ในหลายเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือแม้กะทั่งการพูดคุยกันอย่างปกติในชีวิตประจำวัน  เมื่อเอ่ยถึงความเป็นไปของอดีตในช่วงชีวิตของคนๆ หนึ่งหรือชุมชนใดชุมชนหนึ่ง ละแวกบ้านใดบ้านหนึ่ง การบอกเล่าถึงวิถีชีวิตประสบการณ์ที่ผ่านมามักจะมีความภาคภูมิใจ ความสุขใจ และมักจะแย่งกันนำเสนออย่างกระตือรือร้นเสมอ   

                             อันดับต้นๆในการบอกเล่าก็คือความรักความผูกพันของคนในหมู่บ้าน การได้ร่วมกันทำกิจกรรมการประกอบอาชีพอย่างการทำนา ทำสวน   ความอุดมสมบูรณ์ ของข้าวปลาอาหาร แม่ตำเครื่องแกงส้มรอไว้ในเวลาเดียวกันพ่อก็ไปหาปลา ไม่เกินครึ่งชั่วโมง ได้ปลาได้กบมา กับข้าวกับปลาก็เสร็จหอมกลิ่นแกงส้มมะขามกับบอนเต่า   อิ่มกันทั้งบ้านและอาจจะตักไปบ้านนี้ถ้วย  บ้านนั้นถ้วย เรียกว่าแกงถ้วย ตามประสาคนบ้านนอก    ผู้เฒ่าผู้แก่หน่อย  ก็จะเล่าว่าถ้าหน้านาก่อนไถพ่อบ้านก็จะไปเฝ้านายช่างทำผานไถนาหรือเรียกว่าหัวหมูในภาษาถิ่นพัทลุง    เพราะกลัวว่านายช่างจะทำให้คนอื่นก่อนเดี๋ยวจะไม่ทันหน้าปักดำ    อีกทั้งช่างทำผานคันไถนาเทียมวัวก็มีไม่มาก ทำไม่ดีไม่เข้าหลัก  ก้อนไถมันไม่พลิก ไถไม่ได้(มันแวงราดแล้วไม่ได้เทือก)   

                             ตื่นตีห้าหัวรุ่งจูงวัวไปส่งพ่อที่นา   พ่อก็แบกคันไถตามหลัง แม่ลุกขึ้นหุงเข้าตั้งแต่ตีสี่  ไก่ขันหลายครั้งแล้วน้องสาวยังไม่ตื่น คุณยายตื่นก่อนใครเพื่อนเพราะนอนไม่หลับนั่งยน(ตำ)หมาก ดังก๊อกๆๆๆ  เหมือนนาฬิกาปลุก เคี้ยวหมากพลางตะโกนปลุกคนโน้นคนนี้ ให้ลุกขึ้นมาก่อไฟหุงข้าว  เรียกชื่อหมดตั้งแต่ลูกหัวปียันคนท้ายปี   บางครั้งบางทีเรียกไปถึงชั้นหลาน ที่แกเรียกอย่างนั้นไม่ใช่อะไรหรอก  มีลูกหลายคนแกจำชื่อไม่ได้ก็เลยเริ่มที่คนแรกคนหัวปีไปตามลำดับ ไปตรงชื่อใครคนนั้นก็ตื่นพอดี

                            ไปส่งวัวเสร็จ อาบน้ำในเหมืองในคลอง กระโดดสองสามตูม แบบไม่เคยเจอสบู่ ถูตัวกับดินเหนียว ล้างตัวเสร็จ กลับบ้านกินข้าวแต่งตัวไปโรงเรียน   บางทีหรือบ่อยครั้งทีมงานเพื่อนๆก็มารอเดินไปโรงเรียนพร้อมกัน เรื่องรองเท้าไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่มี ถึงมีก็ไม่ใส่ จะใส่ก็ตอนอยู่ ม. 1 โรงเรียนในเมือง  ก่อนถึงโรงเรียนแวะที่หลวงพี่ในวัด  กะให้พระฉันข้าวเช้าเสร็จพอดี ยกมือไหว้พร้อมกัน  ได้ขนมดีๆมาแบ่งกัน      เรื่องไปโรงเรียนสายนั้นไม่มีเพราะเดี๋ยวจะโดนครูใหญ่ตีหน้าแถว ใครโดนครูใหญ่ตีก็จะเจ็บมาก เป็นครูใหญ่ก็ต้องตีเจ็บกว่าครูคนอื่น ที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าพ่อรู้ว่าโดนคุณครูตีจะผิดจะถูกไม่ต้องพูดกัน   พ่อจะตีซ้ำโทษฐานทำตัวไม่เหมาะสมประพฤติไม่ดีจนต้องถูกครูตี  ถามว่าพ่อรู้ยังไงว่าโดนครูตี  ก็น้องสาวตัวดีหรือเพื่อนสนิทจะเป็นคนบอก ตอนพ่อตีก็จะอยู่กันพร้อมหน้า พ่อจะถามว่าให้ตีกี่ที ให้ประมาณโทษทัณฑ์เอาเองตามความหนักเบาของความผิดส่วนมากจะตอบว่า  3 ที  และให้ไปหักไม้มาเอง ถ้าพ่อโมโหตีเกิน 3 ยายก็จะตวาด มาจากนอกชาน  ทุกอย่างก็จะสงบสงครามในบ้านก็จะจบลงด้วยความเงียบเข้าสู่ภาวะปกติ

                             ถามว่ามีความสุขมั๊ย........เมื่อย้อนนึกถึงความทรงจำเหล่านี้ หลายคนในยุคสมัยวัยเด็กของเราจะตอบว่ามีความสุขมากๆและจะเป็นเรื่องเล่าในวงสนทนาในยามที่มีโอกาสเจอกัน

                             ถามอีกว่า.....อยากให้บรรยากาศแบบนี้หวนกลับมาอีกหรือเปล่า กลับมาปลูกฝังค่านิยมที่ฝังลึกกับเด็กไทยเด็กชนบท บ้านนอกอันมีความสุข   หรือว่าความสุขเหล่านี้ไม่มีวันหวนกลับมา ชนบทกำลังล่มสลายจริงหรือ พิษภัยโลกาภิวัฒน์บ่อนทำลายสิ่งเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน การรุกรานทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรงยังคงอยู่ต่อไป เราเคยรู้เท่าทันมั๊ย แล้วเด็กไทยในอนาคตควรจะเป็นอย่างไร