บันทึกนี้แด่คุณพ่อ (แต่ผมรู้ว่าพ่อผมไม่เข้ามาอ่านหรอก :D)

สวัสดีครับ

ไม่ทราบว่าจะมีกี่ท่านที่ติดตามเรื่องเจงกีสข่าน ต้องขอโทษด้วยครับที่ไม่ได้มาเขียนต่อให้จบซักกะที เรื่องของเรื่องก็คือว่าคุณพ่อนั้นได้เดินทางมาเยี่ยมครับ ก็เลยไม่ค่อยมีเวลามาเขียนให้เสร็จครับ

เอาเป็นว่าครั้งนี้ผมมาเล่าเรื่องการเดินทางที่แสนตื่นเต้นของคุณพ่อผม กับเรื่องเล่าที่พ่อสุดที่รักได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลและเวหามาสั่งสอนลูกสุดที่รักคนนี้ดีกว่าครับ

เรื่องสนุกของคุณพ่อผมนั้นเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เดินทางมาหาผมในวันพฤหัสแล้วครับ เมื่อเครื่องบินที่คุณพ่อขึ้นมาจากฮาวายสู่ชิคาโก้เพื่อที่จะต่อเครื่องมาเมืองผมนั้นดีเลย์ ไปสองชั่วโมง เล่นเอาคุณพ่อผมวิ่งหน้าตั้ง (ก็ยังรักเธอ) มาขึ้นเครื่องชนิดที่ประตูปิดไปแล้ว ต้องโทรไปบอกกัปตันว่า เฮ้ยผู้โดยสารคนนึงขอขึ้นเครื่อง คุณพ่อบอกว่านี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ต้องวิ่งขึ้นเครื่อง เพราะว่าคุณพ่อผมนั้นมีเวลาแค่ 10 นาทีเท่านั้นที่จะต้องมาต่อไฟลท์ แถมระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆซะด้วย เพราะต้องวิ่งจากสุด terminal 1 มาถึงสุด terminal 2 ของ Chicago O' Hare Airport แต่จะว่าไปคุณพ่อผมก็วิ่งเร็วเหมือนกันนะครับ ถึงภายในเวลาสิบนาทีนี่ไม่ใช่เล่นๆ

ตามกำหนดการแล้วคุณพ่อผมจะมาอยู่กับผมสามวันครับ คือมาถึงวันพฤหัสแล้วก็กลับวันเสาร์ ทุกอย่างนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น จะเสียก็แต่ที่อากาศนั้นดูขมุกขมัว มีฝนตกลงมาพรำๆ ให้ดูเล่นครับ แต่แล้วท้องฟ้าเจ้ากรรมก็มาเปลี่ยนจากฝนเป็นหิมะห่าใหญ่ในวันศุกร์ ตกถล่มเมืองที่ผมอยู่ เล่นเอาเวลาขับรถทีจากที่ใช้เวลา 20 นาที ถึงที่หมายสบายผิดกัน ก็แปรเปลี่ยนเป็นชั่วโมง

ถ้าใครไม่เคยขับรถท่ามกลางหิมะที่ตกหนัก ก็อาจจะไม่รู้ว่ามันเสียวไส้ขนาดไหน คนนั่งอาจจะไม่รู้สึกเท่าไร แต่คนขับที่ชีวิตคนนั่งมาอยู่ในมือกับขานั้นเสียวไส้พิลึกครับ เพราะว่ารถเรานั้นพร้อมที่จะเลื่อนไถลไปได้ตลอดเวลา นี่ยังไม่รวมที่ถนนที่หิมะกองสูง ทำให้ล้อไม่มีแรงเสียดทานที่จะตะกายไปข้างหน้า โอ้ยสาระพัดครับ จากที่คุณพ่อไม่เคยเจอก็มาเจอครั้งนี้แหละครับ คุณพ่อผมถึงกับบอกว่าไม่น่าเชื่อว่ามาอยู่เมืองหนาวนี่มันลำบากขนาดนี้ นี่ยังไม่รวมไปถึงน้ำย่อยที่ออกมาเต้นระบำให้คุณพ่อผมได้หิวข้าวเป็นระยะๆ แถมแต่ละมื้อนั้นไม่ต้องพูดเลยครับว่า ใหญ่มาก

พอถึงตามกำหนดการที่จะต้องกลับ ผมได้ล็อกอินเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อที่จะเช็คอินให้คุณพ่อ ความสนุกบวกโกลาหลก็บังเกิดครับเมื่อโลกที่วุ่นวายขายปลาช่อนของเรานั้นมันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หรืออาจจะเป็นโชคของผมก็ได้ที่คุณพ่อนั้นต้องมาอยู่ต่อไปอีกหลายวันเลยทีเดียว เป็นกำลังใจให้ลูกน้อยอย่างอักโขในการต่อสู้กับโลกอันโหดร้าย เพราะว่าเครื่องบินขากลับนั้นดันยกเลิกขึ้นมาเฉยๆ

