ขอผิดสัญญา ที่ว่าจะหายหน้าไปสามวัน
เพื่อ

1.ทบทวนตน                    
   -> คือสิ่งที่จะมาสะท้อนวันนี้

2.จัดระเบียบความคิดตนเอง 
   -> โปรดติดตามในตอนหน้า "คิดเล่น..ยาปรับสมดุลชีวิต"

3.ทำงานที่มอบหมายให้ลุล่วง
  ->  โปรดติดตามตอนหน้าของหน้า "พลังสมองมีจำกัด โปรดใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่า"

 
สาเหตุแห่งการทบทวนตน ก็คือ..
ข้าพเจ้าเกิดความวิตกว่า ทำไมบล็อกเราจึงมีแต่เรื่องเกี่ยวกับตัวเอง 
คนอื่นเขาจะคิดว่า  เราจะหมกมุ่นกับตัวเอง มากไปหรือเปล่านะ

ข้าพเจ้าจึงลองหยุด แล้วพิจารณา

ทำไมถึงเขียนแต่เรื่องตัวเอง ?

  • เป็นไปตามสภาพ หัวเดียวกระเทียมลีบ: 
    ข้าพเจ้าเห็นหลายท่านเขียนเรื่องการทำงานเป็นทีม มีกิจกรรมนอกสถานที่ แล้วก็ชื่นชม รู้สึกกระตุ้น อยากให้กลับไปทำงานแบบนี้บ้าง..แต่ตอนนี้ ก็ขออ่านไปก่อนคะ
  • เป็นสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้ารู้ดีที่สุดในขณะนี้ : 
    ข้าพเจ้าไม่มีความชำนาญทางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ จึงคิดว่า
    การอธิบายความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นในสังคม ก็ทำได้เพียงเป็น "มุมมองส่วนตัว" แต่ไม่มีหลักวิชา พูดง่ายๆ คือ ข้าพเจ้าไม่รู้จริง
    อาจเป็นดั่งที่ อ.พญ. พรทิพย์ โรจนสุนันท์ และท่านอาจารย์ JJ ว่าเป็นประเภท "ฉลาดลึก แต่โง่กว้าง"
  • เฝ้ามองตนอย่างผู้กำกับ  : 
    เป้าหมายดั้งเดิมในการเขียนของข้าพเจ้า คือ เพื่อพัฒนาความคิดตนเองให้สอดคล้องกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
    นักวิทยาศาสตร์ สาย mindsight พบว่า
     "การเรียกขาน (naming) ความคิด ความรู้สึก ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเรียกในใจ หรือ เขียนออกมา ช่วยยับยั้ง การกระทำอันวู่วาม ของความคิด ความรู้สึกนั้น
      เมื่อข้าพเจ้า เรียกอารมณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในขณะเขียนว่า  "ฉันกำลังรู้สึกอิจฉา"  ยอมรับมัน ไม่กดเก็บ แม้ไม่เขียนออกมา..ก็ทำให้ใจโล่งสบายขึ้น อย่างประหลาด


ผลข้างเคียงจากการเขียนบล็อก

  • สูญเสียพลังงานสมอง : การเขียนเรื่องออกมาสักชิ้น แม้เป็นความสนุก  แต่สำหรับมือสมัครเล่น เป็นการใช้พลังงานสมองไม่น้อย จากการเชื่อมโยง ซ้าย ขวา ซ้าย วนไปวนมาอยู่หลายรอบ
    ตอนเขียนบล็อกไม่ง่วง..แต่หลังจากนั้นจะไปเขียนวิจัย หาวแล้วหาวอีก ราวกับขับรถสิบล้อมาทั้งคืน
  • จิตพะวง : พอเขียนแล้วโพสต์ ก็อดนึกในใจไม่ได้ว่า จะมีคนเข้ามาอ่านไหมนะ เขาจะว่าอย่างไร แอบเข้ามาเช็คเป็นระยะๆไปๆ มาๆ ทำให้สมาธิสั้นลง (จริงๆ ก็สั้นอยู่แล้ว)

เหตุใดข้าพเจ้า จึง "ติด" การเขียนบล็อก

ในหนังสือ "Your brain at work" ของ David Rock ได้บรรยายถึง  "SCARF" ซึ่งเชื่อว่า เป็น ปฐมเหตุกระตุ้น การหลั่งสาร Dopamine  ซึ่งมีผลให้คนตื่นรู้ สมองแจ่มใส ( เป็นสารเดียวกับที่หลั่งเวลา ถูกรางวัล หรือ เสพ Cocain !)

