อนุทินล่าสุด


นักคิดนักเขียนของปวงประชา
เขียนเมื่อ

29-10-2015

เปิดเทอมมาตั้งแต่วันที่ 19 ก็มัววุ่นอยู่กับเรื่องส่วนตัวเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งอาทิตย์ยังไม่ได้สอนอะไรเต็มที่ เด็กบางห้องก็มาเรียนบางห้องก็ไม่มา อาทิตย์นี้แหละเริ่มดีขึ้นทุกห้องมาเรียนครบ ได้สอนเต็มเม็ดเต็มหน่วย นำแผนการสอนมาใช้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ก็ไม่ได้ทำเองหรอก เอาของสำนักพิมพ์มาใช้ ทำตามทุกขั้นตอน จนบางทีก็คิดว่ามันคงไม่ไหวถ้าขืนใช้แผนแบบนี้ต่อไป ควรจะต้องประยุกต์มากเพราะแผนสำนักพิมพ์ เป็นแผนการสอนหยาบ ๆ ที่แทบจะไม่ลงรายละเอียดในการสอนจริง ๆ แต่การสอนตามแผนแม้ว่าจะประยุกต์เองบ้างก็ดีตรงที่เราดูมีหลักมีเกณฑ์ในการสอนมากขึ้น การวัดและประเมินผล ค่อนข้างเห็นผลการวัดที่ชัดเจน เมื่อวานสอนเสียจนเป็นลม วันนี้ว่างเลยได้เวลาผ่อนคลายตัวเอง แต่เรื่องราวในสถาบัน ที่วุ่นวาย เราจากคนที่เข้าไปยุ่งและหาทุกข์ร้อนใส่ตัว วันนี้เราก้าวข้ามไม่สนใจไม่เข้าไปยุ่งจนไม่ต้องร้อนกายร้อนใจเหมือนคนอื่นเขา จะว่าไปก็จริง เลือกจะเดินสายวิชาการ จะไปยุ่งอะไรกับงานสนับสนุนหรืองานบริหารเขา สบายตัวสบายใจตั้งหน้าตั้งตาสอนเด็กให้ดีเถอะ สงสารเค้านะ การศึกษาที่เหลือแค่เศษเดนส่งลงมาสู่ชนบท มันข้นแค้นแสนสาหัส



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
นักคิดนักเขียนของปวงประชา
เขียนเมื่อ

คืนวันจันทร์เข้านอนเที่ยงคืน หลับ ๆ ตื่น ๆ กระทั่งตีสี่ น้ำไม่อาบเพราะน้ำไม่ไหลใช้เวลาขับรถมาสามร้อยกิโลแปดโมงตรง ๆ ก็ถึงที่ทำงานพอดี เดินไปโฮมรูมนักศึกษาเพราะรู้ดีว่าหยุดยาวอย่างนี้คู่หูผมไม่มาแน่ ๆ วันอังคารเป็นวันที่มีสอนมากที่สุดเช้านั้นสี่คาบรวด ไม่ทันได้กินข้าวกลางวันก็ต้องเดินทางต่อไปบรรยายให้ความรู้ที่ เทศบาลท่าเสา กว่าจะเสร็จกิจกรรมการบรรยายจากท่า่เสามาถึงที่ทำงานอีกทีก็สี่โมงเย็นกว่าพายุพัดวูบไปมาก้อนเมฆดำทมึฬข้ามหัวไปข้ามหัวมาแต่ฝนไม่ตก ห้าโมงครึ่งกว่าชวนแจ้ไปกินบะหหมี่ที่โพทะเลความหิวทำให้ซัดไปสองชาม กินแล้วรู้สึกชา ๆ ลิ้นยังไงชอบกลกลับเข้าที่ทำงานอีกครั้งคิดว่าจะเคลียร์งานที่ค้างคา เพื่อนก็ซื้อเอสกับเลย์มาชวนนั่งกิน ก็กินไปไม่มากมาย อยู่ดี ๆ ใจก็เต้นตึ๊บๆๆๆๆๆ ถี่ขึ้นๆ ตัดสินใจชวนเพื่อนไปโรงพยาบาลโดยที่เราขับรถเองไปถึงแจ้งอาการ บุรุษพยาบาลมาจับชีพจร จากนั้นคำพพูดที่เหมือนเป็นรหัสลับอะไรซักอย่างก็ดังขึ้น "คนไข้มีลุ้นเลย" จากนั้นอุปกรณ์ต่าง ๆ นานาก็รุมกันเข้ามาที่ตัวผมเกาะตรงโน้นแปะตรงนี้เสียงเครื่องมือแพทย์ทำงานให้วุ่นวายดังปี๊ดป๊าด แครก ๆ ฟูดฟาด ไปรอบตัวผม แพทย์พยาบาลสี่ห้าคนรุมผมอยู่ในห้องฉุกเฉิน ผมตกอยู่ในสภาวะยอมจำนนกับวิธีการและเครื่องมือเหล่านั้น ผมพยายามถามว่าไอ้นี่อะรที่แปะที่อกผมได้นั่นอะไร ดูเหมือนเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ไม่อยากบอก ทำนองว่า "จะรู้ไปทำไม" แพทย์ซักอาการผมหลายอย่างคำตอบของผมทำให้หมอยากจะเดาว่าเป็นอะไร หมอสั่งฉีดยาผมเข็มนึง และให้ยาอีกหนึ่งเม็ด ได้ความว่าหัวใจเต้น 140 ครั้งต่อนาที ความดัน 180 90 ผมต้องนอนดูอาการในห้องสังเกตุอาการอยู่เกือบสองชั่วโมง เมื่อหัวใจเต้นลดลง ผมจึงได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระ ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรแต่วันนี้ผมต้องรักษาสภาพกายในให้สงบมากขึ้นเพราะกลัวใจเต้นเร็วอีก 



