เราใช้ธรรมชาติมากเกินไป ความสมดุลของเขาลดลงอย่างที่เราไม่รู้ตัว มัวแต่มุ่งหน้าตักตวงประโยชน์จากเขาอย่างเมามัน คิดไปก็ไม่อยากกินผักหวานป่าอีกแล้ว ใช่ครับมันไม่ได้แก้ไขที่ผู้บริโภคฝ่ายเดียว ไม่ใช่พ่อค้าฝ่ายเดียว ไม่ใช่ชาวบ้านฝ่ายเดียว แต่ทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้ละมือครับ

ผักหวานป่าพืชป่าทำเงิน: เมื่อผักหวานป่าเริ่มแตกใบอ่อน ชาวบ้านก็ขึ้นภูไปเก็บยอดอ่อนทั้งมากินและขาย โดยมีพ่อค้าจากอำเภอนาแกมารับซื้อในหมู่บ้านโดยตรง หรือผ่านพ่อค้ารวบรวมในหมู่บ้านอีกต่อหนึ่ง ในราคาที่ชาวบ้านพึงพอใจ และขายได้ตลอด เก็บมาได้เท่าใดก็ขายได้หมด เป็นวิธีการหาเงินที่ง่ายๆ เพียงเข้าป่าแล้วหาต้นผักหวานแล้วก็รีบเก็บยอดอ่อนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้แล้วก็เอามาขายในหมู่บ้านที่พ่อค้านัดหมายว่าจะมารับซื้อประมาณ 10 โมงเช้า แล้วก็รับเงินสดๆไป

ใครเก็บมาได้มากก็ได้เงินมาก เมื่อผักหวานป่าเป็นของสาธารณะไม่มีใครอ้างความเป็นเจ้าของได้  ทุกคนก็มีอิสรเสรีในการที่จะไปเก็บตามอัธยาศัย ใน 1 ฤดูกาลสามารถเก็บผักหวานป่าได้ประมาณ 5 เดือนคือตั้งแต่ กุมภาพันธ์ ถึงเดือน มิถุนายน เก็บได้วันละ 2 ครั้ง คือเช้ากับบ่าย เช้าออกแต่ตี 4 ตี 5 แล้วกลับเข้ามาประมาณ 9-10 โมงเช้า ตอนบ่ายก็ประมาณ บ่าย 2 โมงถึง 5 โมงเย็น และสามารถออกเก็บได้ทุกวันในบางหมู่บ้านที่มีที่ตั้งเป็นภูเขาล้อมรอบ  มีบางคนที่สามารถเก็บผักหวานป่าได้สูงสุดถึงประมาณ 10,000 บาท ต่อหนึ่งฤดูกาล

วิกฤติผักหวานป่า: เมื่อผักหวานเป็นเงินเป็นทอง และการเก็บผักหวานป่าเพื่อขายจึงเป็นสิ่งที่พี่น้องดงหลวงต้องการ จึงเกิดการตื่นตัวในการขึ้นภูเก็บผักหวานป่ากันโดยทั่วไป แม้เด็กนักเรียน เมื่อปิดเทอม หรือวันหยุด ก็ขึ้นภูไปเก็บผักหวานป่ากันส่วนใหญ่ เด็กมีรายได้ และเขาก็นำเงินไปซื้อสิ่งที่เขาหมายปองเอาไว้  แต่แล้วก็เกิดวิกฤติขึ้นมาเมื่อการเก็บผักหวานป่า

ขยายไปถึงการเก็บดอกผักหวานป่า  เพราะมันกินได้ และราคาดีกว่าใบผักหวานป่าอีก ถึง กก.ละ 400 บาทและดอกผักหวานป่าก็หมดเรียบทั้งภูเขาทุกแห่งหน  โดยต่างบอกว่า ผมไม่เก็บคนอื่นก็เก็บ บ้านเราไม่เก็บบ้านอื่นก็มาเก็บ เมื่อการคิดเป็นเช่นนี้ มีหรือดอกผักหวานป่าจะเหลือเล็ดลอดเติบโตขึ้นไปจนถึงการเห็นเมล็ดผักหวานป่าสุก เหลือง ส้ม เต็มต้น ไม่มีอีกต่อไปแล้ว เมล็ดผักหวานป่าเมื่อยังเขียวที่มีขนาดเท่านิ้วกลาง ชาวบ้าน(ในอดีต) จะเก็บมานึ่งกิน  หรือเมื่อสุก ก็กินเนื้อได้ รสออกหวานๆ  แต่เมล็ดในกินไม่ได้เป็นพิษ หรือทำให้เมา

สหายธีระเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ตนเองที่กินเนื้อในเมล็ดผักหวานป่ากับข้าวต้ม เกิดอาหารเมามาก จนทำอะไรไม่ได้เลย อาการนี้เป็นทั้งผักหวานโคกและผักหวานดง ส่วนผักหวานขนนั้นเป็นพิษถึงเสียชีวิต กินไม่ได้เลย  ผักหวานป่าเมื่อถูกเก็บดอกไปขาย ก็เท่ากับชาวบ้านทำลายตัวเอง หรือรังแกผักหวานป่ามากเกินไป เกินพอดี  เพราะต่างมุ่งเงินทองเข้ากระเป๋า

