เรื่องเล่าในชีวิต / ปลุกให้ตื่นให้รู้ตัวเอง / สอนแบบ "กระตุกโพธิ์"


วันที่ / เดือน (จำไม่ได้) พ.ศ.2523 ที่สถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย)

หลังจากสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยเสร็จสิ้นในเย็นวันนั้น ผมก็มายืนรอเพื่อนนักเรียน 2 คน ที่แลกเปลี่ยนแนวความคิดร่วมกันมาตลอดการเรียนชั้นมัธยมปลาย ณ โรงเรียนอำนวยศิลป์ (พญาไท) หนังสือ แด่หนุ่มสาว ของ กฤษณมูรติ แปลโดย พจนา จันทรสันติ ที่เราอ่านแล้วอ่านอีก พูดคุย ตีความ รวมทั้งแสวงหาแนวความคิดในความเป็น อิสรชน จากเวทีเสวนาของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ผลักดันให้เรา 3 คนสัญญากันว่า ทันทีที่เสร็จสิ้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เราจะเดินทางไปสวนโมกข์ ที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ด้วยกัน เพื่อค้นหาตัวเอง แสวงหาคำตอบอะไรบางอย่างที่เราคิดว่า มีอยู่ที่สวนโมกข์

ผมซื๋อตั๋วรถไฟชั้น 3 ของตัวเองเอาไว้แล้ว และยืนชะเง้อคอยแล้ว คอยอีก ก็ไม่เห็นวี่แววของเพื่อนทั้ง 2 คน เมื่อระฆังสัญญาณว่าถึงเวลารถออกดังขึ้น ผมก็ตัดสินใจว่า เป็นไงเป็นกัน ผมไปคนเดียวก็ได้ ไหน ๆ ก็ตั้งใจมาแล้ว

ในรถไฟ ผมอาศัยที่ว่างระหว่างตู้โดยสาร (ข้อต่อ) ปูกระดาษหนังสือพิมพ์ เอากระเป๋าหนุนหลัง หลับ ๆ ตื่น ๆ จนถึงสถานีรถไฟไชยาในช่วงสาย ๆ สอบถามแม่ค้าที่ขายของหน้าสถานีได้ความว่า จะต้องขึ้นรถโดยสารตรงไหนจึงจะไปถึงสวนโมกข์ ได้คำตอบแล้วก็เดินทาง

เมื่อไปถึงสวนโมกข์ ก็เดินเข้าไปแบบเก้ ๆ กัง ๆ ไม่มั่นใจตัวเองมากนัก เจอพระรูปแรกก็บอกท่านว่า เราจะขอมาเรียนรู้ อะไรบางอย่าง... ท่านคงจะมองสภาพของเราออกจึงได้นำไปพักที่ศาลารูปเรือ ชั้น 2 หลังโรงมหรสพทางวิญญาณเพียงคนเดียว มี “ร้าน หรือเตียงไม้ ปูเสื่อผืนหนึ่ง ดูเหมือนว่าจะไม่มีหมอน ไม่มีมุ้ง ไม่มีผ้าห่ม แต่เพียงเท่านั้นก็ดีใจแล้วเพราะรู้ว่า เรามีที่พักของเราแล้ว

เสร็จจากภารกิจอาบน้ำ แปรงฟัน ที่ บ่อน้ำล้น ซึ่งต่อท่อมาจากลำธาร กลับมาถึงที่พักก็พบว่า มีกล้วยน้ำว้า 1 หวี วางอยู่ปลายเตียง นี่คงเป็นอาหารเช้า-เที่ยง (รวมทั้งมื้อเย็นเพราะไม่ได้ตั้งใจจะถือศีลแปด)

