เมื่อเริ่มต้นจัด ระบบบริการ ที่ PCU มีประสบการณ์หนึ่ง  ที่ผมได้เคยพบมา ก็คือ ช่องว่าง   ระหว่าง  ร.พ.กับ                                        PCU      มีระยะห่างมากเหลือเกิน ( ดูซิเนี่ย    ขนาดพิมพ์ บันทึกมันยังห่างกันเลย )  เจ้าหน้าที่ PCU มาที่ ร.พ.ก็เหมือนคนแปลกหน้า  ร.พ.ก็มอง PCU เป็น เขา ( แปลว่า เป็นคนอื่น ) ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นเรา  อีกทั้งประกอบกับ ( อึม ! ดูเป็นทางการดีจัง )  

 การทำงานที่ PCU ต้องการพี่เลี้ยงที่ดี เหมือน เด็กหัดขี่จักรยาน   ที่กำลังเรียนรู้ กำลังต้องการกำลังใจ  กำลังต้องการทิศทางที่ดี ถ้าขี่รถล้ม ก็ปัดก้นปลอบใจ ไม่เป็นไรเอาใหม่    ไม่ใช่พอล้ม ขี่ไม่ได้ก็ดุด่า

การจัดระบบริการที่ pcu ก็เลย จำเป็นต้อง เป็น แพทย์ ( ส่วนใหญ่เป็นผม ในช่วงนั้น )  เภสัชกร  พยาบาล จาก โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ ที่ pcu ร่วมกัน จัดบริการ   ทั้ง 6 แห่ง ไม่ใช่เป็นการพลักภาระ การดูแลให้ pcu แล้วตามนิเทศน์    แพ้ก็แพ้ด้วยกัน  ชนะก็ชนะด้วยกัน    ผลที่ตามมาที่เกิดชัดเจน คือ ช่องว่างระหว่าง เจ้าหน้าที่ ร.พ. กับ เจ้าหน้าที่ PCU ลดลงมาก ( อึ่ม !  ตอนนี้เวลาพิมพ์ เริ่มใกล้กันมากแล้ว )   

 ผมเริ่มเข้าใจบริบทของเจ้าหน้าที่ PCU มากขึ้น  เจ้าหน้าที่ เองก็เริ่มเข้าใจว่าที่หมอมาทำเพราะอะไร  จะเกิดผลดีอย่างไร


 มีคำถามแรกจาก ผู้อำนวยการ     ถามว่า เมื่อจัดบริการที่ PCU ได้แล้ว สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น คือ  คนไข้ที่ ร.พ.น่าจะลดลง   เราจะได้มีเวลาให้กับคนไข้มากขึ้น เพราะ คนไข้เรา มากขึ้นทุกวัน   การทำงานในระดับ secondary care น่าจะชัดเจนขึ้น     ช่วงนั้น   ผมไม่แน่ใจเลยครับว่ามันจะเป็นได้อย่างนั้นไหม   ( อาจเป็นเพราะประสพการณ์เดิม  ที่เคยจัดแล้ว ก็ต้องยกเลิกไป  ดังที่เล่าแล้วในตอนที่ 1  Click ที่นี่ครับ 

เพียงแต่ คราวนี้ มีจุดมุ่งหมายในใจที่ชัดเจน แล้วก็เห็นโอกาส ที่เกิดขึ้น

 เมื่อเดือนก่อน  ก่อนที่จะต้องสรุปงาน ให้ สปสช.ฟัง  ในวันที่ 28 พ.ค. 50    ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า คำถามที่ ผู้อำนวยการ  ถามเมื่อ 6 ปีก่อน มันจะเป็นจริงไหม   เผอิญ มีความรู้เรื่องการประมวล database พอสมควร  ผมลองเอาข้อมูลดิบของ โรงพยาบาล ที่เก็บมาตั้งแต่ปี 2540 ใน program  HI  มาประมวลผล ดูจำนวน opd visit ที่ ร.พ. เที่ยบกับ  OPD visit  ของ PCU   ที่เก็บข้อมูลไว้ใน HCIS   มีข้อมูลที่น่าสนใจมากเลยครับ 

