ระหว่างเรียนชั้น ม.ปลาย ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยผมก็ไปสอนโมกข์หลายครั้ง
ครั้งแรกโรงเรียนจัดไป (ครั้งนั้นได้รู้จักกับนักเรียนหัวเกรียนต่างโรงเรียนคนหนึ่ง
ที่ผมทึ่งความคิดความอ่านของเขา หลังจากนั้นติดต่อกันทางจดหมายตลอด
เขาส่งหนังสือให้ผมอ่านอยู่เรื่อยๆ และแนะนำให้ผมรู้จักเพื่อนของเขาบางคน
ต่อมาหลังสอบเข้าจุฬาฯ ได้แล้ว จึงได้เจอกันบ่อยๆ แม้อยู่กันคนละคณะ
เขาเป็นรุ่นพี่ผมปีหนึ่ง ชื่อ ประชา หุตานุวัตร)
ครั้งหลังผมไปเอง และอยู่หลายวัน พระที่ดูแลสถานที่จัดให้ผมพักในกุฏิหลังหนึ่ง
อยู่คนเดียว และก็ได้ฟังท่านพุทธทาสบรรยายธรรมที่ลานหินโค้งอยู่เรื่อยๆ
ผมชอบการปรากฏตัวของท่านมาก ในขณะที่ทุกคนจะเงียบหมด
จะมีเสียงไม้เท้าท่านปักลงในทรายดัง สวบ สวบ สวบ เป็นจังหวะๆ
ขณะเขียนเล่านี้ เสียงไม้เท้าปักทรายนั้นยังผุดขึ้นในหัวได้แม่นยำ
จำได้ครั้งหนึ่ง เมื่อถึงวันจะกลับไปกราบลาท่านที่กุฏิท่าน
ท่านพูดกับผมว่า "เด็กสมัยนี้ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่"
ซึ่งผมยังจำความรู้สึกได้ว่า ทันทีที่ได้ยินคำนี้ ข้างในผมรู้สึกปั่นป่วน
คล้ายจะเถียงท่านอยู่ข้างในว่า "ไม่จริงๆๆๆๆ"
แต่ผมเก็บความรู้สึกไว้ ไม่แสดงออกอะไร
นับสิบๆ ปีจากวันนั้น ที่ผมไม่สนใจคำสอนของพระรูปนี้เลย
จนกระทั่งหลังจากท่านมรณภาพแล้ว ผมเริ่มสนใจเรื่องการค้นหาความหมายของชีวิต
มีโอกาสได้อ่านงานเขียนของท่าน เช่น ตัวกู-ของกู คู่มือมนุษย์ และอื่นๆ อีกหลายเล่ม
จึงเกิดความประทับใจในคุณูปการของท่านที่มีต่อพุทธศาสนาและสังคมไทยมากที่สุดรูปหนึ่ง
โดยเฉพาะการทำให้คนไทยได้เข้าใจว่านิพพานไม่ใช่เรื่องไกลตัว
ที่แท้ก็เพียง "ตายก่อนตาย" เท่านั้นเอง
วิธีการสอนแบบตัวต่อตัวของท่านในสไตล์แบบพระเซ็น ที่ใช้วิธี "ดักคอ" แรงๆ
เหมือนตบกระโหลกเรา(ให้ตื่น) ซึ่งก่อนนี้ผมก็ไม่เข้าใจ เวลาที่บางคนไปถามอะไรท่าน
แล้วท่านตอบสั้นๆ ว่า "โง่" บ้าน "เรื่องของคุณ" บ้าง ฯลฯ
ท่านมรณภาพไปนานแล้วผมจึงสามารถค่อยๆ ทำความเข้าใจในความ "ลึก" ในพุทธธรรมของท่านได้มากขึ้น
และคงมีอีกมากมายที่ผมยังต้องเรียนรู้ต่อไป
แต่ก็รู้สึกยินดีที่เกิดมาชาตินี้ได้มีโอกาสพบและสนทนากับพระอริยบุคคล
แม้จะเป็นการพบแบบกามนิตพบพระพุทธเจ้าแล้วแต่ไม่รู้
ขอบคุณคุณไอศูรย์ที่เขียนบันทึกนี้ ทำให้ผมได้นึกถึงเรื่องคล้ายๆ กันของตนขึ้นมาด้วย
สุรเชษฐ
๙ ธ.ค.๕๒