หลังจากนั้น การเดินไปยังที่ต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นทั้งวัน เดินดูงานศิลปะในโรงมหรสพทางวิญญาณ ภาพละนาน ๆ เพราะเรามีเวลา ...ทั้งวัน ...หลายวัน เดินเข้าไปในเขตที่อยู่อาศัยของพระ เห็นกุฏิไม้หลังเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในป่า คุยกับหลวงตาที่โรงปั้นปูนปลาสเตอร์ ขออนุญาตนั่งฟังพระอาวุโสสอนธรรมะให้กับพระบวชใหม่ รู้เรื่องบ้าง...ไม่รู้เรื่องบ้าง ก็พยายามนำมาจดบันทึกลงสมุด

ทุกครั้งที่เดินผ่านกุฏิเจ้าอาวาส เห็นท่านพุทธทาสนั่งอยู่บนม้าหิน มีสุนัขและไก่แจ้ คุ้ยเขี่ยหาอาหารกินอยู่ใกล้ ๆ แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปพูดคุยซักถาม ได้แต่ยืนมองท่านห่าง ๆ

ที่พักซึ่งเป็นศาลารูปเรือทั้งหลังโปร่งโล่งตรงกลาง และมีขนาดใหญ่โต แต่ก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวอะไร อาการกลัวผี หายไปตั้งแต่อยู่ชั้นประถม (ป.6) เพราะมีประสบการณ์ที่สรุปกับตัวเองได้ว่า ถ้าเราไม่คิดมันก็ไม่กลัว

ช่วงค่ำ มักจะมีฝนตก จำได้ว่ามีไฟฟ้าเปิดอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งและปิดเมื่อถึงเวลา ในความมืดได้ฟังเสียงธรรมชาติ สายฝน กบเขียด หริ่งหรีดเรไร ก่อนนอนสวดมนต์ได้เพียงบทสั้น ๆ จากที่เคยสวดในโรงเรียน ไม่ได้นั่งสมาธิเพราะยังนั่งไม่เป็น แต่ชอบหลับตาดูภาพที่ปรากฏขึ้นมาในจิตสำนึก ดูไปเรื่อย ๆ โดยพยายามไม่จับมาปรุงแต่งเป็นอารมณ์ จำได้ว่า หนังสือของกฤษณมูรติ สอนให้ดูภาพเคลื่อนไหวเหมือนดูภาพยนตร์ที่ไม่มีเสียง สักพักหนึ่งก็สว่างจ้าไม่มีอะไรให้ดู จนหลับไป

ตอนเช้ามืด ตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงสวดมนต์จากคณะสงฆ์ที่มาทำวัตรเช้าในศาลารูปเรือ จะนอนฟังท่านสวดมนต์เฉย ๆ ก็รู้สึกว่าไม่สมควร จึงลุกขึ้นมานั่งพนมมือ ดีที่สวนโมกข์สวดมนต์แปลจึงทำให้เข้าใจความหมายของบทสวดในระดับหนึ่ง เมื่อท่านทำวัตรเสร็จก็แยกย้ายกันไปบิณฑบาต รอบ ๆ ตัวยังมืดเกินกว่าที่จะทำอะไรได้ จึงหลับไปอีกงีบหนึ่ง ตื่นมาตอนเช้าก็พบว่า มีกล้วยน้ำว้าหวีใหม่มาวางอยู่ที่ปลายเท้า แทนที่หวีเดิมซึ่งหมดแล้ว ดีเหมือนกันไม่ต้องใช้เงินซื้ออาหาร เพราะต้องประหยัดไว้เป็นค่ารถกลับบ้าน

ฟ้าสว่างอาบน้ำอาบท่าเสร็จแล้ว ก็ออกเดินไปเรียนรู้ดูโน่นดูนี่ เห็นท่านพุทธทาสอยู่ไกล ๆ แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปพูดคุยสนทนา เพราะไม่รู้จะถามอะไรจากท่าน เข้าใจว่าท่านก็คงจะเห็นเราเช่นกัน เป็นอย่างนี้อยู่ 3 วัน 3 คืน ถามตัวเองว่าได้อะไรบ้าง ก็ยังตอบตัวเองได้ไม่ชัด แต่เพียงรู้สึกว่าความสับสน ตึงเครียดจากการผ่านช่วงเวลาก่อนสอบเอ็นทรานซ์ มันคลายลงไป อาจจะเป็นเพราะว่า ได้มีโอกาสอยู่กับตัวเองเงียบ ๆ กับสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ จนถึงเช้าวันที่สี่ ก็คิดว่าถึงเวลากลับบ้านได้แล้ว