ช่วงนี้  เลยอยากจะนำเสนอ ผลกระทบ   ผลลัพธ์ ของงาน ที่เป็นตัวเลขสถิติบ้าง หลังจากเล่า แต่เรื่องที่ สัมผัสถึงคุณค่าได้มาหลายครั้งแล้ว  

  

รูปนี้  แสดงถึง จำนวน ผู้ป่วย เบาหวาน/ความดันโลหิตสูง ที่ ร.พ.วารินฯ ต่อวันให้บริการ  ปี 2541 ให้บริการสัปดาห์ละ 3 วัน  พอ ปี 2542  ก็ไม่ไหวครับ คนไข้เฉลี่ย วันละ  117 คน การดูแลผู้ป่วย เบาหวาน/ความดันโลหิตสูง ต้องให้เวลา พอสมควรกับแต่ละรายครับ   เลยแก้ปัญหาโดยการเพิ่มวันบริการเป็นทุกวัน เฉลี่ยก็ลดลงทันตาครับ เป็น 78 รายต่อวัน   พอเริ่มส่งคนไข้ไป  PCU 6 แห่ง  คนไข้ต่อวัน เป็น 57.7 รายต่อวันเลยครับ

   

รูปข้างบน ผมลองเอา  opd visit ของ ผู้ป่วย เบาหวาน/ความดันโลหิตสูง เฉพาะผู้ป่วย ในเขต ตำบลห้วยขะยุง พบว่าจำนวน การรับบริการที่คลินิก เบาหวาน/ความดันโลหิตสูง ในโรงพยาบาล ลดลงอย่างมาก ขณะที่ ผู้รับบริการที่ PCU ห้วยขะยุง มีเพิ่มขึ้นทุกปี ( เสียดายที่ มีข้อมูลของ pcu เพียง ปี 2546 – 2549 )  ลองดูข้อมูลของ pcu บัววัด ที่ดำเนินการเป็น 1 ใน 6 pcu เช่นกัน ก็พบลักษณะข้อมูลแบบเดียวกัน

เรื่องนี้ก็ไม่แปลกครับ เพราะเราส่งคนไข้ เบาหวาน/ความดันโลหิตสูง  ไปที่ pcu คนไข้ที่ ร.พ. ในเขตตำบลดังกล่าวก็ ต้องลดลงเป็น ธรรมดา แต่ข้อมูล นี้บอกอะไรบางอย่างกับเรา โดยเฉพาะกับผม เราพบว่า ถ้าเราจัดบริการได้ต่อเนื่อง ( ไม่ใช่โครงการ 6 เดือน 1 ปี หรือ 2 ปี )  ค่อย ๆ ต่อ ค่อย ๆ เติม ความยั่งยืน และ ความเข้มแข็งของระบบบริการ มีความเป็นไปได้สูง  pcu ที่ยกตัวอย่างทั้ง 2 แห่ง ก็คุ้นเคย และมี พื้นฐานการบริการ ที่เพียงพอกับการพัฒนาต่อยอด  ต่อไป จริง ๆ    


  

สิ่งที่ผมสงสัยต่อมา คือ        แล้ว ผู้ป่วยทั่วไปล่ะ การเพิ่มศักยภาพ จัดบริการที่ pcu  จะมีผลอะไรบ้างไหม ผมได้ กราฟ อย่างเนี้ยครับ

    เป็น

ข้อมูล เฉพาะ ประชากรเขต ตำบล ห้วยขะยุง ที่มารับบริการสุขภาพทั้งหมด แบบผู้ป่วยนอก ( opd visit ) ที่ ร.พ.วารินฯ เราพบว่าตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา  opd visit  ที่ ร.พ.วารินฯ  ไม่เพิ่มขึ้นอีกเลย ( โดยปกติ แนวโน้ม ทั่วไป น่าจะเพิ่มขึ้นทุกปี  )  ขณะที่ opd visit  ที่ pcu ห้วยขะยุง กลับ เพิ่มมากขึ้นทุกปี  ลองเอาข้อมูล ที่ pcu บัววัดมาดู ก็พบ ลักษณะคล้ายกัน ครับ 

     

ทำไปทำมา  ตอนนี้ก็เพิ่ม บริการสุขภาพหัวในและหลอดเลือดใน PCU ที่ลักษณะคล้าย ๆ กัน  เป็น  27 pcu  แล้ว  เมื่อตุลาคม 2549  

