แปลกเหมือนกัน เมื่อยึดตัวตนน้อยลงยึดตัวเรา ของเรา น้อยลง เราจะยอมรับคนอื่นๆ สิ่งอื่นๆ ได้มากขึ้น และ เราจะอยู่กับคนอื่นๆ ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆๆ

วันนี้ประสบการณ์ที่อยากเล่าให้เพื่อนๆฟังคือ

ตัวเรา ของเรา (หรือที่ได้ยินกันบ่อยๆ ตัวกู ของกู) มีจริงหรือ???

ปกติถ้าพูดตามธรรมะ เราก็บอกได้ว่า
ใช่ไม่มีสิ่งใด เป็นตัวเราของเราหรอก
ทุกอย่างเป็นอนัตตา
และ หลายครั้งก็เข้าใจว่าไม่ยึดถือตัวตน
และไม่ค่อยมีอัตตาเท่าไหร่

แต่เมื่อประสบการณ์กับเหตุการณ์นี้จึง
เริ่มแจ้งใจว่า
เรามีอัตตา มิใช่น้อยเลย และเป็นไปโดยไม่รู้ตัวซะด้วย

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์ เมื่อปลายปี 47 (ช่วงเวลาใกล้ๆเกิดสึนามิ)

การไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์ครั้งนั้นเป็นครั้งแรก
ห้องที่พัก แม้จะเป็นห้องปูนแคบๆ เตียงปูนแข็งๆ นอนหมอนไม้

สำหรับเราก็โอเคนะ
เพราะเป็นห้องเดี่ยว มีความเป็นส่วนตัวดีเหมือนกัน

ช่วงเวลาพักจะได้พักผ่อนหย่อนกายให้เต็มที่เลย

เพราะครั้งนี้คือการไปปฏิบัติธรรมแบบยาวๆ 7-8 วัน
ครั้งแรกในชีวิตเลยค่ะ จึงรู้สึกหนักเอาการเหมือนกัน

พอช่วงพักก็อยากนอนพักผ่อนกายา ให้เต็มที่ไปเลย

แต่แล้วเมื่อมาอยู่ได้วันที่ 3 ของการปฏิบัติธรรม
ก็เริ่มรู้สึกอยากกลับ
รู้สึกเหนื่อย(น่าจะเป็นเหนื่อยใจ มากกว่า เหนื่อยกาย เพราะ ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรมาก)

 

แต่ก็กลับไม่ได้เพราะละอาย
เนื่องจากรุ่นพี่ทุกคนที่ทำงานเดียวกัน
ทุกคนล้วนอยู่ได้ ไม่มีใครหนีกลับก่อน
ด้วยแรงฮึด กลัวอายคนอื่น!!!!
จึงเกิดมานะ สู้โว้ย

จึงต้องอยู่ต่อไป ด้วยใจรอนับวันกลับ

แล้วในวันที่ 3 นี้ก็เกิดเรื่อง
ที่ยิ่งทำให้การอยากกลับพุ่งทวีถึงขีดสุดๆๆๆ

เนื่องจากขณะที่กำลัง ปลงกับชีวิตว่าไม่กลับก็ได้

ช่วงเวลาพักจึงหาความสุขกับ
การนอนเอกเขนกในห้อง

ขณะที่กำลังจะเพลิดเพลินจำเริญใจ
กับการนอนเล่นอยู่นั้น

ตาก็พลันไปเห็น

สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง
ซึ่งตนเองกลัวมากๆๆๆ กำลังอยู่เบื้องหน้านี่เอง

สิ่งมีชีวิตชนิดนั้น คือตุ๊กแก นั่นเอง

ณ วินาทีที่ได้พบประสบหน้ากันนั้น
หัวใจพลันตกไปถึงตาตุ่ม
มือเท้าชา
หมดเรี่ยวหมดแรงไปเลย

ความสุขที่เพิ่งจะนึกได้ว่า
นอนเล่นเฉยๆ ก็เพลินๆดี
หมดไปในพริบตานั้น

ประสาททุกส่วนขมวดเกร็ง

สิ่งเดียวที่นึกได้คือ
ต้องออกไปจากห้องให้เร็วที่สุด
ไปไหนก็ได้

และสมองหมุนติ้วๆๆๆๆ
แล้วคืนนี้จะนอนที่ไหน
จะนอนร่วมห้องกับตุ๊กแกได้หรือนี่
สยอง อ่ะ

เพราะโดยปกติ เพียงแค่เห็นเค้า(ตุ๊กแก)

เพียงนอกกระจกหน้าต่าง
เพียงแค่เค้าโชว์ส่วนพุง

เราก็หมดแรงแทบทำอะไรไม่ได้เสียแล้ว

 

นี่มากันทั้งตัวเป็นๆๆมาอยู่ร่วมห้องกันอย่างนี้
จะอยู่อย่างไร จะอยู่อย่างไร !!!