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
นักคิดนักเขียนของปวงประชา
เขียนเมื่อ

เมื่อคืนต้องเรียกได้ว่าตื่นมากลางดึกไม่ใช่คอบอลสาบานจริง ๆ ว่าไม่ใช่ แต่ได้มาดูเยอรมนี ฟาดแข้งกับ อาเจนติน่าอย่างสูสี เป้นการดูฟุตบอลที่ไม่มีเสียงรบกวนใครจริง ๆ เพราะกล่องดาวเทียมดูอะไรไม่ได้เลย ไม่ได้เลยตั้งแต่ กสทช.เริ่มปรับประเทศนี้เข้าสู่ทีวีดิจิตอล จากที่เคยดูได้เกือบสามร้อยช่อง บวกกับหัวดาวเทียม Nss 6 ที่ลงทุนติดเพิ่มอีกหนึ่งหัวดูได้อีกยี่สิบกว่าช่อง พอมีทีวีดิจิตอล ดุอะไรไม่ได้เลย เหลือแค่ช่องสามกับช่องเจ็ดที่เป้นอนาล๊อก เมื่อคืนช่องเจ็ดอนาล็อกไม่ถ่ายทอดทางดาวเทียม ต้องไปดูช่องเจ็ดจากเสาหนวดกุ้ง มีแต่ภาพไม่มีเสียง ผลสรุปก็คือ เยอรมนีชนะไปช่วงต่อเวลา 1-0 นักเตะมีวินัยมาก อันนี้เรื่องจริง ตื่นเช้ามาก็เลยอ้อยอิ่งสักเก้าโมงขับรถออกไปหากาแฟกินก่อนจะกลับเข้ามานั่งอ่านหนังสือแปลไทยเรื่องราวเกี่ยวกับ แนวคิดของ มิเชล ฟูโกต์ ที่จริงก็อ่านฟูโกต์ภาษาอังกฤษมาหลายเล่มแล้วหล่ะ แต่อยากหาอ่านภาษาไทยมั่ง ผลที่ได้คือ.... ไม่ได้อะไรเลยเป็นงานแปลที่อ่านยากมาก มากกว่าอ่านภาษาอังกฤษ ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าจะต้องแปลให้ภาษาวิลิสมาหลาทำไม แต่วันนี้ก็ได้นอนเต็มที่นะ ชาร์จพลังไปสอนหนังสือ พรุ่งนี้ไง



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
นักคิดนักเขียนของปวงประชา
เขียนเมื่อ