สถานการณ์นี้ไม่มีใครกล่าวถึง ไม่มีใครตระหนัก ไม่มีการพูดถึงการสิ้นสุดของดงผักหวานป่าที่ดงหลวงอีกไม่นานในอนาคตนี้  ไม่ว่าชาวบ้าน ผู้นำชุมชน แม้ทางราชการที่ดูแลรักษาป่าไม้ เมื่อเป็นเช่นนี้ต้นผักหวานป่าที่มีชีวิตอยู่ในป่าปัจจุบันที่ให้ชาวบ้านได้เก็บในอ่อนไปขายนี้ ก็เป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว เพราะไม่มีเมล็ดสืบสายพันธ์ผักหวานป่าอีกต่อไป  

อีเห็น กับผักหวานป่า: อีเห็นคือสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง ทางดงหลวงมี อีเห็น สองชนิดคือ อีเห็นอ้น กับ อีเห็นแผงอีเห็นอ้นชอบอยู่บนต้นไม้และหาผลไม้กินเป็นส่วนใหญ่ ส่วนอีเห็นแผงอยู่ตามพื้นดินชอบกินสัตว์ที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นอาหาร เช่น หนู ปลา เป็นต้น และมันก็ชอบกินเมล็ดผักหวานป่าสุกที่หล่นลงจากต้น  นี่เองที่เป็นผู้ขยายพันธุ์ผักหวานป่า

สหายธีระกล่าวว่า อีเห็นแผงชอบใช้ชีวิตที่คลุกคลีกับก้อนหินที่มันสามารถจับสัตว์ต่างๆที่หลบซ่อนอยู่ตามซอกหินนั้นๆได้   ชาวบ้านจะจับอีเห็นแผงได้ง่ายๆด้วยวิธีเดินหาแหล่งที่มันถ่ายมูลออกมาว่าอยู่ที่ใด เมื่อพบแล้วก็ หาทางหลบซ่อนคอยมันกลับมาถ่ายมูลในมื้อต่อๆไป  มันเป็นสัตว์ป่าที่มีวินัยที่เมื่อถ่ายตรงไหนแล้วก็จะมาถ่ายตรงนั้นเป็นประจำ  ซึ่งหารู้ไม่ว่าความมีวินัยของเขากลายเป็นจุดที่เขาต้องจบชีวิตลงด้วยมนุษย์เรียนรู้พฤติกรรมนี้และคอยจ้องจับด้วยวิธีต่างๆ เช่น ยิง หรือใช้ตาข่ายดักจับ 

แต่ที่ผู้เขียนต้องการชี้คือ กองมูลของอีเห็นแผงนี้คือแหล่งผักหวานป่าจะขยายพันธุ์ เพราะเมื่อเขาไปกินเมล็ดผักหวานป่ามาก็มาถ่ายที่นี่ และเมื่อฝนตกลงมา สภาพแวดล้อมเหมาะสมเมล็ดผักหวานป่ามีดิน มีปุ๋ยคือมูลของอีเห็น และน้ำฝน เมล็ดก็เกิดต้นผักหวานใหม่ที่ซอกหินแห่งนั้นเอง และเกิดเป็นกลุ่ม หรือกระจุกต้นผักหวานป่าด้วยซ้ำไป นี่คือวงจรธรรมชาติของการแพร่พันธุ์ของต้นผักหวานป่าโดยผ่านอีเห็นแผงตามคำบอกเล่าของสหายธีระ 

มาวันนี้อีเห็นแผงหายหน้าไปจากชาวบ้านนานมากแล้ว  และที่สำคัญสมมุติว่าจะมีอีเห็นแผงหลงเหลือจำนวนมาก เขาก็ไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสเมล็ดผักหวานสุกอีกต่อไปแล้ว เพราะไม่มีเมล็ดผักหวานอีกต่อไป เพราะไม่มีโอกาสโตขึ้นมาอีกแล้ว ใครต่อใครเล่าลือกันถึงความเอร็ดอร่อยของผักหวานป่า โดยไม่ทราบว่ากำลังสนับสนุนให้เกิดการทำลายล้างเผ่าพันธุ์จนหมดสิ้นในอีกไม่นานนี้ (รวมถึงผู้เขียนบันทึกด้วย) 

เราใช้ธรรมชาติมากเกินไป ความสมดุลของเขาลดลงอย่างที่เราไม่รู้ตัว  มัวแต่มุ่งหน้าตักตวงประโยชน์จากเขาอย่างเมามัน  คิดไปก็ไม่อยากกินผักหวานป่าอีกแล้ว ใช่ครับมันไม่ได้แก้ไขที่ผู้บริโภคฝ่ายเดียว  ไม่ใช่พ่อค้าฝ่ายเดียว ไม่ใช่ชาวบ้านฝ่ายเดียว แต่ทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้ละมือครับ 

 รวมเรื่องผักหวานป่าที่นี่ครับ