สวัสดีครับทุกท่าน
จากที่เคยได้พูดคุยกันในบันทึกของคุณ Conductor บทความ เกร็ดประวัติศาสตร์ Google กับบรรยากาศการเรียน ผมได้ให้ความเห็นท่อนหนึ่งเกี่ยวกับการศึกษาไทยว่า
ผมชักอยากจะเทียบการศึกษาไทย เหมือนการใส่ปุ๋ยเคมีเข้าไปแล้วทุกทีครับ หรือเหมือนการให้น้ำเกลือผู้ป่วยเลยครับ เป็นการเคี้ยวให้แล้วก็ป้อนให้ จนปากไม่ค่อยได้เคี้ยว น้ำย่อยในปากไม่ค่อยได้ทำงาน กรามไม่ค่อยได้ขยับ จนอาจจะส่งผลให้สมองไม่คิดจะสั่งการเลยก็ได้ครับ หากปล่อยไว้นานๆ
สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ มีใครกล้ายกรั้วของสถาบันการศึกษาออกบ้างครับ แบบไม่มีรั้วกั้นนะครับ นั่นคือ สถาบันการศึกษา ชุมชน แหล่งส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และครอบครัว ผนึกกำลังเข้าหากันนะครับ เด็กต้องเรียนรู้จากที่ต่างๆ เหล่านี้ มากกว่าอยู่ในห้อง หรือในหนังสือที่ครูท่องได้หมดทุกตัวอักษรแล้ว มันต้องเกิดสิ่งใหม่ที่ต่อยอดจากหนังสือเรียนเหล่านั้น ในการทำให้เกิดการคิด การเคี้ยว การหลั่งสารย่อยในปาก ย่อยในสมอง ก่อนแล้วจะส่งผลให้เกิดการต่อยอดต่อไปได้ครับ
หนังสือเรียนแต่ละบทน่าจะมีส่วนต่อยอด ฝังอยู่ด้วยครับ ที่ทำให้เกิดการนำไปพูดคุยต่อ นอกห้องเรียน ระหว่างเพื่อนถึงเพื่อน ครูถึงครู และครูถึงเด็ก เด็กถึงพ่อแม่ แม่พ่อถึงชุมชน ชุมชนถึงวัด วัดถึงโรงเรียน วนเวียนการต่อยอดครับ
คุณคิดกันอย่างไรบ้างครับ
หันมาดูกันตั้งแต่ที่บ้านเลยครับ ว่าปลูกเด็กแต่ละคน ใส่ปุ๋ยอะไรกันแน่ ระหว่างปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์
ก่อนอื่นทำความเข้าใจก่อนนะครับ ว่าปุ๋ยอินทรีย์เป็นอย่างไร ปุ๋ยเคมีเป็นอย่างไร
ปุ๋ยอินทรีย์ ประกอบไปด้วยอินทรีย์ทั้งหลาย ได้แก่พืช สัตว์ สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย หรือซากพืชซากสัตว์ครับ ที่ต้องการย่อยสลาย ก่อนที่จะนำไปใช้ได้ จะต้องมีกระบวนการย่อยเกิดขึ้น หากเป็นพืชพืชก็ต้องให้จุลินทรีย์ในดินช่วยย่อยซากพวกนี้ก่อน หากเทียบกับการกินข้าวของคน ก็คงเหมือนกับการกินข้าวอาหารเข้าไปแล้วย่อยด้วยระบบย่อยภายใน หากเทียบกับการได้มาซึ่งปัญญาหรือความรู้ก็ต้องผ่านระบบคิดมาก่อนจะเกิดเป็นปัญญา จะให้สรุปสั้นๆ ปุ๋ยอินทรีย์ ก็คือ ปุ๋ยที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ในปุ๋ย นั่นเอง
ปุ๋ยเคมี ประกอบไปด้วยการผสมสารอาหารที่สำคัญ ที่พร้อมที่จะนำไปใช้ ไม่ต้องมีการย่อยสลาย เพราะพร้อมอยู่แล้ว เกิดการแตกตัวก็เป็นไอออนได้เลย สำหรับพืชก็ปล่อยเข้ารากขนอ่อน หรือรากฝอย ก็ดูดซึมได้เลยครับ ต้องให้ให้ถูกที่ด้วยครับ หากเป็นคน ก็ประมาณการให้น้ำเกลือ ต้องจิ้มให้ถูกเส้นเลือดด้วยครับ นำไปใช้ได้เลย ไม่ต้องย่อย การสร้างปัญญาความรู้ ก็การเฉลยให้เลย ไม่ต้องผ่านระบบคิด ไม่มีการบ่มให้ปัญญาประทุในระบบคิด สรุปก็คือ ปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยที่ไม่มีชีวิต ไม่มีสิ่งมีชีวิตผสมอยู่ในปุ๋ย มีแต่ธาตุทางเคมีประกอบอยู่
เห็นอย่างนี้แล้วคุณคิดว่าอย่างไรครับ ถามว่า
การให้ของคุณหล่ะครับ เป็นการให้แบบปุ๋ยเคมี หรืออินทรีย์ ต่อผู้รับ การให้แบบไหนที่ยั่งยืนกว่ากัน
สวัสดีครับพี่แท๊ฟส์
พี่หนิงก็ไม่ได้ใส่ปุ๋ยอ่ะค่ะ ทำนองเดียวกับคุณ TAFS