ไอ้ยกเลิกเที่ยวบินนะผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ แต่ไอ้ที่ลำบากคือโทรไปที่สายการบินแล้วหาเที่ยวบินใหม่นะสิครับ เพราะผมโทรใช้เวลาเป็นชั่วโมง ก็ไม่มีคนรับ โชคดีที่ตอนเช้าตื่นมาตีห้ามาโทรแล้วมีคนรับในทันที ไม่งั้นผมคงต้องขับรถฝ่าหิมะไปสนามบินเพื่อที่จะเปลี่ยนเที่ยวบินให้คุณพ่อก็เป็นได้ ตอนแรกก็กะจะขอเลื่อนไปกลับวันอาทิตย์ครับ แต่โชคชะตาเล่นตลก เที่ยวบินที่ต่อกลับกรุงเทพนั้นเต็มหมด จะกลับได้เร็วสุดก็วันอังคาร (คุณพ่อผมเพิ่งกลับไปเองครับ ทำให้ผมมีเวลามาอัพเดทบล็อก)

ตลอดระยะเวลาที่คุณพ่ออยุ่นั้นคุณพ่อได้พร่ำสอนหลายๆต่อหลายอย่างครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สุดและอาจจะต่อกับเรื่อง Wal Mart ที่ผมได้เขียนไปนานแล้วด้วย

เรื่องของเรื่องก็คือ เดี๋ยวนี้ร้านขายของปลีกใหญ่ๆเช่น Wal-Mart, JC Penny พวกนี้นั้น เน้นระบบ Profit Guarantee แล้วครับ นั่นก็คือสมมติว่าผมขายเสื้อ พวก Wal-Mart ก็ประเมินว่า เนี่ยเขาต้องการกำไรเท่าไร ภายในระยะเวลากี่ปี (โหดเหี้ยมดีไหมครับ) เช่นวอลมาร์ทต้องการกำไร ห้าล้าน ภายในสามปี ผมก็ต้องจ่ายห้าล้านให้วอลมาร์ทไปก่อนเลย ถึงจะมีสิทธิขายได้ ถ้าถึงสามปีแล้วขายไม่ได้กำไรเกินห้าล้าน วอลมาร์ทก็ไม่ให้ขายแล้วครับ shelf นั้นอาจจะเอาไปให้คนอื่นก็ได้หรือถ้าเป็นสินค้าเราก็ต้องเปลี่ยนแบบหรือไม่ก็ทำสัญญาใหม่ แต่ถ้าไม่ถึงสามปีแต่ขายได้กำไรเกินห้าล้าน วอลมาร์ทก็มาทำสัญญาใหม่ครับ จะว่าไปมันก็เหมือนสัญญาเซ้งตึกยังไงชอบกลนะครับ

ดูแล้วผมว่ามันก็ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไร แต่ก็ช่วยไม่ได้ครับ ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กนั้น เมื่อมันเป็นแบบนี้ แล้วเขาก็ไม่ง้อเราด้วย ผู้ผลิตไทยคงจะเป็นที่จะต้องถีบตัวเองและพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้สูงขึ้น รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมาช่วยสนับสนุนเรื่องระบบ logistics และ supply chain ให้มันสมบูรณ์ที่สุด ในขณะที่ประชาชนคนไทยก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ ข้อดี ข้อเสีย ของคำว่าโลกาภิวัฒน์เพิ่มขึ้น

ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่เป็นพ่อค้าเป็นผู้ผลิตนั้นคงทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่ในฐานะของนักเรียน เรื่องนี้ดูจะเป็นเรื่องแปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผมมากครับ เพราะว่าในฐานะผู้ผลิต ถ้าจะเอาตัวรอดจาก profit guarantees นั้น นอกจากจะต้องลดค่าใช้จ่ายแบบสุดๆแล้ว อีกวิธีหนึ่งก็คือ จัดการการเงิน และการลงทุนที่สามารถลดความเสี่ยงของตัวเองลงไปได้ แต่น่าเสียดายครับว่า ระบบตลาดหุ้นเมืองไทยนั้นเล็กเกินกว่าที่จะสร้าง hedging strategy ที่มีประสิทธิภาพได้

ว่ามาไกลไปแล้วครับ สำหรับทุกท่านที่อ่านเรื่องเจงกีสข่าน ผมว่าผมน่าจะเขียนจบภายในสิ้นอาทิตย์นี้เป็นอย่างช้าครับ ขอบพระคุณครับ