เมื่อคืนนอนบ้านกะแม่ กว่าจะหลับจริง ๆ ก็เที่ยงคืนกว่าตั้งแต่เขาปิดวิทยุชุมชนคนแถวบ้านผมก้ต้องดูแต่โทรทัสน์กะหาเกาะคลื่นวิทยุ เอเอ็ม ผมเลยไม่มีวิทยุฟังด้วยความที่บ้านหลังไม่ใหญ่มาก หญิงสาวของผมอาศัยนอนห้องนอนของหลานสาว ผมเลยมากางมุ้งนอนที่ "นอกกะชาน" แต่ยิ่งดึกลมยิ่งเย็นได้ใจพัดลมแอร์คอนดิชั่นอะไรก็จะมาสู้ลมริมแม่น้ำป่าสักบ้านผมไม่ได้จริง ๆ ก่อนนอนได้ยินเสียงหมาหอนกันเกรียวดังรับต่อเนื่องกันจากคุ้งน้ำสู่คุ้งน้ำ ในใจผมคิดว่าก็คงไม่แปลกถ้ากลางคืนวันเพ็ญบรรดาพลังงานที่มีอยู่เขาจะออกมาหาส่วนบุญส่วนกุศล แต่ผมเลือกเปิดไฟ นอนดีกว่าอย่างน้อยเห็นกันแจ้ง ๆ ก็ดีกว่าจินตนาการเอาในความมืด เช้ายังไม่ทันหกโมงทั้งพี่ ทั้งแม่ทั้งหลานก็เดินผ่านนอกกะชานกันให้ขวักไขว่ เป็นอันว่าต้องตื่นโดยปริยาย ขับรถพาแม่ไปวัดพร้อมกับหลานชายและหญิงสาวของผม ไปถึงวัดแม่ก็ชวนไปนมัสการ "หลวงพ่อโต" ท่านเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือบนบานศาลกล่าวสิ่งใดก็ให้นำเอาประทัดมาจุดถวายก็จะเป็นสมความมุ่งมาดปรารถนากันไปทุกราย อันที่จริงผมเองก็มีความผูกพันธ์กับองค์หลวงพ่อท่านไม่น้อยเพราะตั้งแต่เล็กจนโตหลวงพ่อท่านนั่งอยู่ในวิหารแบบว่าตรงข้ามหน้าบ้านของผมมาโดยตลอดเรียกว่าความกลัวผีจะหาย ๆ จาง ๆ ก็เมื่อนึกถึงท่าน เมื่อประมาณปี 2535 ก็ 22 ปีที่แล้วที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวิหารถวายหลวงพ่อท่านหลังจากที่ท่านต้องทนนั่งในวิหารหลังคาสังกะสี่เก่า ๆ พังๆ มาหลายปี ที่จริงหลวงพ่อท่านเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยลงรักปิดทองพุทะลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปที่ชาวจีนชอบสร้างไว้ริมแม่น้ำซึ่งเป็นทางเดินค้าขายเรียกกันว่าซำปอกง อย่างที่วัดพนัญเชิง อยุธยา หรือแม้แต่พระหลวงพ่อโตในอุโบสถวัดสังฆทาน ซึ่งแต่เดิมใครไปได้เห็นพุทธลักษณะก่อนมีการห่อหุ้มองท่านด้วยการลงรักปิดทองก็จะรู้ว่าคล้ายๆ กัน ด้วยความที่พื้นฐานบ้านเกิดผมเป็นชุมชนที่เป็นชุมทางค้าขาย เป็นชุมชนที่เป็นตลาดเก่าที่มีความยิ่งใหญ่มากในอดีต นั่นก็คือตลาดอรัญญิก ทำให้ผมสัณนิษฐานไม่ได้ยากเลยว่าหลวงพ่อโตน่าจะเกิดจากชาวจีนที่ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างองค์พระปฏิมาขึ้นเพื่อเป็นที่เคารพสักการะของชาวจีนที่มาพักแพค้าขายที่ตลาดอริญญิกและบริเวณนี้ ท่านจึงชอบประทัดอันที่จริง ตลาดอรัญญิกที่ผมพูดถึงมีคนหลายชนชาติหลายเชื้อเผ่าพันธ์ เป็นอยู่คือ ผสมผสานปนเปกัน จะเรียกให้เท่ห์ ๆ ก็มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธ์อะไรทำนองนั้น เพราะที่นี่มีทั้งคนไทยดั้งเดิม คนจีนที่เรียกว่าเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีนจริง ๆ คนลาว ซึ่งเป้นลาวเวียงจันท์ที่ยกครัวมาเมื่อครั้งเจ้าอนุวงศ์แพ้ศึกในสมัยร . 3 และมี "แขก" ซึ่งเป้นภาษาพื้นบ้านตรงนั้นที่ใช้เรียกชาวมุสลิมที่ตั้งรกรากกันอยู่หลายร้อยหลังคาเรือน 

