“ชุมชนแห่งนี้มีหลักประกันสุขภาพพื้นบ้านอยู่แล้ว ในแบบฉบับของชาวบ้านป่าเมืองปิด” ที่ไปไหนมาไหนลำบาก หมอชาญท่านนี้ช่วยเป็นผู้ดูแลสุขภาพชุมชนให้แทนหมออนามัยที่ห่างไกลออกไป ....ผมนึกถึงคำ พึ่งตนเอง... ภูมิคุ้มกัน... พึ่งพากัน...ฯลฯ

<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p><p>สหายใหญ่ดงหลวงซึ่งมีบทบาทสูงในช่วงสงครามประชาชนได้จบชีวิตลงไปเมื่อปีที่แล้วและมิตรสหายทั่วประเทศที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่ได้มาเยี่ยมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกล่าวคำสดุดี และเผาร่างให้มอดไหม้เป็นจุลไปตามวิถีปฏิบัติ สหายท่านนี้ป่วยเป็นโรคภายในรักษามานานหลายปีเต็มทีแต่ด้วยวัยชราภาพแลร่างกายที่ถดถอย แม้ยาเทวดาก็เอาไม่อยู่ สหายชาญชัย หรือหมอชาญของชาวป่ากล่าวกับผู้บันทึก  </p><p align="center"> </p><p align="center">สหายชาญชัย หรือ หมอชาญ</p><p>วันนี้ชาวบ้านแห่งหนึ่ง(ขออนุญาตไม่เปิดเผยชื่อ) ได้รวมตัวกันทำแนวกันไฟรอบป่าชุมชน แม้ว่าจะช้าสักหน่อยในแง่ของแนวที่จะกันไฟ  แต่ประโยชน์แนวกันไฟอีกประการหนึ่งคือการแสดงแนวเขตป่าให้ชัดเจน ชาวบ้านทั่วไปเห็นก็จะไม่บุกรุกเกินแนวเขตนี้ ซึ่งเป็นกติกาของชุมชน  </p><p>ผู้บันทึกเข้าร่วมสายไปเพราะติดงานอื่นๆ กว่าจะมาสมทบได้ชาวบ้านก็พักกลางวันพอดี เลยไม่ได้รูปที่ชาวบ้านกำลังทำงาน   </p><p><div style="text-align: center"></div> </p>ผู้บันทึกมีโอกาสพูดคุยกับสหายชาญชัย หรือหมอชาญของชาวบ้าน ซึ่งได้ไปร่ำเรียนวิชาสมุนไพรที่ประเทศเวียตนามสมัยเข้าป่าอีกท่านหนึ่ง อายุกำลังหนุ่มเต็มพิกัด ท่าทางสงบเสงี่ยม เรียบร้อย เก็บเนื้อเก็บตัว  แต่เมื่อพูดคุยด้วยแล้ว ความรู้ที่ได้เต็มไปหมดทีเดียว ความรู้ที่ร่ำเรียนมาได้ใช้ประโยชน์ในป่า รักษาชีวิตสหายมานักต่อนักแล้ว และปัจจุบันวิชาชีพนี้ก็มีส่วนทำรายได้พิเศษบ้าง แม้จะไม่มากมาย แต่ก็พอจุนเจือครอบครัวนอกจากทำนาทำไร่เหมือนชาวบ้านทั่วไป  <p>ผมตั้งคำถามตรงๆเลยว่า หมอครับ ในป่าชุมชนของเรามีสมุนไพรที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันอะไรบ้าง  เอาเท่าที่มีนะครับ หมอชาญตอบทันทีโดยไม่รอช้าผิดกับบุคลิกคอย่างตรงข้ามเลยว่า ไม่น่าเชื่อนะครับ ป่าแห่งนี้ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว โล่งเตียน มีแต่หญ้าคา แล้วต่อมาจัดทำเป็นป่าชุมชน ชาวบ้านช่วยกันดูแลมิให้ไฟป่าเข้ามาเผาผลาญ  ป่ามันคืน ฟื้นตัวมาเท่าที่เห็น พืชหลายชนิดเกิดใหม่ สมุนไพรคืนมาอย่างไม่น่าเชื่อ สัตว์ป่าบางชนิดเริ่มเข้ามาแล้ว