มาวันนี้มีข้อมูลหนึ่งที่ สนับสนุนว่า สมควรอย่างยิ่งที่ ควรพัฒนาระบบบริการเป็นรูปแบบเครือข่าย มากกว่าการทำงานแบบ รวมศูนย์ การดูแลทั้งหมดไว้ที่ ร.พ.  เหมือนที่เคยทำแต่ก่อนมา   ผมลองเอาข้อมูล การรับบริการเดือน เมษายน 2550   เฉพาะการบริการผู้ป่วยนอก  ในเวลาราชการ  มาดูรายวัน เป็นอย่างเนี้ยครับ 

ตอนประมวลผลออกมา  เห็นข้อมูลแล้ว น่าตกใจ ครับ  คนไข้ ที่มารับบริการที่ ร.พ. วาริน ฯ ในเวลาราชการ  ประเภทป่วยทั่วไป ปวดหัว ปวดท้อง ตัวร้อน เป็นไข้  วันที่ 2 เมย.50 จำนวน 292 ราย ขณะที่ คนไข้  เบาหวาน/ความดันโลหิตสูง ทั้งที่รับบริการที่ ร.พ. และ pcu   มี 224  ราย   แล้วก็เป็นลักษณะนี้ทุกวันบริการ     ลอง เทียบ เป็นแผนภูมิวงกลม  ของข้อมูลทั้งเดือน  ได้แบบเนี้ยครับ 

  

เกือบครึ่งต่อครึ่ง เลยครับ  เพิ่งรู้ว่า เผลอแป๊บเดียว คนไข้สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด กำลังจะแซงหน้า คนที่ป่วยทั่วไป ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เป็นปัญหาใหญ่  ที่ ดูแล้วต้องจัดการโดยเร่งด่วนครับ คิดค่า เฉลี่ย  ตกวันละ 250 ราย เลยครับ     ลองเอา จำนวนการให้บริการที่ ร.พ. เทียบกับ pcu  ดูนะครับ

   

เอามาให้ดูตัวอย่าง  4 วัน นะครับ พบว่าทุกวันนี้ ที่ ร.พ.วารินฯ ให้บริการ วันละ 50 – 60 ราย  ขณะที่ ให้บริการที่ pcu วันละ 3 แห่ง รวม แล้ว  ประมาณ 170 – 190 ราย  คิดเป็น 75 % ทีเดียว ที่อยู่ที่ pcu 

 ผมนีกไม่ออกเลยว่า  ถ้าเมื่อ 6 ปีก่อน ที่ ร.พ.วารินชำราบ  ไม่ได้ปูพื้นฐาน  การบริการที่ pcu  เอาไว้  วันนี้ เราจะรับมือ คนไข้เบาหวาน ความดันโลหิตสูง วันละ 250 ราย ได้อย่างไรกัน  และเราจะไม่ได้มีโอกาสเห็นภาพแบบนี้เลย ครับ  

 

เรื่องทั้งหมดนี้  เป็นส่วนหนึ่งที่ผมก็นำมา present ให้ สปสช.ฟังในวันนั้น อย่างไรก็ดี ( ดูเป็นทางการอีกและ ) เรื่องนี้ก็ยังเป็นการจัดระบบบริการ ทำนอง extended OPD อยู่ดี ผมจึงต้องรอโอกาส ที่จะได้ทำงาน primary care อย่างที่อยากทำ แล้วก็ได้ทำสมใจ ในช่วงนี้นี่เอง

ตอนต่อไปผมจะเล่าถึง ว่า  การจัดบริการคลินิกสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ใน PCU ผลลัพธ์ของการควบคุม ระดับ FBS และ ความดันโลหิต   จะต่างจากการจัดบริการที่ ร.พ. หรือไม่ อย่างไร ?

  ( เป็นคำถาม ที่มีคนถามผม ไว้ แล้วผมก็มีหน้าที่  ต้องหาคำตอบมาตอบ  หลังจากที่ บันทึกนี้ เป็นการตอบคำถาม ของ ผู้อำนวยการ ที่เคยถามผม  ถึงผลกระทบเรื่อง opd visit  ไว้ เมื่อ 6 ปีก่อน ครับ )