เขียนไปเขียนมาจะไม่ใช่อนุทินแล้ว กลับมาที่เรื่องราวที่อยากบันทึกดีกว่า ก็ไปทำบุญที่วัด ขากลับได้เลยไปตักบาตรดอกเข้าพรรษาที่วัดพระพุทธบาท ใจจริงก็อยากพาแม่ไปเที่ยวแต่อีกทีมาคิดว่าเอ๊ะ เราพาแม่ไปลำบากหรือเปล่านะ เพราะแม่ก็เดินไม่ค่อยสะดวกเท่าที่เคยเดิน แต่ก็เป็นโอกาสอันดีที่แม่ได้ไปใส่บาตรดอกไม้และได้ซื้อเม็ดเดือยธัญพืชที่แม่ชอบเอามาทำขนมในหลายครั้งหลายโอกาส ยอมรับว่าขับรถกลับมาด้วยความปวดหัวอย่างมาก ดุเหมือนว่าโรคความดันโลหิตสูงคงจะกวักมืออยู่ไหว ๆ แต่ผมจะไม่ยอมให้อำนาจของความรู้ทางการแพทย์มาจัดการกับผม ไม่ให้ความรู้ใด ๆ มาบ่งบอกว่าผมเป็นนั่นนี่โน่น ผมว่าคติแบบ"ตายก็ฝัง ยังก็เลี้ยง" เป็นคติที่ไม่สยบยอมให้การแพทย์มาจัดการ้วยอำนาจของความรู้กับตัวเรานี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีสุนทรียะไปอีกอย่าง กลับมานอนสักพักหัวก็หายปวด ตื่นมาเตรียมเดินทางกลับ หญิงสาวของผมเดินทัวร์สวนหลังบ้านกะแม่ ดูต้นนั้นต้นนี้กันไปเรื่อย เลยได้หน่อไม้มาสองหน่อ ใบย่านางหอบนึง เห็นหญิงสาวของผมเธอว่าอยากจะเอามาทำต้มปลาร้าหน่อไม้กินเองเพราะไปกินฝีมือแม่ผมที่ทำไปวัดแล้วเหลือติดก้นหม้ออยู่เมื่อวาน  แต่ไม่รู้สูตร ผมเลยโทรไปถามเคล็ดลับจากแม่ คิดว่า พรุ่งนี้คงได้กินต้มปลาร้าหน่อไม้สูตรแม่ผมที่หญิงสาวของผมลงมือทำเองนะ อ้าาาาาา นี่หล่ะ ๆๆๆๆ การถ่ายทอด Tacit Knowledge



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
นักคิดนักเขียนของปวงประชา
เขียนเมื่อ

วันนี้เดินทางกลับมาที่บ้าน ต้องเรียกว่าบ้านเกิด ถึงแม้ว่าที่เกิดจริง ๆ คือโรงพยาบาลราชวิถี แต่สี่ห้าวันหลังจากเกิดก็ลงเรือกลับมาเติบโตที่บ้านนี้ บ้านที่แม่รออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำให้อยากเห็นเมืองโบราณ อย่างน้อยก็อยากเห็นบริเวณที่ว่ากันว่าเป็นพระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์ อยากเห็นพลับพลาที่ในหลวงรัชกาลปัจจุบันเคยใช้ประกอบพระราชาพิธีครองราชย์เท่ากับพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อหลายสิบปีก่อน แม่เคยพาไปรอเฝ้าพรเจ้าอยู่หัวจำได้ว่าวันนั้นได้เห็นพะองค์ท่านอยู่ไกล ๆ แต่ที่ใกล้มาก ๆ ใกล้สุด ๆ คือพระองค์โสม กับสมเด็จพระเทพ นั่นคือเรื่องราวหลายปีก่อน ตอนแม่ยังต้องจูงมั่งอุ้มมั่ง ขับรถย้อนไปทางตลาดหัวรอที่ที่แม่เคยพามาซื้อเสื้อผ้าไปตัดชุดนักเรียนอยู่เป็นประจำ มองซ้ายขวาหน้าหลัง อยส. เรือนจำเก่า โรงเรียนจอมฯ วังจันทร์ ต่อเรือ มาเลี้ยวขวาเข้าตลาดเจ้าพรหม ชมบรรยากาศเก่า ๆ ที่เคยเคยเดินเคยกินเคยจับจ่ายใช้สอยกับแม่อยู่แถวนั้น แม้แต่ตอนป่วยไข้ แม่ก็ไม่รีรอที่จะพามาคลีนิกรวมแพทย์ตลาดเจ้าพรหม ทั้งราคาก็สูงกว่าโรงพยาบาลเบิกก็ไม่ได้ แต่ทันใจหายไวทุกที ผ่านท่ารถเจ้าพรหมวิ่งมาออกคลองไส้ไก่ หรือที่เขาเรียกว่าคลองมะขามเรียงในปัจจุบัน เลี้ยวซ้ายอีกทีเข้าถนนโรจนะข้ามสะพานพระนเรศวร ผ่านวงเวียนเจดีย์วัดสามปลื้อม แล้วมาเลี้ยวซ้ายออกทางโรงแรมแกรนด์ เพราะอยากไปดูว่าหลายคนเขาบอกมันกลายเป็นถนนโลกีย์ ตราบาปของคนอยุธยา ก็พบความจริงว่ามีแต่ร้านเหล้าบาร์เบียร์ที่มีแต่ความกระหายหื่นจนไม่แปลกที่ถนนเส้นนี้ได้สร้างมลทินให้กรุงเเก่า อย่างน่าอับอาย จากนั้นก็ออกสายเอเชียกลับมาบ้าน แม่นั่งถักตระกร้าอยู่ใต้ถุนบ้าน ห้องน้ำที่พี่สาวคนโตอุตสาห์สร้างเพื่อความสะดวกสบายในการทำกิจวัตรของแม่ได้เสร็จอย่างสวยงาม ลมเย็น ๆ พัดจากแม้น้ำป่าสักทำให้ความร้อนอบอ้าวกระจายออกไป วันนี้ผมรู้สึกได้กลิ่นอายที่มันห่างหายกลับมาอีกครั้งกลิ่นอายรักที่อบอุ่นละมุนละไม ผมจะจำภาพนี้ไว้ไม่ลืมเลือน



