วันที่ 1 มิถุนายน 2550
วันนี้เป็นวันศุกร์ ผมตรวจคนไข้ที่คลินิกช่วงเช้า (ที่จริงยังไม่ได้ตรวจเป็นเรื่องเป็นราวเลย นั่งช่วยคุณพี่สุกี้มากกว่า) เจอคนไข้หลายแบบ หลายชนชั้น คนแรกเป็นคนไข้ฝากพิเศษ หรือที่เรียกว่ากลุ่ม P แต่คุณพยาบาลพาเข้ามาผิดห้อง คือห้องเรา ผลก็คือ ป้าแกไม่อยากให้ตรวจ อยากจะหาแต่ครูหาญอย่างเดียว ถึงเวลาตรวจร่างกายครูหาญมาดูเลยรู้ว่า เป็นคนไข้พิเศษจึงตรวจเอง ปัญหาไม่จบแค่นี้ เนื่องจากเมื่อเข้าผิดห้อง การจ่ายเงินจะถูกกว่าเมื่อเข้าหา consultant แต่นั่นแหละ ตัวแกเองเป็นคนไข้พิเศษตั้งแต่ต้น ฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์จึงเก็บเงินราคาสูง แกจึงไม่ยอม เห็นไหมครับว่าการแบ่งชนชั้นแบบทุนนิยมนี่น่าปวดหัวจริงๆ อีกคนเป็นคนไข้ชั้น S หรือสังคมสงเคราะห์ เป็นอดีตตำรวจหญิง แกเข้ามาด้วยท่าทีขึงขังที่เจอหมอต่างชาติแบบเรา เธอเริ่มด้วยการบ่นว่า อาการแกไม่เคยหายเลย แถมมาทุกครั้งก็ตรวจร่างกายทุกครั้ง ตรวจแล้วก็ไม่เคยมีใครบอกเธอสักทีว่าเป็นอะไร ฉะนั้น วันนี้อย่าหวังว่าจะได้ตรวจชั้นเลย ร้อนถึงครูหาญต้องมาดูเองอีก อีกรายเป็นคู่สามีภรรยาชาวอินเดีย คู่นี้ทำให้ผมสงสาร เพราะดูเขาจะเกรงใจเรามาก มีกิริยานอบน้อมจนผมรู้สึกเกรงใจ เห็นคนไข้แบบนี้แล้วรู้สึกรันทดกับระบบทุนนิยม เป็นเรื่องดีที่ระบบแบบนี้ไม่ค่อยเด่นชัดนักในบ้านเรา จะมีก็ไม่มาก ส่วนมากเป็นเรื่องของคลินิกส่วนตัวมากกว่า โดยส่วนตัวแล้ว ผมพยายามที่จะสอนให้ลูกศิษย์ดูแลคนกลุ่มนี้ เพราะเขามักจะด้อยโอกาสเสมอ และในขณะเดียวกันก็ควรจะดูแลกลุ่มคนรวยให้เป็นด้วย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>อีกกลุ่มหนึ่งที่ผมพยายามสอนให้พวกเขาดูแลอย่างดีคือ คนต่างด้าวพลัดถิ่น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>แต่ก่อนนั้น ผมจะมีอาการรังเกียจรังงอนคนพวกนี้มาก แบบว่าถูกสอนให้เกลียดพม่าผ่านกระทรวงศึกษาธิการมานาน เมื่อมีคนไข้พม่าท้องมาคลอด ก็จะพยายามสนใจน้อยๆ เคยกระทั่งตอน round แล้วอาจารย์บอกว่า พวกนี้มาแย่งทรัพยากรและภาษีเรา ยิ่งตอกย้ำความเกลียดมากเข้าไปใหญ่ ความคิดนี้เริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็จำไม่ได้ กลายมาเป็นความสงสารมากขึ้น ก็มาคิดดูสิครับว่าเขาผิดตรงไหน เขาท้องแล้วมาคลอด เขาป่วยแล้วมาหาหมอ ทำไมต้องเกลียดเขา เขาเป็นคนยุคปัจจุบัน มิใช่ยุคหงสาเจริญรุ่งเรืองเสียเมื่อไหร่ หลังมาเลยดูแลอย่างดีครับ ดูแลให้กระทั่งสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ เวลาตรวจคนไข้ที่ห้องฝากครรภ์ เป็นที่รู้กันว่า อาจารย์ธนพันธ์จะไม่ยอมให้มีการประกาศเรียกคนไข้ว่า นางแอ ชาวพม่า อย่างเด็ดขาด มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมอยากเห็นในอนาคตคือ การให้สัญชาติไทยแก่เด็กทารกที่เกิดในแผ่นดินไทย เพื่อที่เขาจะได้มีสิทธิต่างๆเหมือนเด็กไทย น่าสงสารเขานะครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>มาอยู่ที่สิงคโปร์นี่ ผมเห็นเฉพาะความแตกต่างระหว่างชนชั้นที่แบ่งแยกตามความสามารถทางการจ่ายเงิน แต่เรื่องความเป็นต่างชาติจะไม่มีใครสนใจ เพราะว่ามันก็ต่างชาติกันทั้งนั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">วันนี้พี่แป้งเป็นหวัด จามตั้งแต่เช้า เธอบ่นกับพ่อว่าจามไปน้ำมูกไหลไป ไม่ได้เป็นหวัดมานานประมาณ 7 เดือนแล้ว ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 เธอมีไข้สูงอยู่เป็นสัปดาห์ ไข้สูงจนผมต้องรีบบินจากกรุงเทพกลับบ้าน (ตอนนั้นประชุมอยู่ กะว่าจะอยู่นาน 4 วัน ไปได้ 2 วันก็ลาเลย) สรุปว่าเป็น strep gr B ผมนี่แทบคลั่ง รอบนี้ไม่มีไข้ แต่กลัวติดไปยังเจ้าจ้าจัง รายนั้นกินยายากพอใช้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>สัปดาห์นี้ไม่ได้กลับบ้านครับ เพราะว่าจะกลับสัปดาห์หน้า จองตั๋วเรือบินตราเสือไว้แล้ว 2 สัปดาห์เลย ปรากฏว่าจองล่วงหน้าราคาถูกกว่ากันมากเลย เดือนนี้ต้องกลับด้วยเครื่องบิน เพราะว่าติดผ่าตัดตอนบ่ายวันศุกร์ ซึ่งส่วนมากจะหลัง 6 โมงเย็น อย่างเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เลิก 2 ทุ่ม และ 3 ทุ่ม เล่นเอา Fernandi แทบจะอาเจียนเป็นเลือด
เป็นหวัด ธรรมดา ไม่ต้องกินยาก็ได้นะคะ
หวัดธรรมดาดูจาก ไข้ไม่ เกิน สองสามวัน น้ำมูกไม่เกิน 10 วัน และไอ ไม่เกิน สองหรือ 3 อาทิตย์ และต้องไม่มีอาการปอดบวม และอาการอันตราย
อาการปอดบวมในเด็กที่เชื่อได้ และทำได้ง่ายๆ คือ ชายโครงบุ๋ม (subcostal retraction)และ หายใจเร็วค่ะ
ดูจากอายุ 0-2เดือน > 60 ครั้ง ต่อนาที
2 เดือน ถึง 1 ปี > 50 ครั้ง
1-5 ปี >40 ครั้ง ค่ะ
อาการอันตรายคือ
ไม่กินน้ำ กินนม (unable to drink) - ไม่กินข้าว ไม่นับนะคะ
ชัก
ฟังได้เสียง stridor หรือ wheeze
ความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงค่ะ (concious change)
เรามักจะให้ยาเด็ก(และผู้ใหญ่ด้วย)เกิน เกินจำเป็นค่ะ ยาลดน้ำมูก ยาลดไอ ยาละลายเสมหะ และโดยเฉพาะยาแก้อักเสบโดย ไม่จำเป็น
กิน น้ำให้เยอะ ให้เสมหะละลาย เหลวพอ ที่จะช่วยร่างกายให้ไอออกมาทิ้งง่ายๆ นอนให้เยอะ ให้ยาลดไข้ถ้ามีไข้สูง
และคอยดู ปอดบวม (มักสอนให้คุณแม่ นับหายใจเองเวลาลูกนอนหลับ นับเต็ม 1 นาที วันละ 1-2 ครั้งเท่านั้นค่ะ) และดูอาการอันตราย ด้วยนะคะ
ทั้งหมดนี้ เป็นหลัก จาก WHO ที่พี่เป็นวิทยากร งาน ARIC สอนหมอใหม่ และเจ้าหน้าที่อนามัยอยู่เป็นประจำ
เมื่อตรวจเด็กเอง พบอยู่ทุกวันที่คุณแม่ขอ ยา ขอ ลดนำมูก ขอ แก้ไอ แรงๆ และขอ ยาแก้อักเสบเลย นั่งคุยให้ข้อมูลสักพัก เธอก็เข้าใจ บางคนขอยาไปก่อน แต่ในที่สุดไม่ใช้
หมอเราก็ไม่มีเวลามาก รีบจ่ายยา จะได้ตรวจคนต่อไป รอ อีก เป็นครึ่งร้อย
ชอบคุณแม่ อเมริกัน และคุณแม่ญึ่ปุ่น ที่เคยมาตรวจสมัยเปิดคลินิก เวลาจ่ายยา เธอจะถามรายละเอียดยา และทุกครั้งที่จ่ายยา แก้อักเสบ
เธอจะถามหมอคืนทันทีว่าทำไมต้องให้
ดีนะคะ เราสั่งอะไร ได้คิดทวน ระมัดระวังอีกรอบ
เลยได้ อีก 1 blog จาก การต่อยอด ที่อาจารย์ จุดประกาย และ เอาไปไว้ที่ นี่ค่ะ
คุณ
ครับ
ขอบคุณที่อ่านครับ
ผมพบความจริงบางอย่างในนี้ มีที่ไหนครับ เมื่ออ่านจบแล้วขอบคุณคนเขียน เป็นความงามที่ผมสัมผัสได้จากทุกท่านเลย
หลายท่านบอกว่า มีการจุดประกายเกิดขึ้น ผมก็ว่าจริงตามนั้น เพราะความคิดต่างๆที่ได้รับการเล่าขาน มักช่วยให้เกิดความรู้สึกนึกคิดได้ในคนหลายคน ทั้งๆที่คนเล่าอาจจะไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น หรือไม่ได้หวังเลยด้วยซ้ำ
ขอบคุณครับที่อุตส่าห์บอกว่า ผมมีอิทธิพลต่อความคิดคนอื่น ก็หวังไว้ลึกๆครับ ว่าเราจะมีสังคมที่ดีขึ้นบ้าง
หลายคนพร่ำบ่นว่า เราก็แค่จุดเล็กๆจุดหนึ่ง คงเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้หรอก
แต่ผมบอกลูกศิษย์เสมอว่า สังคมเราเหมือนจิ๊กซอครับ เราก็เป็นหนึ่งในตัวประกอบของมัน ขาดไปชิ้นหนึ่ง ภาพก็ไม่งามแล้วนะครับ (ยืมคำพูดของ อ.ชัชวาล จากโรงพยาบาลหาดใหญ่มาใช้ครับ)