยไม่ต้องเดินวนกลับ

กลับมาเข้าเรื่องต่อนะครับ หลังจากเติมน้ำมันรถเสร็จก็ขับออกเพื่อกลับมหาวิทยาลัยครับ ถึงสี่แยก (ไม่มีไฟจราจร) ผมก็หยุดรถเพื่อสำรวจความปลอดภัยในการเลี้ยวซ้าย

ปรากฏว่าทันใดนั่นเอง รถกะบะอีซูซุ ดีเม็ค ก็มาชนท้ายรถผมทันทีครับ  ผมก็ต้องลงรถมาดูความเสียหายครับ ซึ่งผมก็ลงรถไปดูด้วยอาการปกติครับ ส่งยิ้มให้กับชายที่ขับรถมาชนก้นรถผม ชายคนดังกล่าวก็ยิ้มให้แล้วก็พูดว่า "ขอโทษครับ ผมผิดเอง ไม่เป็นไรครับ ผมประกันชั้นหนึ่งไว้ ผมรับผิดชอบทุกอย่างครับ"

เมื่อตกลงง่ายก็ไม่ยากอะไรครับ เราก็เลยตกลงว่าจะเลื่อนรถไปจอดในที่เหมาะสม เพื่อให้การจราจรมันค่องตัว จากนั้นชายคนดังกล่าวก็พยายามติดต่อประกันครับ สุดท้ายก็ติดต่อไปได้ จึงโทรไปหาเพื่อน เพื่อขอเบอร์ โดยพูดผ่านโทรศัพท์ว่า 

"ช่วยหน่อย กูขับรถมาจูบก้นคนอื่นเข้า หาเบอร์บริษัทประกันให้หน่อย"

เมื่อได้เบอร์ก็โทรไปที่บริษัทครับ ปรากฏว่า บริษัทแจ้งว่า ที่ยะลาไม่มีหน่วยเคลมครับ ต้องไปที่โรงพักเพื่อบันทึกข้อความแล้วไปที่อู่เพื่อตีราคาแล้วส่งใบราคามาให้บริษัท

ชายคนดังกล่าวพยายามหลีกเลี่ยงการไปโรงพักครับ จึงหาช่องทางอื่น ตามข้อเสนอแนะของบริษัท แต่สุดท้ายจึงต้องไปโดนปรับที่โรงพัก 400 บาท เพื่อเป็นหลักฐาน

ออ. 400 บาทนี้เป็นค่าปรับของตำรวจฐานขับรถโดยประมาทครับ

เมื่อลงบันทึกประจำวันเสร็จก็ไปหาอู่ตีราคาค่าเสียหาย ผมบอกเขาไปแล้วนะครับว่า ให้ซ่อมให้ผมแล้วกัน ไม่เอาเป็นเงิน

เจ้าของอู่ดูหน้าผม แล้วพูดขึ้นว่า น้องนี้แปลกคนจริงๆ ผมจึงต้องถามกลับไปว่า ทำไมจริงคิดว่าผมแปลกคน

เจ้าของอู่ตอบว่า ถ้าเป็นคนอื่น โดนอย่างนี้ เขาไม่อยู่นิ่งๆ แบบน้องหรอก อย่างน้อยก็ต้องได้ยินเสียงบ่นเสียงด่าบ้าง ซึ่งอันนี้พี่ไม่ได้ยินจากน้องเลย ได้ยินแต่จากคนชน

ผมตอบไปว่า ไม่รู้จะบ่น จะด่า ทำไม ก็รถมันโดนไปแล้ว ถ้าบ่นแล้วรถดีกลับเหมือนเดิมก็จะทำเหมือนกัน (แต่ในใจผมคิดถึง ข้อไม่ควรปฏิบัติอย่างหนึ่งในอิสลามครับ ที่เตือนว่า หากพูดดีไม่ได้ก็ให้นิ่งเสีย จะเป็นการดีที่สุด และได้บุญด้วย ดังนั้นถ้าผมพูดมาก ผมก็บาปมาก โดยเฉพาะเวลาพูดมีอารมณ์โมโหด้วย)

สรุปว่า ผมต้องผิดนัดภรรยาและลูกครับ เพราะสัญญาว่าจะรับไปปัตตานีตอน 10 โมง กลายเป็นได้ไปปัตตานีตอนเที่ยง และผมก็ต้องรีบเข้าสอนให้ทันตอนบ่ายโมง ในสภาพที่กระโปรงเท้าของรถโยกไปโยกมา เนื่องจากมันปิดไม่สนิทแล้ว

ผมได้ความรู้จากเหตุการณ์เมื่อเช้าวานนี้หลายเรื่องครับ

  1. ค่าปรับฐานขับรถโดยประมาณ 400 บาท ครับ คนผิดเป็นคนจ่าย
  2. หากจะเลือกบริษัทประกันชั้นหนึ่ง ต้องเลือกบริษัทที่บริการดีๆ แล้วจะไม่เสียเวลาอะไรเลย คู่กรณีผมเขาเลือกที่ราคาถูก และบริษัทนี้ใกล้ล้มละลาย เลยต้องทำตัวเป็นพนักงานของบริษัทประกันเองในการเคลม
  3. การควบคุมอารมณ์ตนเองเป็นสิ่งสำคัญมาก หากควบคุมได้ก็ไม่ทำให้เรื่องมันใหญ่โตขึ้นได้เหมือนกันครับ
  4. หากพูดในสิ่งดีๆ ไม่ได้ก็นิ่งเสียดีที่สุด (หะดีษท่านศาสนฑูต)
  5. โรงพักสภอ.เมืองยะลา เป็นห้องติดเครื่องปรับอากาศ แต่เหม็นกลิ่นบุหรี่มาก (ส่วนใหญ่ตำรวจเป็นสิงห์อมควัน)
  6. การยอมรับในความผิดที่ได้ทำไป เป็นสิ่งสำคัญ

ก่อนจบ ขออนุญาตทบทวนอดีตสักนิดหนึ่งนะครับ รถของผมโดนจูบก้นมาแล้วก่อนหน้านี้สามครั้งครับ ครั้งที่หนึ่ง จักรยานยนต์มาชนท้าย ตอนนั้นเปลี่ยนไฟเลี้ยว ผมไม่เอาเรื่องคนชน เพราะสงสาร และเรามีประกันชั้นหนึ่ง ยังงัยก็ซ้อมฟรี ครั้งที่สอง ผมถ้อยไปชนคนอื่นครับ อันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะไม่มีร่องรอยอะไร ครั้งที่สาม รถกะบะถอยมาชนหลังรถผม (ท้ายชนท้าย) อันนี้ผมจอดอยู่ดีๆ เหมือนกับคราวนี้ ผมไม่เอาเรื่องอะไรครับ ทั้งๆ ที่ ไฟท้ายผมแตก และผมก็ไม่ได้ประกันชั้นหนึ่ง เพียงแต่ขี้เกียจมากเรื่อง และตอนนั้นผมก็มีสิ่งดีๆ มาในชีวิตผมคือ ได้ลูกคนที่สอง ก็เลยคิดว่า เป็นการบริจาคความดีให้กันดีกว่า

แต่ครั้งนี้ยอมไม่ได้ครับ เพราะเป็นครั้งที่เสียหายเยอะครับ คือ กันชนยุบ ไฟท้ายแตก ท้ายยุบนิดหนึ่ง และคู่กรณีก็มีประกันชั้นหนึ่ง