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
นักคิดนักเขียนของปวงประชา
เขียนเมื่อ

ตื่นมาแต่เช้านาฬิกาชีวภาพ ปลุกตามเดิม ตั้งใจไปให้ความรู้หน้าแถวเคารพธงชาติเรื่องวันอาสาฬหบูชา กับวันเข้าพรรษาสักนิด พลันหันไปเจอเรื่องราวที่เป็นอันต้องว่ากล่าวตักเตือนนักศึกษา สุดท้ายนักศึกษาที่ทำตัวโจ๋ เป็นจิ๊กโก๋ท้ายซอย ถ้าเราคุยกะเขาดี ๆ อบรมด้วยความตั้งใจแม้จะต้องใช้วิะีหนักบ้างเบาบ้างสุดท้ายความแข็งกระด้างที่อยู่ภายนอกก็แตกสลายกระจายออกกลายเป็นน้ำตา สำหรับผมนับครั้งไม่ถ้วนที่เจอนักศึกษาที่ออกท่าทางวางนักเลง มานั่งร้องไห้โฮแสดงถึงหัวใจข้างในที่ปราะบาง หลายครั้งหลายคนหัวใจเปราะบางเพราะไม่ไเคยได้รับความรักอะไรจากใครมาก่อน ในยุคที่มีแต่เงิน พ่อแม่ปู่ย่าตายายอาจประเคนนาฬิกาหรูราคาแพง สร้องคอทองคำ รถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ ให้มากมายเพราะมั่นใจว่านั่นคือความรักที่จะมอบให้อย่างอุตสาหะพยายาม แต่วัตถุพวกนั้นมันก็แค่สร้างหน้ากาและเกราะกระดองข้างนอกให้อหังการ์ก้าวร้าว 

ผมไม่ใช่คนดีครูดีอะไร แต่ก็มีวิธีของผมที่จะกระเทาะร่อนเปลือกหนา ๆ ของเด็กพวกนี้ออกมาโดยไม่ต้องตี ไม่ต้องลงโทษไม่ต้องทำร้ายทำลายเขา เพียงแค่พูดขู่บ้างปลอบบ้างเสียงดังบ้างเบาบ้าง ในที่สุดเราก็รู้ว่าที่แท้ด็กพวกนี้ต้องการความรัก ท้ายสุดของสงครามระหว่างผมกับนักศึกษาที่วางท่านักเลง มักจบลงด้วยการโอบกอดปลอบประโลมให้กำลังใจ ที่เหลือก้คือเขาจะได้คิดกับบทเรียนของชีวิตวันนี้ที่มอบให้ไป ว่าเขาจะปรับท่าทีเพื่อเดินหน้าชีวิตไปในทางที่ไม่โลดโผนอันตรายอย่างที่เคยเป็นมาหรือเปล่า ที่เหลือคงต้องค่อย ๆ ขัด ค่อย ๆ ถู ให้ดูดีคนเป็นครูทุกคนก็คงต้องช่วยกัน