เมื่อหิ้วกระเป๋าเดินผ่านกุฏิท่านเจ้าอาวาส เห็นท่านพุทธทาสนั่งอยู่ที่เดิม มีพระเลขาฯ นั่งอยู่ด้วยใกล้ ๆ พระเลขาฯ ท่านนี้ในช่วง 3 วันที่ผ่านมาก็ได้สวัสดีทักทายท่านบ้าง แต่ไม่ได้พูดคุยอะไร ท่านก็คงจะมองเราออกว่าเป็นนักเรียนหัวเกรียน ๆ คนหนึ่งที่มาเดินอยู่ในวัด 3 วันแล้ว บอกกับตัวเองว่า ครั้งนี้เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้พูดคุยกับท่านพุทธทาส จึงได้รวบรวมความกล้าเดินเข้าไปกราบท่าน บอกท่านว่า ได้เดินทางมาสวนโมกข์ 3 วัน 3 คืนแล้ว รู้สึกว่ายังไม่ได้อะไร ยังไม่เข้าใจคำสอนต่าง ๆ เท่าที่ควร จะขอคำแนะนำจากท่านว่า เราควรปฏิบัติตัวเช่นไร ?

ทั้งหมดเป็นคำพูดที่รวบรวมขึ้นมาถาม จากความคิดของเด็กนักเรียนที่สับสนคนหนึ่ง และหวังว่าจะได้รับคำแนะนำด้วยวาจาที่เปี่ยมด้วยความเมตตาจากท่านผู้ที่เรานับถือเสมือนเป็นอาจารย์ เป็นปูชนียบุคคล แต่คำตอบที่ได้รับกลับ ช็อค !! ความรู้สึกอย่างรุนแรง

ท่านตอบเป็นภาษาใต้ว่า สู...บอกว่ามาสวนโมกข์ 3 วัน 3 คืนแล้ว ยังไม่ได้เรียนรู้อะไร มาขอคำแนะนำเราในตอนที่จะกลับ อย่างนี้เขาเรียกว่า คนไม่รู้จัก กาละ-เทศะ เขาเรียกว่าเป็น คนโง่... คนบ้า...

ในตอนนั้นบอกตรง ๆ ว่า มึนไปหมด คิดอะไรไม่ออก ไม่นึกว่าจะเจอคำตอบเช่นนี้ รู้แต่ว่ามันน้อยใจคนที่เรานับถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ จึงก้มลงกราบแล้วค่อย ๆ ถอยออกมา

เมื่อเดินไปเกือบจะถึงทางออกวัดสวนโมกข์ ก็ได้ยินเสียงพระเลขาฯ เรียกตามมาข้างหลัง ท่านคงเป็นห่วงเห็นว่าเราเป็นเด็กจึงตามมาพูดคุย ท่านบอกผมว่า โยมต้องกลับไปคิดให้ดี คำว่า ไม่รู้จัก กาละ-เทศะ, คนโง่-คนบ้า มีความหมายเป็นภาษาธรรม ท่านไม่ได้ใช้แบบภาษาคน จำได้ว่าตอนนั้น รับคำแนะนำของท่านไปแบบในสมองยังอื้ออึงด้วยถ้อยคำของท่านพุทธทาส น้อยใจ และงง เกินกว่าจะโต้ตอบอะไรได้

ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมานับจากวันนั้น คำว่า ไม่รู้จัก กาละ-เทศะ, คนโง่-คนบ้า คือ สิ่งที่ผมเตือนตัวเองอยู่เสมอ ๆ  เข้าใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และรู้สึกซาบซึ้งในคำสอนแบบ กระตุกโพธิ์ ของท่านพุทธทาส.