เพราะมีพืชป่าที่เป็นอาหารของเขา เช่น หมากเม่าป่า เกิดกะรอกก็มากินหน่วยสุกของมัน แล้วก็ขยายพันธุ์โดยมันไปถ่ายมูลที่ต่างๆ หมากเม่าก็ขยายไปทั่วแล้ว  เพียง 20 ปี รักษาได้อย่างนี้แล้วดีมาก ผมได้มาเอาสมุนไพรที่นี้ โดยไม่ต้องเดินไปหาที่ป่าอื่นไกลออกไป เอาไปรักษาชีวิตคน ความเจ็บความป่วยของคนทั้งในหมู่บ้านและต่างหมู่บ้าน  ไกลที่สุดที่เคยรับไว้คือมาจากระยอง และห้วยขาแข้ง อุทัยธานีครับ  </p><p><div style="text-align: center"></div></p><p>ผู้บันทึกย้ำอีกทีว่า ป่าชุมชนของเรามีสมุนไพรอะไรบ้างครับ  หมอชาญตอบทันทีว่า มีเสือโคร่ง กำแพงเจ็ดชั้น กำแพงเก้าชั้น ปงกิ่ว หูกวาง ประดงสามสิบสอง ม้ากระทืบโรง ขมิ้นเครือ รางจืด คอนแคน หนามโปทา ที่สำคัญสุดและยังไม่มีคือ ปลาไหลเผือก ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญในการรักษามะเร็งหลายชนิด  แต่หาได้ในป่าไกลออกไป  หมอชาญย้ำว่า สมุนไพรตัวสุดท้ายนี้เข้าไปในวังแล้ว  มีคนเอาไปถวายท่านและเอาไปพิสูจน์ทางการแพทย์แล้ว (ผู้บันทึกขอขยายความว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ในโครงการพระราชดำริ ที่ พระองค์ท่านเสด็จมาเยี่ยมทุกปี) </p><p>หากถามว่า สมุนไพรเหล่านั้นรักษาโรคอะไรบ้างเล่า หมอชาญตอบทันทีว่า นับตั้งแต่ คลายเส้น เบาหวาน กษัย มาเลเรีย ประดง บำรุงเลือด  ตับแข็ง ดีซ่าน กินผิดหรือของแสลง ริษสีดวงทวาร  และที่มาหากันมากมายคือ มะเร็งในตับ มดลูก ในเลือด ฯลฯ  </p><p>เราคุยกันเพลินจนหมอชาญไม่ได้กินข้าวกลางวัน  ผมก็เลยหยุดแล้วเชิญหมอชาญกินข้าวเสียก่อน เพื่อนบ้านคนอื่นๆกินกันจนอิ่มเกือบหมดแล้ว ซึ่งวันนี้กลุ่มแม่บ้านมาทำอาหารให้ ก็มี ต้มและลาบชิ้นวัว แจ่ว ข้าวเหนียว  หมอชาญบอกผมว่า ผมไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ครับ ซึ่งผมก็กินมังสวิรัติ เลยเราสองคนกินข้าวเหนียวเปล่าๆจิ้มแจ่วพอรู้รสไป สองสามก้อน  </p><p>ผมจากมาด้วยปิติในหมอชาญสหายป่าคนนี้ ที่หลายต่อหลายรายรักษาโดยไม่เอาเงินเลย ด้วยอาชีพหมอป่านั้นยังฝังแน่นในมิติวิถีของหมอท่านนี้   ผมนึกเลยไปว่า ชุมชนแห่งนี้มีหลักประกันสุขภาพพื้นบ้านอยู่แล้ว ในแบบฉบับของชาวบ้านป่าเมืองปิด ที่ไปไหนมาไหนลำบาก หมอชาญท่านนี้ช่วยเป็นผู้ดูแลสุขภาพชุมชนให้แทนหมออนามัยที่ห่างไกลออกไป ....</p><p>ผมนึกถึงคำ พึ่งตนเอง... ภูมิคุ้มกัน... พึ่งพากัน...ฯลฯ   </p><p>เรามาฟื้นฟูป่าเพื่อให้สมุนไพรมันฟื้นตัวขึ้นมามากขึ้นกันเถอะครับ </p><p>ผมขออุทิศบทบันทึกนี้ให้แก่ทุกท่านที่จะไปงานเฮฮาศาสตร์ครั้งที่ 2 ในเดือนกรกฎาคม ที่อาศรมครูบาครับ</p>