บ่ายวันนี้ก็ตามกำหนดการเดิมไปถวายเทียนวัดท่าบัว ปีนี้งานกิจการนักศึกษาเตรียมให้นักศึกษาเป้นตัวแทนกล่าวคำนำถวายทั้งหมด ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี แม้จะติดขัดบ้างแต่ผมก็คิดว่าระเบียบพิธีการขั้นตอนพวกนี้ ค่อย ๆ ฝึกค่อย ๆ หัดก็จะมีคนเรียนรู้และสามารถทำด้อย่างราบรื่นและเรียบร้อย กลับมานั่งรอคณะวิชาอื่น ๆ กลับจากวัดอื่น ๆ เพื่อประชุมประจำเดือนของวิทยาลัย เสร็จแล้วคงเดินทางสู่ กทม. "ติ๊ก" กับ "Shela" ไปลงนครสวรรค์ด้วย



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
นักคิดนักเขียนของปวงประชา
เขียนเมื่อ

อีกครึ่งวันของวันนี้ ใช้เวลาไปกับการสอนวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมให้กับนักศึกษาสาขาบัญชี ปีที่ 2 รุ่นนี้เป็นรุ่นที่เรียนหลงหลักสูตรทั้งที่ผมกะ "เชิด"ก็เตือนฝ่ายวิชาการแล้วเตือนอีก ว่าตอนนั้นต้องเปลี่ยนหลักสูตร แต่ก็ไม่เปลี่ยนรั้นดื้อกันหัวชนฝา สุดท้ายมาพลิกตัวอีกทีก็ไม่ทันกินไม่ทันกาล สรุปนักศึกษารุ่นนี้เรียนบางวิชาฟรีไปต้องมาเรียนตามหลักสูตรใหม่ในปีที่  2 แต่ถามว่าได้สอนอีกก็มีความสุขเพราะความรู้ที่มีมันสดใหม่เสมออีกอย่างหลักสูตรใหม่เขาก็มีเรื่องหน้าที่พลเมืองเพิ่มเติมเข้ามา ก็ทำให้เนื้อหาต่อจากครึ่งเทอมหลังนี่จะยิ่งเข้มข้นน่าติดตาม ผมเองก็เห็นว่านักศึกษาเรียนกะผมในวิชาที่แสนจะน่าเบื่อก็ไม่เห็นหลับกันซักคน อย่างวันนี้ต้องหาหลักฐานไปยืนยันการอธิบายเรื่องปฏิทินจันทรคติ ไม่น่าเชื่อลูกไทยหลานไทยชาวพุทธ เดี๋ยวนี้ไม่รู้จักวันโกนวันพระ ไม่รู้ข้างขึ้นข้างแรม ....

เรื่องของเรื่องคือในระหว่างที่พวกเขากำลังหาคำตอบว่า วันเข้าพรรษาตรงกับวันขึ้น - แรม ที่เท่าไหร่ เดือนไทยเดือนที่เท่าไหร่ ในหนังสือที่พวกเขาค้นบอกว่าอาสาฬหบูชาตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ส่วนเข้าพรรษาเป็นแรม 1 ค่ำเดือน 8 บางคนก็เถียงว่า หนังสือน่าจะเขียนเดือนผิด ระหว่างที่เขากำลังสนทนาก้พลันได้ยินเสียงลอดมาว่า "อาจารย์ปริชัยบอกว่าอย่าเชื่อตำรา กูว่าหนังสือเขียนผิด ก็อาสาฬหะมันขึ้น 15 ค่ำเดือนแปด รุ่งขึ้นมันแรม 1 ค่ำ ก็ต้องขึ้นเดือน เก้าสิ" อีกคนก็ว่า..."มันจะเดือนเก้าได้ไง นี่เพิ่งกรกฎา ต้องเดือนเจ็ด"  กว่าผมจะหาข้อมูลมาโต้กับนักศึกษาผมได้ต้องวิ่งเข้าวิ่งออกห้องพักครูเพื่อค้นเน็ตไปยืนยันเป็นหลักฐานเสียหลายรอบ สุดท้ายก็ได้ทิ้งท้ายเรื่องรากฐานความคิดของการถวายเทียนจำนำพรรษา ที่ผมก็พยายามค้นคว้าหามาเพื่อเพิ่มศรัทธาให้แก่นักศึกษาของผมที่ต้องถูกบังคับให้ไปแห่เทียนกันทุกคน ผมก็ยกเอาเรื่องกุศลกรรม และวิบากของกุศลกรรม ที่เคยแอบฟังสถานีโทรทัศน์ถิ่นกาขาวของอาจารย์ สัญชัย พรหมฤาษี มาเล่าให้พวกเขาฟังว่าอย่าคิดว่าแค่เดินไปถวายเทียนที่วัดแล้วจะได้บุญง่าย ๆ เราต้องรู้ด้วยว่าบุญนั้นมีที่เกิดที่มาที่ไป และเป็นผลวิบากในอนาคตอย่างไร แหม่ ผมกลับพบว่าเวลาเราเล่าเรื่องแบบนี้ให้นักศึกษาฟังเขาก็สนใจไม่แพ้เรื่องผี ๆ หรือเรื่องเพลง ๆ เหมือนกันไอ้ที่ว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้จักบาปบุญคุรดทษเนี่ยะ ผมชักสงสัยว่าเด็กไม่รู้หรือผู้ใหญ่ไม่เล่า ที่ผู้ใหญ่ไม่เล่าเพราะทำบาปกันจนเคยตัวกลัวที่จะเล่า เพราะผมเองก้เล่าถึงวัฏฏะสงสาร 31 ภูมิให้เด็กฟังทีไรก็ให้เสียวไส้ทุกที นึกในใจว่าเราเองจะจองนรกขุมไหนเนี่ยะ แต่ผมก็ยังสอนนะ สอนเรื่องบาปบุญคุณโทษย้ำให้เด็กเราได้รู้ไปให้มากขึ้น ๆ นั่นแหละ  เป้นเพราะเราให้ทุนนิยมกะวิทยาศาสตร์ครอบการศึกษาและศาสนาของเราไปสิ้น เราจึงเอาเหตุผลไปนำหน้าศรัทธาโดยที่ วาทกรรมแบบผีสางนางไม้ ยังครอบสังคมไทยอย่างแนบสนิท ศาสนาที่เคยเป็นคำตอบของสังคมเป็นที่ยึดที่เหนี่ยวของคนก็ถูกทำให้เป็นวิทยาศาสตร์ จนในภาวะจิตใจที่ล้มเหลวหาอะไรยึดไม่ได้ หรือเปล่านี่คือคำถาม 

