มาอยู่ที่สิงคโปร์นี่ ผมเห็นเฉพาะความแตกต่างระหว่างชนชั้นที่แบ่งแยกตามความสามารถทางการจ่ายเงิน แต่เรื่องความเป็นต่างชาติจะไม่มีใครสนใจ เพราะว่ามันก็ต่างชาติกันทั้งนั้น

วันที่ 1 มิถุนายน 2550

วันนี้เป็นวันศุกร์ ผมตรวจคนไข้ที่คลินิกช่วงเช้า (ที่จริงยังไม่ได้ตรวจเป็นเรื่องเป็นราวเลย นั่งช่วยคุณพี่สุกี้มากกว่า) เจอคนไข้หลายแบบ หลายชนชั้น คนแรกเป็นคนไข้ฝากพิเศษ หรือที่เรียกว่ากลุ่ม P แต่คุณพยาบาลพาเข้ามาผิดห้อง คือห้องเรา ผลก็คือ ป้าแกไม่อยากให้ตรวจ อยากจะหาแต่ครูหาญอย่างเดียว ถึงเวลาตรวจร่างกายครูหาญมาดูเลยรู้ว่า เป็นคนไข้พิเศษจึงตรวจเอง ปัญหาไม่จบแค่นี้ เนื่องจากเมื่อเข้าผิดห้อง การจ่ายเงินจะถูกกว่าเมื่อเข้าหา consultant แต่นั่นแหละ ตัวแกเองเป็นคนไข้พิเศษตั้งแต่ต้น ฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์จึงเก็บเงินราคาสูง แกจึงไม่ยอม เห็นไหมครับว่าการแบ่งชนชั้นแบบทุนนิยมนี่น่าปวดหัวจริงๆ อีกคนเป็นคนไข้ชั้น S หรือสังคมสงเคราะห์ เป็นอดีตตำรวจหญิง แกเข้ามาด้วยท่าทีขึงขังที่เจอหมอต่างชาติแบบเรา เธอเริ่มด้วยการบ่นว่า อาการแกไม่เคยหายเลย แถมมาทุกครั้งก็ตรวจร่างกายทุกครั้ง ตรวจแล้วก็ไม่เคยมีใครบอกเธอสักทีว่าเป็นอะไร ฉะนั้น วันนี้อย่าหวังว่าจะได้ตรวจชั้นเลย ร้อนถึงครูหาญต้องมาดูเองอีก อีกรายเป็นคู่สามีภรรยาชาวอินเดีย คู่นี้ทำให้ผมสงสาร เพราะดูเขาจะเกรงใจเรามาก มีกิริยานอบน้อมจนผมรู้สึกเกรงใจ เห็นคนไข้แบบนี้แล้วรู้สึกรันทดกับระบบทุนนิยม เป็นเรื่องดีที่ระบบแบบนี้ไม่ค่อยเด่นชัดนักในบ้านเรา จะมีก็ไม่มาก ส่วนมากเป็นเรื่องของคลินิกส่วนตัวมากกว่า โดยส่วนตัวแล้ว ผมพยายามที่จะสอนให้ลูกศิษย์ดูแลคนกลุ่มนี้ เพราะเขามักจะด้อยโอกาสเสมอ และในขณะเดียวกันก็ควรจะดูแลกลุ่มคนรวยให้เป็นด้วย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>อีกกลุ่มหนึ่งที่ผมพยายามสอนให้พวกเขาดูแลอย่างดีคือ คนต่างด้าวพลัดถิ่น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>แต่ก่อนนั้น ผมจะมีอาการรังเกียจรังงอนคนพวกนี้มาก แบบว่าถูกสอนให้เกลียดพม่าผ่านกระทรวงศึกษาธิการมานาน เมื่อมีคนไข้พม่าท้องมาคลอด ก็จะพยายามสนใจน้อยๆ เคยกระทั่งตอน round แล้วอาจารย์บอกว่า พวกนี้มาแย่งทรัพยากรและภาษีเรา ยิ่งตอกย้ำความเกลียดมากเข้าไปใหญ่ ความคิดนี้เริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็จำไม่ได้ กลายมาเป็นความสงสารมากขึ้น ก็มาคิดดูสิครับว่าเขาผิดตรงไหน เขาท้องแล้วมาคลอด เขาป่วยแล้วมาหาหมอ ทำไมต้องเกลียดเขา เขาเป็นคนยุคปัจจุบัน มิใช่ยุคหงสาเจริญรุ่งเรืองเสียเมื่อไหร่ หลังมาเลยดูแลอย่างดีครับ ดูแลให้กระทั่งสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ เวลาตรวจคนไข้ที่ห้องฝากครรภ์ เป็นที่รู้กันว่า อาจารย์ธนพันธ์จะไม่ยอมให้มีการประกาศเรียกคนไข้ว่า นางแอ ชาวพม่า อย่างเด็ดขาด มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมอยากเห็นในอนาคตคือ การให้สัญชาติไทยแก่เด็กทารกที่เกิดในแผ่นดินไทย เพื่อที่เขาจะได้มีสิทธิต่างๆเหมือนเด็กไทย น่าสงสารเขานะครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>มาอยู่ที่สิงคโปร์นี่ ผมเห็นเฉพาะความแตกต่างระหว่างชนชั้นที่แบ่งแยกตามความสามารถทางการจ่ายเงิน แต่เรื่องความเป็นต่างชาติจะไม่มีใครสนใจ เพราะว่ามันก็ต่างชาติกันทั้งนั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">วันนี้พี่แป้งเป็นหวัด จามตั้งแต่เช้า เธอบ่นกับพ่อว่าจามไปน้ำมูกไหลไป ไม่ได้เป็นหวัดมานานประมาณ 7 เดือนแล้ว ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 เธอมีไข้สูงอยู่เป็นสัปดาห์ ไข้สูงจนผมต้องรีบบินจากกรุงเทพกลับบ้าน (ตอนนั้นประชุมอยู่ กะว่าจะอยู่นาน 4 วัน ไปได้ 2 วันก็ลาเลย) สรุปว่าเป็น strep gr B ผมนี่แทบคลั่ง รอบนี้ไม่มีไข้ แต่กลัวติดไปยังเจ้าจ้าจัง รายนั้นกินยายากพอใช้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>สัปดาห์นี้ไม่ได้กลับบ้านครับ เพราะว่าจะกลับสัปดาห์หน้า จองตั๋วเรือบินตราเสือไว้แล้ว 2 สัปดาห์เลย ปรากฏว่าจองล่วงหน้าราคาถูกกว่ากันมากเลย เดือนนี้ต้องกลับด้วยเครื่องบิน เพราะว่าติดผ่าตัดตอนบ่ายวันศุกร์ ซึ่งส่วนมากจะหลัง 6 โมงเย็น อย่างเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เลิก 2 ทุ่ม และ 3 ทุ่ม เล่นเอา Fernandi แทบจะอาเจียนเป็นเลือด