ไม่อยากจะเร่ง แต่อยากให้ใส่ใจ และรดด้วยน้ำใจ นะคะ
สวัสดีครับพี่หนิง
สวัสดีครับพี่หนิง
ตกแก่นสำคัญของพี่ไปครับ
แต่อยากให้ใส่ใจ และรดด้วยน้ำใจ นะคะ
สวัสดีครับพี่ยุทธ
เอามาฝากนะครับ เปรียบเทียบกันเองนะครับ
จากปุ๋ยที่บำรุงต้นไม้ บำรุงคน และบำรุงสมอง
จาก http://www.doae.go.th/spp/biofertilizer/or3.htm
ปุ๋ยอินทรีย์
ปุ๋ยอินทรีย์ (Organic Fertilizer) คือ ปุ๋ยที่ได้จากอินทรีย์สารซึ่งผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีต่างๆ และจะเป็นประโยชน์ต่อพืชก็ต้องผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางชีวภาพเสียก่อน มีวัตถุหลายประเภทที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้
<p align="justify">ข้อดี – ข้อจำกัดของปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้</p><div align="center"><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%" height="78"><tbody>
(1) ข้อดีของปุ๋ยอินทรีย์
(2) ข้อจำกัดของปุ๋ยอินทรีย์
4. หายาก พิจารณาในด้านเมื่อต้องการใช้เป็นปริมาณมาก
</tbody></table></div>
<p>เอามาฝากนะครับ เปรียบเทียบกันเองนะครับ
จากปุ๋ยที่บำรุงต้นไม้ บำรุงคน และบำรุงสมอง </p>
จาก http://www.doae.go.th/spp/biofertilizer/or3.htm
</strong><p align="center">ปุ๋ยเคมี</p><p>เราซื้อปุ๋ยเคมี เพราะเราต้องการนำธาตุอาหารที่มอยู่ในปุ๋ยนั้นให้แก่พืช ปุ๋ยเคมีจะมีธาตุอาหารพืชอยู่มากน้อยเท่าใด ดูได้จากตัวเลขบนกระสอบปุ๋ย ซึ่งเรียกว่า สูตรปุ๋ย</p><p>สูตรปุ๋ย ประกอบด้วยตัวเลข ค่า มีขีดขั้นระหว่างตัวเลขแต่ละค่า เช่น 16-16-8 เป็นต้น ตัวเลขแต่ละค่าจะแทนความหมายดังนี้</p><p>- ตัวเลขค่าแรกคือ 16 แทนเนื้อธาตุไนโตรเจนแสดงว่า ในปุ๋ยจำนวน 100 กิโลกรัมจะมีเนื้อธาตุไนโตรเจน 16 กิโลกรัม</p><p>- ตัวเลขต่อมาคือ 16 แทนเนื้อธาตุฟอสฟอรัส แสดงว่าในจำนวน 100 กิโลกรัมจะมีเนื้อธาตุฟอสฟอรัส 16 กิโลกรัม</p><p>-ตัวเลขสุดท้ายคือ 8 แทนเนื้อธาตุโพแทสเซียม แสดงว่าในปุ๋ยจำนวน 100 กิโลกรัมจะมีเนื้อธาตุโพแทสเซียม 8 กิโลกรัม</p><p align="center">ปุ๋ยปลอม</p>
ปุ๋ยปลอม คือปุ๋ยที่มีธาตุอาหารพืชไม่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณที่ระบุไว้บนกระสอบ เช่น ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ถ้าวิเคราะห์แล้วมีธาตุไนโตรเจนไม่ถึง 14.4 เปอร์เซ็นต์ (14.4 = 90 เปอร์เซ็นต์ของ 16) เนื้อธาตุฟอสฟอรัสไม่ถึง 14.4 เปอร์เซ็นต์ (14.4 = 90 เปอร์เซ็นต์ของ 16) หรือเนื้อธาตุโพแทสเซียมไม่ถึง 7.2 เปอร์เซ็นต์ (7.2 = 90 เปอร์เซ็นต์ของ 8) อย่างใดอย่างหนึ่ง แสดงว่าปุ๋ยสูตรนี้เป็น ปุ๋ยปลอม
</strong><p>ถ้าปุ๋ยกระสอบใด มีปริมาณเนื้อธาตุมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ครบปริมาณที่ระบุไว้บนกระสอบแสดงว่าปุ๋ยกระสอบนั้นเป็นปุ๋ญเคมีผิดมาตรฐาน</p><p align="center">วิธีเก็บตัวอย่างปุ๋ย</p><p>การเก็บตัวอย่างปุ๋ยมีวิธีการปฏิบัติดังนี้</p><ol><ol style="color: #800000">