แต่อย่างที่เอ่ยข้างต้นค่ะ ว่า
ด้วยแรงมานะ กลัวอายคนอื่นๆ จึงยังกลับไม่ได้

ในใจสวดมนต์ สวดอุทิศส่วนกุศลทุกชนิด
สวดแผ่เมตตา
เพื่อขอให้ตุ๊กแกได้ไปเสียจากห้องเราด้วยเถิด
ส่งจิตภาวนา อ้อนวอน ไปเถิด ไปเถิด ได้โปรด

แต่ไม่รู้ด้วยอะไร ตุ๊กแกเจ้ากรรม
ก็ยังไม่ยอมไป เกาะอยู่ที่เดิม ไม่ไหวติง

ครั้นจะไล่ ก็สงสารห้องอื่นๆ
ที่เค้าก็อาจจะกลัวเหมือนเรา
เป็นการสร้างบาปกรรมอีก

 

ในใจท้อแท้ถึงที่สุด
ได้แต่ยอมจำนนกับชะตากรรม ที่ต้องอยู่ร่วมห้องและนอนกับตุ๊กแก เนื่องจากการปฏิบัติไม่ให้พูดจา

แต่สามารถเขียนถามวิทยากรได้
ถ้าเรามีข้อสงสัยในธรรม

วันนั้นจึงเขียนถามวิทยากร ว่า
เมื่อมีตุ๊กแกมาอยู่ในห้องเดียวกัน
เราควรทำจิตอย่างไร จึงดี  บรื๋อ บรื๋อ

และคำตอบของท่านวิทยากร
ทำให้แจ้งใจเหลือเกิน
ทำให้เกิดความละอายใจ ต่อตุ๊กแก อย่างมาก

ละอายความมีอัตตาของตัวเองเหลือเกิน

ท่านวิทยากรตอบว่า
ตุ๊กแกเป็นสัตว์เล็กไม่ทำอันตรายหรอก

ตอนนั้น ฟังแล้วยังไม่หายกลัว หายขยะแขยงอยู่ดี</font> ถึงเล็กก็น่ากลัว บรื๋อ บรื๋อ

แต่คำตอบที่ ทำให้แจ้งใจ คือ คำตอบต่อจากนี้ค่ะ

แล้วท่านวิทยากรก็ตอบต่อว่า

....อันที่จริง ตุ๊กแกเค้า เป็นเจ้าของที่นะ
เค้าเป็นเจ้าบ้าน เราต่างหากที่เป็นผู้มาอยู่อาศํย
เราเป็นขาจร
ที่จริงน่าจะต้องขออนุญาติเค้า
ที่มาขออยู่ด้วยซ้ำ....

คำพูดประโยคนี้ฟังแล้วแจ้งใจในบัดดลเลยค่ะ ว่า

เรานี่ช่างยึด ตัวเรา ของเรา
เราเพิ่งมาอยู่ได้ 3 วัน
ก็รู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของห้องเสียแล้ว

แถมยังมีแก่ใจจะไปขับไล่ เค้า (ตุ๊กแก)
ซึ่งเป็นเจ้าของที่มานาน
นอกจากจะไม่ขออนุญาติมาอยู่
ยังจะไปขับไล่เจ้าของเดิม อีก ช่างน่าละอายโดยแท้

วันนั้นจึงเห็นสัจธรรม ความมีอัตตาของตัวเอง อย่างแจ้งใจ


หลังจากนั้นกลับไป ก็ส่งจิตบอกเค้า(ตุ๊กแก)
ว่า ขอโทษด้วยที่กระทำการอันไม่ดี
คิดจะขับไล่เค้าซึ่งเป็นเจ้าของ
และ ขออนุญาติ ขอพักอาศํยชั่วคราว ด้วยค่ะ

หลังจากนั้น
เราก็อยู่อย่างเจี๋ยมเจี้ยม เจียมเนื้อเจียมตัว
ไม่ว่ากล่าว ไม่รู้สึกไม่ดีต่อตุ๊กแกใดๆๆอีก

ความโกรธ เกลียดเค้า ลดลงไปมาก
ยังกลัว เค้าอยู่ดี

แต่ด้วยความเคารพในเค้า ในสิทธิของเค้า
จึงยอมรับการอยู่ของเขาได้อย่างเต็มใจ

แปลกเหมือนกัน เมื่อยึดตัวตนน้อยลง
ยึดตัวเรา ของเรา น้อยลง เราจะยอมรับคนอื่นๆ สิ่งอื่นๆ
เมื่อนั้น ความโกรธ ความเกลียด ก็มลายหายไป
สามารถอยู่ในห้องเดียวกันได้
(เพียงแต่ถ้าไม่จำเป็นจะไม่มองไปฝาผนังด้านนั้น)
แม้ใจจะยอมรับเค้าในฐานะเจ้าของได้

แต่ไม่สามารถยอมรับรูปร่างหน้าตาเค้าอยู่ดี
คือความกลัวยังมีอยู่นะ

แม้รู้ว่า รูปร่างหน้าตาน่ารักน่าเกลียด
ก็เกิดจากจิตเราปรุงแต่งไปเองนะ
แต่ยังปรุงให้รู้สึกว่าตุ๊กแก น่ารักยังไม่ได้อ่ะ


เมื่ออัตตา ความเป็นห้องของฉันลดลง
ความโกรธเค้า ("เข้ามาทำไม ออกไป")
ไม่พอใจเค้า ("เข้ามาได้ยังไง ห้องของฉัน")
ลดลงจนหายไป
จึงอยู่กับเค้าด้วยจิตที่ยอมรับเค้า
>จึงมีเมตตากับเค้า
แล้วใจก็สงบลงอยู่อย่างมีความสุขมากขึ้น

และคนที่มีความสุขที่สุดก็คือตัวเราเอง
เพราะใจเราสงบลงได้ เมื่อเห็นแจ้งและยอมรับสัจธรรมได้นั้นเอง 

ดังนั้น เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น
ทำให้พบว่า
" ...ความจริง...ตัว เรา... ของ เรา...มีจริงหรือ??.."

เริ่มตระหนักเห็นในชีวิตตัวเองว่า
เรายึดอะไรต่ออะไรมากมาย
เรายึดสิ่งต่างๆเป็นของเรามากมาย

เรายึดตัวตนมากมาย
เรายึด โดยรู้ต้วบ้าง และโดยไม่รู้ตัวบ้าง(ซึ่งเป็นส่วนใหญ่)

สิ่งที่เรายึดมากมายนั้น
มีสิ่งใดบ้าง ที่เป็นของเรา ที่เป็นตัวเรา จริงๆๆ

และ การยึด ทำให้ทุกข์
ยึดเป็นตัวเรา ของเรา (ห้องของเรา)
เป็นทุกข์ (เกิดความร้อนใจเหลือเกิน)
เมื่อเห็นความจริงว่า
ห้องไม่ใช่ของเรา
เมื่อคลายการยึดลง
ใจก็เป็นสุขมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อยึดตัวเรา ของเราลดลง
เราจะอยู่กับคนอื่นๆ ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น
เราจะยอมรับเขาได้มากขึ้น

เพื่อนๆ ลองดูนะคะว่า ทุกวันนี้เพื่อนๆยึดสิ่งใดไว้

จนเริ่มเกิดทุกข์
บ้างหรือเปล่าคะ

หวังว่าเพื่อนจะมีความสุขกับการปลดปล่อย
.........ตัวเอง
.........พันธนาการ
.........ที่ยึดเพื่อนๆไว้นะคะ

 


ปล. การไปสวนโมกข์ครั้งนี้ที่ตอนแรกดูขลุกขลักรู้สึกแย่ๆนั้น
กลับได้อะไร ดีๆๆ มากมายให้กับชีวิต
ได้ของขวัญอันล้ำค่าอย่างยิ่ง ที่สุดในชีวิต

และติดใจอยากจะกลับไปอีก หลายๆๆครั้ง
(แหะ แหะ อัน การติดใจ การอยาก  ก็เป็นกิเลสน่ะนะ อิอิ
ก็รู้นะ
แต่เพราะความรู้สึก สว่าง สงบ นั้น 
เป็นสิ่งที่ดีจริงๆเลยอ่ะ