สอนเสร็จรีบขับรถไปส่ง "แจ้"กลับพิษณุโลกโอฆบุรีสองแคว รอรถประจำทางอยู่สองชั่วโมงครึ่ง ระหว่างนั้นเกิดอุบัติเหตุ รถมอไวค์เชี่ยวคนเดินถนน คนเดินถนนไม่เป้นไร คนขี่มอเตอร์ไซค์ก็ไม่เป็นไร แต่คนซ้อนเป็นคุณยายอายุสักเจ็ดสิบ ลอยละลิ่วไร่วงกลางถนน หน้าฟาด ฟุบกับพื้น สลบไปครู่นึงก่อนที่จะมีคนปลุกให้ตื่น ทหารที่ตั้งด่านตรวจบริเวณนั้นออกมาช่วยและนำส่งดรงพยาบาล กลับมาแวะสนทนากับอาลีแขกขายโรตี ได้ความรู้มากมายเรื่องศาสนาอิสลามกับการถือศีลอด การดุพระจันทร์เพื่อประกาศเดือนรอมฎอนที่สงสัยมาช้านาน รวมไปถึงคำสอนที่สูงค่าเรื่องการอ่านคัมภีร์อัลกูรอ่าน และการดูแลทำความสะอาดเรื่องกายเพื่อชำระให้บริสุทธิ์ 

กลับมานั่งกินบะหมี่น้ำ กะโรตี คงอ่านหนังสือต่อแล้วเข้านอน 



ความเห็น (2)

คงสอนสนุกนะคะ มีเรื่องเล่าเยอะดี

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
นักคิดนักเขียนของปวงประชา
เขียนเมื่อ

ตื่นเช้าขึ้นมาวันนี้เวลาเดิม ๆ หกโมงกว่า ๆ นาฬิกาชีวภาพทำงานตามปกติ อยากจะนอนอ้อยอิ่งบนเตียงสักพัก แต่ท้องไส้กร้องทักให้สลัดผ้าห่มลุกจากที่นอน ทำกิจวัตรตามปกติ อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็อธิษฐานกับพระเจ้าก่อนออกมาจากบ้านพักครู วันนี้มีสอน สิบโมงครึ่งไม่ต้องเร่งรีบนั่งเช็คเมลล์เช็คเฟสสักพักก็ดินไปเซ็นต์ชื่อ หากาแฟกินที่ห้องนโยบายและแผน เก้าโมงผู้ใหญ่ก็เรียกหา ทีแรกก็ว่าจะลีลาไม่อยากไปพบเพราะกลัวโดนด่า ก็งานที่ท่านสั่งไว้ทีแรกยังไม่ได้ทำเลย  แต่ก็นะเวลาเราอยากได้พบอยากปรึกษาท่านก็ให้พบได้ไม่รีรอ เลยปั่นจักรยานข้ามไปนั่งคุย แต่ก็นะ ได้งานมาเลยงานชิ้นนี้คงต้องทำเป็นงานวิจัย แล้วอีกอย่างทำคนเดียวไม่ได้คงต้องหาทีมงานมาช่วย คงเป็นชิ้นสุดท้ายแหละที่จะทำให้ที่นี่ อ่อเมื่อเช้าตื่นมาได้ข่าวเยอรมนี จัด บราซิลไป 7 ต่อ 1 ล็อกถล่ม คนบราซิลเป้นบ้ากันไปเลย รักมากหวังมากผิดหวังก็เจ็บช้ำอย่างนี้แหละนะ