  • Status   :  ลึกๆ ในใจคน (อย่างน้อยก็ข้าพเจ้าละ) มีความหวั่นไหวเมื่อมีการเปรียบเทียบ "สถานะ"  การงาน, การเงิน, การศึกษา etc จึงมักสบายใจ ในพื้นที่ซึ่งไม่เอา "สถานะ" มาตัดสิน  ข้าพเจ้าพบความน่าสนใจของบล็อกแต่ละท่านได้ โดยไม่ต้องรู้ว่า เป็น ดอกเตอร์, นายพล หรือ คนค้าขาย  
    ดูอย่าง David Rock  เป็นนักธุรกิจ แต่ด้วยความสนใจใฝ่รู้จริง ทำให้เขาค้นคว้า ไปเรียนรู้ถึงห้องแลบนักประสาทวิทยา หนังสือของเขาจึงทั้งได้รับความเชื่อถือ และอ่านง่าย จนเป็นหนังสือ neuroscience ติดอันดับขายดี
  • Certainty: บล็อกอนุญาตให้เขียนเรื่องที่รู้และอยากจะเขียน เขียนแล้วก็เผยแพร่ได้แน่นอน ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนตีกลับแบบงานวิจัย
  • Autonomy : ขณะเขียนบล็อก ข้าพเจ้าสามารถใส่ความเห็นตนเองเข้าไปได้เต็มที่ ต่างจากการเขียนเอกสารวิชาการ (แม้จะติดนิสัยนี้มาบ้าง ช่วงแรก)
  • Relateness : นี่อาจสิ่งสำคัญที่สุด ให้คน "online" หลังจากข้าพเจ้าพยายาม "offline" เป็นเวลา 1 วัน ก็รู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกกว้าง โหวงๆ.. บางที สิ่งที่มนุษย์ต้องการที่สุด ไม่ใช่ที่ตัววัตถุ ไม่ใช่ที่การแต่งงานมีครอบครัว แต่คือการมี "connection" กับเพื่อนมนุษย์      
  •  Fairness : แม้ข้าพเจ้ายังไม่ได้ทำอะไรที่เรียกว่าสร้างความเป็นธรรมในสังคม  แต่ข้าพเจ้าก็ได้รับความชุ่มชื่นจากภาพการแบ่งปัน ทำงานจิตอาสา ของผู้อื่น..
    สำหรับข้าพเจ้าแล้ว be fair ที่สามารถทำได้ด้วยตนเองคือ เราอยากให้คนอื่นกระทำกับเราอย่างไร เราก็ควรกระทำเช่นนั้น กับผู้อื่น
    เรามีสุขเมื่อได้รับน้ำใจ เราก็แสดงน้ำใจกับเขา, เรามีทุกข์เวลาถูกเพ่งโทษ เราก็อย่าไปเพ่งโทษเขาเลยนะ 
    ข้าพเจ้ายังจำบทสวดมนต์วัดร่ำเปิงได้ว่า "เราเกิดมาต่างก็มีทุกข์กันคนละมากๆ แล้ว อย่าไปเพิ่มทุกข์ของเขาอีกเลย.."

....

ชั่งน้ำหนักแล้ว อย่างไรเสีย ข้อดี ก็ยังมากกว่าข้อเสีย จึงขออนุญาตใช้ทรัพยากรของ gotoknow ต่อไปนะคะ :-)


*****

ส่งท้ายด้วย รายการ "คนค้นคน" (ของจริง)  หนึ่งในรายการโทรทัศน์ ที่อาจทำให้คุณมีแรงใจจาก "SCARF"