เมื่อเช้า อ.ท่านหนึ่งมาเล่าว่าเห็นบันทึกของผมลงในหนังสือพิมพ์ โดยใช้นามว่า ครูปอเนาะ วิทยาลัยอิสลามยะลา
ผมรู้สึกดีใจที่มีผู้ที่ช่วยเผยแพร่ให้ แต่..แปลกใจ
ทำไมเขาไม่อ้างแหล่งที่มา
นามแฝงที่ใช้ก็เอาไปไม่หมด
ถ้าเขายกโทรศัพท์บอกสักนิดก็ดี เนาะ
เมื่อเช้า อ.ท่านหนึ่งมาเล่าว่าเห็นบันทึกของผมลงในหนังสือพิมพ์ โดยใช้นามว่า ครูปอเนาะ วิทยาลัยอิสลามยะลา
ผมรู้สึกดีใจที่มีผู้ที่ช่วยเผยแพร่ให้ แต่..แปลกใจ
ทำไมเขาไม่อ้างแหล่งที่มา
นามแฝงที่ใช้ก็เอาไปไม่หมด
ถ้าเขายกโทรศัพท์บอกสักนิดก็ดี เนาะ
ขอบคุณอาจารย์ทั้งสองท่านครับ
อัลลอฮฺ ได้ให้รางวัลแด่อาจารย์ทุกเมื่อคะ...
ขอเป็นกำลังใจและขอมาเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของอาจารย์ด้วยคนนะคะ...
วัสลาม
มันเป็นมรดกแห่งความขี้ขลาดที่สืบทอดกับมาตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเจ็ด (ใครอาจสงสัยผมเจ็บแค้นอะไรกับศตวรรษนี้หนักหนา…สัยสัยเคยเกิดเป็นทายาทของผู้ที่ถูกท่าน Newton ขโมยผลงานทางคณิศาสตร์ไปตีพิมพ์ละมั้ง?)…ผมเพิ่งค้นพบข้อมูลที่ถูกปกปิดมานาน…
..คริสตศตวรรษที่ 5-15 ยุโรปเรียกยุคนั้นว่ายุคมืด…ซึ่งที่จริงช่วงพันปีนั้น ยุโรปถูกยึดครองวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ของอิสลามซึ่งก็ถูกถ่ายทอดมาจากอารยธรรมอื่นอีกทอดหนึ่ง (In fact that period wtnessed the flowering of Islamic culture and science, which itself borrowed heavily from previous civilisation)…แต่ชาวยุโรปก็ขี้ขลาดกว่าที่จะยอมรับว่า ตัวเองรับวัฒนธรรมและความรู้มาจากอิสลาม จึงขนานนามยุคดังกล่าวว่าเป็นยุคมืด…จนกระทั่งนายเดการ์ตหาวิธีตอบคำถามที่เขาตั้งขึ้นเองว่า “ฉันจะรู้ได้อย่างเที่ยงแท้แน่นอนได้อย่างไรว่าฉันมีอยู่” นั่นแลชาวยุโรปจึงรู้สึกโล่งอก…เลยพากันดีใจกันยกใหญ่…ถึงกับเรียกว่า “เป็นยุครู้แจ้งเลยดีเดียว”
…แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนักสือพิมพ์กระทำการเยี่ยม plagarism กับบันทึกของ “ครู” หละ…เกี่ยวมากเลยครับ…
…บรรพบุรุษของเราหลงไหลได้ปลื้มกับความรู้จาก “ยุครู้แจ้ง” มาก…จึงส่งลูกหลานไปเรียนกันยกใหญ่…เพื่อนำความรู้กลับมาสร้างบ้านแปงเมือง…ความรู้ได้มาก็ดี…แต่ดั๊นไปติดนิสัยไม่ยอมรับความจริงจากฝรั่งมาด้วยนี่สิ…จึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับ “ครู”
…จับแพะชนแกะได้ค่อนข้างลงตัวไหมหละครับท่านผู้ช้ม?…
ไม่เป็นไรหรอกครับ อาจารย์ ความรู้คือวิทยาทานครับ คุณค่าของมันไม่สิ้นสุด แม้ชีพสิ้น
หมู่นี้มีข่าวว่า หลายบันทึกใน blog ถูกนำไปเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ โดยที่ไม่อ้างแหล่งที่มา และคนเขียน เสมือนว่า คอลัมภ์นิสต์ เขียนเรื่องนั้นด้วยมันสมองของตนเอง



คนเขียนบล็อกที่รู้เรื่อง แล้วเรียกร้อง โวยวายดังๆ จึงจะได้รับการเหลียวแล และสนใจ
blogger ไทยร้องเรียนเรื่องการลอกบทความ
http://www.keng.com/2007/05/20/more-on-copying-blog
คนที่เอาบทความผู้อื่นไปลงหนังสื่อพิมพ์ก็คงเหมือนคนที่ไปซื้อหนังสือพิมพ์เล่มละ๑๐บาทแล้วนำมาจัดรายการเล่าข่าวทางทีวีตอนเช้าๆ เหมือนกันที่ทำนาบนหลังคนอื่น..
อัลลอฮผู้ทรงรอบรู้