พรุ่งนี้สอนแค่ครึ่งวัน บ่ายโมงไปตากแดดแห่เทียน ปีนี้โดนจัดให้ไปวัดท่าบัว คงไม่พ้นแนวเดิม ถวายเทียนแล้วทำความสะอาดวัด บางทีก็เกิดคำถามโง่ ๆ ขึ้นในหัวเหมือนกันว่าการแห่เทีย ถวายเทียน กวาดลานวัด นี่มันคือการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรมแล้วใช่ไหม เราตีค่าตีความเรื่องศิลปะวัฒนธรรมกันแบบกำปั้นทุบดินไปหรือเปล่า เรารู้จักศิลปะ วัฒนธรรมอย่างแท้จริงกันแล้วหรือไม่เราทำนุบำรุงกันถูกเรื่องหรือเปล่า การถวายเทียนจำนำพรรษารากแท้มันอยู่ตรงไหน ผมยอมรับว่าจนปัญญาหาคำตอบไม่ได้เพราะตอนเป็นนักเรียนนักศึกษา ครูบาอาจารย์ก็ทำให้เห็นแค่นี้แค่ที่ผมจะเห็นพรุ่งนี้หล่ะ แล้วจะทำอย่างไร ให้มันเป็นการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมจริง ๆ ไม่ใช่แค่กิจกรรมที่ทำเพื่อถ่ายรูปไว้ให้ สมศ มาประเมิน



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
นักคิดนักเขียนของปวงประชา
เขียนเมื่อ

เป็นวันแรก ที่เปิดใช้อนุทินในโกทูโน วันนี้ตื่นเช้ามาก็พยายามเคลียร์สิ่งต่าง ๆ ให้สบายอกสบายใจ ยอมรับว่าในภาวะนี้มีความกังวลใจหลายเรื่องไม่คลายจริง ๆ แต่อย่างไรเสียก้เชื่อว่าพระเจ้าอยู่กับเรา พระเจ้าพาเราข้ามห้วงหาวเหินหนมาหลายอย่างหลายปัญหาแล้ว พระเจ้าทรงสถิตย์ในเรา เราเป้นวิหารของพระเจ้าจอมโยธา ความเชื่อนี้ใครว่าเป็นเรื่องงมงายหรือไร้สาระก็มองไปเถอะ แต่เราเห็นผลจริงประจักษ์แก่ใจมาเยอะแล้วว่าพระเจ้าทรงประทับอยู่ในเราจริง ๆ ก็ในเมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล มีอำนาจทรงพลังชุดหนึ่งแน่ๆ ที่สร้างสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ขึ้น และอำนาจนั้นยังคงอยู่ และอำนาจพลังนั้นก็อยู่ในทุกสรรพสิ่ง ไม่ผิดหรอกที่เราจะเชื่อว่านั่นคือพระเจ้า วันนี้ตั้งใจแล้วว่าจะไม่เอาปัญหาใด ๆ มารกสมอง ที่ผ่านมาเพราะอยากให้นั่นดน่นนี่เป็นดั่งใจปรารถนาก็เลยเข้าไปคลุกเคล้าเกี่ยวข้องจนต้องปวดหัวเจ็บใจ ทุกข์ทรมาน วันนี้จะปล่อยให้ทุกสิ่งอย่างผ่านมาผ่านไป ไม่วิพากษ์ไม่วิจารณ์ เพราะทุกสิ่งย่อมเป้นไปตามน้ำพระทัย ฮาเลลูยา สรรเสริญพระนามพระเจ้า พระเยซูคริสต์ เอเมน



ความเห็น (2)

พระเจ้าอยู่กับเราทุกลมหายใจเข้าออก.. เพียงแต่จะสัมผัสได้มากน้อยและเกิดจิตสำนึกมากเท่าไหนแค่นั้น.. และนามขานเรียกต่างกัน..ไม่แปลกเลย เหมือนแม่ ชื่อแต่ละที่ก็เรียกไม่เหมือนกัน..ความหมายเดียวกัน..

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี