การส่งธรรมะให้ ผู้รับต้องเปิดใจก่อนจึงฟังรู้เรื่อง

เมื่อวานซืนผมได้ดูรายการ เดอะไอคอน ที่เชิญพระมหาสมปองมาเป็นผู้ร่วมรายการ

พระมหาสมปอง  ตา...

ทำให้ผมได้นึกว่า คุณสัญญา เป็นคนที่สนใจธรรมะมากทีเดียว

ผมได้ข้อคิดจากการชมรายการของท่านดังนี้ครับ

ท่านมหาสมปองเป็นคนที่น่าสนใจทีเดียวครับ กล่าวคือ ท่านเป็นคนที่จบปริญญามาทั้งทางโลกและทางธรรมทำให้ท่านเข้าใจตัวคนทางโลกระดับหนึ่ง

ท่านจึงใช้วิธีจูงใจให้คนสนใจธรรมะ โดยดูจากสื่อที่แพร่อยู่ขณะนั้นไม่ว่าจะเป็นละครทีวี เพลง มิวสิควีดีโอ นำมาใช้ประกอบการบรรยาย

ท่านยกตัวอย่างอีกอันเป็นกลอนจ๊าบมาก

"...ฟังธรรมะแล้วไม่โง่ แต่ถ้าฟังโปเตโต้ มีรักแท้แต่ดูแลไม่ได้.."

นักเรียนที่ฟังฮากันเป็นแถวครับ 

ท่านบอกว่าถ้าเรารู้เรื่องเดียวกับคนฟัง คนฟังจะรู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกันนะ ใจมันแย้มออกมาแล้ว ๆ ถ้าเราทำให้มันสนุกสนาน คนฟังก็ยิ่งเผลอเปิดใจออกมาอีก ทีนี้พอเราให้ธรรมะแทรกไปเขาก็จะได้ธรรมไปโดยแทบไม่รู้ดัว

จนพี่ดู๋(สัญญา) อดถามไม่ได้ว่า

"การที่พระมาดูพวกละคร เพลงเหล่านี้ไม่เป็นไรหรือครับ"

ท่านตอบได้น่าคิดดังนี้ครับ

"....ดูได้เพราะดูเพื่อรู้เท่าทันกิเลสของคนเสพ ทำให้เราเข้าถึงใจคนฟังได้ง่าย(คอเดียวกัน) จากนั้นคนฟังก็รู้ว่าที่ทุกวันนี้เราเสพสารพวกนี้ไปมันดีไม่ดีอย่างไร..."

ท่านกล่าวต่อเนื่องในเป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วยมากๆ คือ เรื่องการเข้าถึงธรรมะ

ทุกวันนี้หนังสือธรรมะมีมากมาย วัด พระก็มีมาก แต่คนที่เข้าถึงธรรมะกลับมีไม่มากนัก เป็นเพราะอะไร

ท่านกล่าวต่อว่า เป็นเพราะคนเห็นธรรมะเป็นสิ่งเข้าใจยาก น่าเบื่อ ทำให้มีอคติก่อน เมื่อมีอคติแล้วมันเหมือนมีกำแพงมากั้น ทำให้คนเหล่านั้นไม่รับธรรมะเข้าไป

(ตอนเด็กๆ ผมสวดมนต์ไปก็คิดไปว่าทำไมพระต้องทำบทสวดเป็นบาลีด้วย แปลไทยไม่ได้เหรอ ฟังไม่รู้เรื่อง ด้วยความเคารพผมไม่ได้ดูหมิ่นศาสนานะครับ ต่อมาราวมัธยมก็เจอบทสวดที่มีแปลไทยแทรกซึ่งผมชอบมากครับ และอยากให้พระสวดๆ เป็นไทยแทรกด้วยจะดีมากเลย ผมจะได้ไม่ต้องแปล-ขี้เกียจครับ แหะๆ)

แล้วท่านจึงเกิดไอเดีย เปิดใจคนขึ้นมาโดยการรับรู้ตัวตคนฟังจากสื่อที่นิยมในขณะนั้น ผมทึ่งมากที่ท่านรู้จัก+ดูกระทั่ง ละครเกาหลีเรื่อง เจ้าหญิงเซ่อซ่า เจ้าชายเย็นชา (ผมยังไม่ดูเลยนะเนี่ย)

นอกจากนี้ท่านยังกล่าวเรื่องน่าคิดอีกหลายเรื่องครับ เอาอันนี้เป็นอันสุดท้ายละกันครับเพราะผมบันทึกมายาวละ เดี๋ยวจะอ่านกันไม่หวาดไม่ไหว

คำถามเรื่องคนเราทำดีหรือทำชั่วยากกว่ากัน

 ท่านถามเด็กนักเรียนในห้องส่ง พบว่าส่วนใหญ่ตอบว่าทำชั่วง่ายกว่าครับ ท่านถามคุณสัญญาก็ตอบแบบเดียวกัน

ผมเองแวบแรกที่ถามก็คิดอย่างนั้นโดยเฉพาะเรื่องการพูดความจริงนี่ผมว่ายากกว่าการโกหกหรือการพูดความจริงไม่หมดก็ตาม

ท่านเฉลยโดยการยกตัวอย่าง

"คุณสัญญาท่านกราบพระได้ไหม"

พี่ดู๋ท่านกราบให้ดูเลยครับ

"แล้วคุณสัญญาคุณตบหน้าพระได้ไหม"

พี่ดู๋ฝืนยิ้มแล้วตอบว่าทำไม่ได้ครับ

"นั่นแหละ การทำชั่วนั้นไม่ได้ทำกันง่ายๆ แต่มันมาจากการบีบคั้นให้เราต้องทำ นั่นต้องมีความเครียด สภาวะกดดันมาก เราจึงยอมทำชั่วได้"

อันนี้ทำให้ผมตาสว่างขึ้นมาเลยครับ เพราะก่อนโกหก ผมจะเกิดความกดดันขึ้นมาเหมือนกัน แต่หากถ้าเราทำความดีเราไม่ต้องคิดมาก ทำไปตามธรรมชาติเหมือนกับที่พี่ดู๋กราบพระทันทีโดยไม่ต้องคิดมาก เพราะมันเป็นสิ่งถูกต้อง สิ่งที่ทำแล้วเราสบายใจ

(พิมพ์ตอนนี้นึกได้ว่า ถ้ากราบคนชั่วหรือคนที่เราคิดว่าไม่สมควรกราบก็ทำให้เรากดดัน+เครียดนะครับ แหะๆ)

ผมขอจบบันทึกไว้เท่านี้ละครับ

ขอบคุณท่านมหาใมปองและทีมงานเดอะไอคอนมากครับที่ทำให้ผมได้ความรู้ดีๆ


บันทึกนี้พิมพ์ไปยิ้มไปนาน 22 นาที

หมายเหตุ

  • เข้าไปดูเว็บของท่านได้ ที่นี่ ครับ
  • อยากให้คนมีความรู้เข้าไปเป็นพระมากๆ จัง
  • เอ..ว่าไปก็เข้าตัวผมเองก็ยังไม่บวชนะนี่