</ol></ol><p align="center">การตรวจปุ๋ย</p><p>ปุ๋ยปลอมตรวจสอบได้ยากมากด้วยตาเปล่า หรือเพียงการสัมผัส การตรวจสอบที่ให้ได้ผลแน่นอนต้องทำโดยวิธีการทางเคมีในห้องปฏิบัติการ</p><p>เครื่องมือตรวจสอบปุ๋ยปลอมอย่างง่ายสำหรับการตรวจสอบในภาคสนามนั้น ใช้สำหรับการตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้น ให้ผลเพียงคร่าวๆ และไม่สามารถนำผลการตรวจสอบมาใช้เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายได้</p><p>เมื่อสงสัยว่าเป็นปุ๋ยปลอม ควรเก็บตัวอย่างปุ๋ยตามวิธีการที่แนะนำอย่างเคร่งครัด แล้วส่งไปยังสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัด ในท้องถิ่นเพื่อส่งให้ห้องปฏิบัติการตรวจสอบต่อไป</p><p align="center">คำแนะนำในการเลือกซื้อปุ๋ย</p><p>ในการเลือกซื้อปุ๋ยมีคำแนะนำดังนี้</p><p>1.ก่อนซื้อควรปรึกษาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเพื่อตัดสินใจว่า ควรจะซื้อปุ๋ยสูตรใด ตราใด จำนวนเท่าใด</p><p>2. ควรซื้อโดยการรวมกลุ่มกันซื้อจากบริษัทที่ไว้ใจได้ โดยให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้ประสานงานให้</p><p>3. หากจำเป็นต้องการซื้อรายย่อย ควรดำเนินการดังนี้</p><p>3.1 บอกสูตร ตรา และจำนวนที่ต้องการแก่ผู้ขาย</p><p>3.2 ตรวจสอบข้อความบนกระสอบปุ๋ยว่าเป็นปุ๋ยชนิดใดต้องการหรือไม่</p><p>3.3 ตรวจสอบสภาพกระสอบว่า ใหม่และเรียบร้อยไม่มีรอยฉีกขาด หรือรอยเย็บใหม่</p><p>3.4 ตรวจสอบดุว่าแต่ละกระสอบมีน้ำหนักครบ 50 กิโลกรัมหรือไม่</p><p>3.5 ขอเอกสารกำกับปุ๋ย และใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายด้วย</p><p align="center">โทษของการผลิตและการจำหน่ายปุ๋ยปลอม</p><p>การผลิตหรือจำหน่ายปุ๋ยเคมีปลอม มีโทษทั้งจำทั้งปรับดังนี้</p><p>“มาตรา 62 ” ผู้ใดผลิตปุ๋ยเคมีปลอมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 30 (1) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปีและปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท</p><p>“มาตรา 63 ” ผู้ใดขาย หรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งปุ๋ยเคมีปลอมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 30 (1) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี ถึง สิบปี และปรับตั้งแต่ สามหมื่นบาท ถึง หนึ่งแสนบาท</p><p>พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518</p><p align="center"> ข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับดินและปุ๋ยนะครับ http://www.doae.go.th/spp/biofertilizer/index.htm</p>
แล้วหากจะบำรุงคน หรือบำรุงสมองหล่ะครับ ควรจะใส่ปุ๋ยสูตรอะไรดีครับ
ปุ๋ยเคมี จะใส่สูตรอะไรดีครับ
ปุ๋ยอินทรีย์ หล่ะครับ จะต้องใส่อย่างไรดี เพื่อจะให้บำรุงสมองได้ดีและเพียงพอ
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต้องใจเย็น อย่างน้อย 3 ปีถึงเห็นผล
จากการไปสัมมนาได้เจอคุณลุงทองเหมาะ มีวาทะเด็ดอยู่ว่า ทำเพื่อไม่ต้องทำ คือถ้าใช้ปุ๋ยอินทรีย์เนี่ยคือต้องทำ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อดินดีแล้วก้ไม่ต้องทำ คุณลุงบอกว่า ถ้าใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว ปีสองปีแรกต้องไถ แต่เมื่อปีที่สามแล้ว เมื่อดินดีแล้วไม่ต้องไถก็ได้ ผมไม่แสดงความคิดเห็นเรื่องการศึกษานะครับ
สวัสดีครับโส
สวัสดีค่ะน้องเม้ง
สวัสดีครับพี่แอมป์