วันที่ 31 พฤษภาคม 2550
บันทึกวันนี้เริ่มด้วยความรู้สึกแปลกๆครับ มีใครเคยรู้สึกเหมือนผมบ้างว่า เวลาเราเขียนปี พ.ศ. แล้วรู้สึกแปลก แปลกยังไงหรือครับ จู่ๆผมก็มีความรู้สึกกระชากใจขึ้นมาในบัดดลว่า นี่ปี 2550 แล้วหรือ เมื่อปี พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นปีที่กรุงเทพมีอายุครบ 200 ปี พ่อซื้อทีวีสีเป็นเครื่องแรกเข้าบ้าน ตอนอยู่ชั้น ม.1 ยังเป็นปี 2527 อยู่เลย ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีความรู้สึกเท่าไหร่นัก จำได้เลาๆว่า ป.6 ยังงงงงอยู่เลยว่าสอบเข้าม. 1 ได้อย่างไร ป.5 ได้เต้นประกอบเพลงหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือในวันเด็ก ได้มีโอกาสถือพานวันไหว้ครู 3 ครั้ง ในปี 2533 ได้เข้าเป็นนักศึกษาแพทย์ที่สงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นรุ่นที่ 18 เท่าอายุพอดิบพอดี เพราะคณะแพทย์ตั้งขึ้นมาในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นปีเกิด ในปี พ.ศ.2538 เป็น extern ที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช และเป็นปีที่เพื่อนสนิทเปลี่ยนมาเป็นแฟน และมาเป็นแม่ของลูกสาว 2 คนในปัจจุบัน ปีพ.ศ. 2539 เป็น internและแพทย์ใช้ทุนที่สงขลานครินทร์ ปี พ.ศ. 2543 เป็นอาจารย์สูตินรีเวชที่สงขลานครินทร์ ได้ลูกสาวคนโตเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2544 ลูกสาวคนเล็กมาเมื่อ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2548 นี่เป็นปีพ.ศ. 2550 แล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ไม่ได้กลัวแก่ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากลัวตายหรือไม่ แต่รู้สึกเหมือนกับว่าผมยังไม่ได้ทำงานอีกตั้งหลายอย่าง เป็นต้นว่า เคยอยากเขียนเรื่องราวการเรียนหมอ อยากเขียนหนังสือวิชาการ อยากไปเที่ยวอีสาน อยากไปหลายอย่างจริงๆ แต่ก็ยังไม่มีโอกาส <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> วันนี้เป็นวันวิสาขบูชาของโลก (ยกเว้นที่มาเลเซีย เขามีวัน Vesak day ในวันที่ 1 พฤษภาคม) ที่สิงคโปร์เป็นวันหยุดราชการ ผมไป round แทนเพื่อน fellow คนอื่นๆ เพื่อที่ในวันเสาร์และอาทิตย์จะได้ไม่ต้องไป ที่นี่เขาดีอย่างหนึ่งตรงที่ว่า ในวันหยุดก็ผลัดกันไป round ไม่ต้องไปทุกคน ให้พักผ่อน ผมก็เลย round กับคุณหมอมะลิ ที่วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่อยู่หน่วย urogynaecology พรุ่งนี้เธอจะหมุนเวียนไปอยู่หน่าวยมะเร็งนรีเวชแทน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ผมนัดกับเพื่อนหมอคนไทยอีก 3 คนเพื่อที่จะไปวัดไทย อยากจะบอกว่า ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเข้าวัดนัก ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใด สมัยเด็กๆอาจจะเป็นเพราะกลัวผี แต่โตขึ้นกลับรู้สึกเบื่อๆแทน หลายวัดที่เคยไปมาไม่ได้ทำให้ศรัทธาในพุทธศาสนาของตัวเองแรงกล้าขึ้น ยังแต่จะทำให้รันทดเสียมากกว่า เลยตัดสินใจไม่ไปแทน มีเรื่องตลกในชีวิตของตัวเอง เด็กผมเคยไปวัดกับพ่อ (น่าจะเป็นงานศพ) ผมถามพ่อว่า ทำไมพ่อไม่พนมมือไหว้พระเวลาพระสวด พ่อตอบว่า พ่อฟังไม่รู้เรื่อง เออจริงด้วย พระพูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ จากนั้นมา ผมก็ไม่เคยไหว้พระเวลาพระสวดอีกเลยจนบัดนี้ (แต่เป็นพุทธศาสนิกชนนะครับ) จวบจนวันหนึ่ง ผมพาลูกสาวไปงานศพเช่นกัน ลูกสาวถามผมว่า ทำไมคุณพ่อไม่พนมมือ ผมก็ตอบว่า พ่อฟังไม่รู้เรื่อง และเหมือนกระจกเงา ตอนนี้ลูกสาวก็ไม่พนมมือไหว้พระเวลาพระสวดเหมือนกัน เป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออกจริงๆ ขวางคลองดีไหมครับตระกูลนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เรื่องไปวัดวันนี้ไม่ใช่ความคิดผม แต่ความคิดของพี่โต้ง ซึ่งปรากฏว่าวันนี้พี่โต้งไปอย่างหมออาลัยตายอยากมาก เนื่องจากเมื่อคืนคุณหมอ MO ของโรงพยาบาลที่เรียนชวนกันไปฉลองวันหยุด เลยกินเบียร์ไปมากโข มารู้ตัวว่าเมาก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว ดังนั้นเช้ามาจึงมึนตึ๊บ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> วัดนี้ผมพยายามมองหาชื่อแต่ก็ไม่เห็น อยู่ในแถวใกล้โรงพยาบาล SGH ชนิดที่เดินไปเพียง 10 นาทีก็ถึงแล้ว คนมากเหลือเกิน ต้องเข้าแถวกันเข้าวัด ผมไม่เห็นคนไทย เพราะมีแต่คนจีนเดินเวียนเทียนเต็มไปหมด (ตอนเที่ยงๆเลย) ข้างวัดก็จะมีแผงขายพระตั้งอยู่ จตุคามรามเทพก็มีให้เห็นที่นี่ ดังจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เสร็จจากเข้าวัด พี่โต้งขอลาไปนอน เหลือแต่ผม เซี้ยงและหนุ่ม เดินเที่ยวกันต่อจนกระทั่ง 17.30 น. จึงแยกย้ายกันกลับ
สวัสดีค่ะคุณหมอ..ธนพันธ์ ชูบุญ
ขอบคุณค่ะ
ทำให้นึกย้อนอดีต เข้าเรียน ประถม มัธยม
เรียนแพทย์ แต่งงาน มีรูมเมทที่รัก
มีลูก 3 คน
เร็วจังเนาะ
เพื่อนรุ่นเดียวกันค่ะ เขาบอกว่า เวลานี่โหดร้ายสุดเลย
มันไม่ให้โอกาสใครซ้ำ
แต่ผมกลับไม่เคยคิดว่า เวลาเป็นเรื่องที่โหดร้ายที่สุดเลยครับ
ถ้ามันโหดร้ายจริงอย่างที่เขาว่ากัน ทำไมเวลาเรานึกถึงเรื่องราวในอดีตแล้วมีความสุขล่ะครับ
ความสุขบังเกิดขึ้นทุกครั้งที่นึกย้อนหลังกลับไปในอดีต ความผิดที่ตัวเองทำโง่ๆ ร้องไห้แทบตาย ตอนนี้กลับนึกขัน เคยอกหักอกเดาะ กินไม่ได้นอนไม่หลับ น้ำตาซึม มาตอนนี้นึกถึงทีไร ขำตัวเองทุกที
ผมคิดว่าความเปลี่ยนแปลงต่างหากที่น่าสลดใจมากกว่า เคยเดินในทุ่งนา มาตอนนี้ไม่มีโอกาส เคยอยู่สมุยตอนที่ถนนยังไม่ดี นอนบังกะโลราคา 30 บาท ตอนนี้ทำไม่ได้
เมื่อก่อนเคยชอบให้พ่อเล่าเรื่องในอดีตให้ฟัง มาวันนี้ต้องเล่าให้ลูกสาวฟังทุกคืนตามคำร้องขอ (ไม่ได้เล่ามาเกือบเดือนแล้ว ยกเว้นตอนที่กลับบ้าน)
เวลาอยากมองอดีตแล้วยิ้ม รู้ไหมครับทำอย่างไร
ลองมองดูลูกๆของเราสิครับ นั่นแหละอดีตที่เราเคยผ่าน และพวกเขาก็กำลังเป็นกระจกที่เรากำลังส่องอยู่
ผมเคยบอกอาจารย์แป๊ะว่า เวลาอยู่ต่างประเทศ ผมไม่ค่อยชอบไปแถวๆที่มีคนไทยเยอะๆ แต่ผมก็ยังไปวัดไทยครับ
จำได้ว่าเคยไปวัดพุทธปทีป ตอนเรียนที่อังกฤษ เพื่อทำบุญวันเกิด ซึ่งสมัยอยู่บ้านเราก็ไม่เคยคิดจะทำ ตอนก้มลงกราบพระประธาน น้ำตาซึมเลยครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์ ...
ไม่เจอตั้งนาน คิดถึง ....(สุกี้และหมูกระทะ )... จัง
ก่อนอาจารย์ไป extern ปีนี้ว่าจะชวนกันไปเลี้ยงส่งที่บ้านแต่แปะมันบอกว่า อาจารย์แป๊ะไม่ว่าง ... เลยอด...
ดีใจจังที่เจอ blog นี้ .. บังเอิญตามคุณหมอเด็กคนหนึ่งเค้า add blog ของหนูไว้ใน planet เค้าอ่ะค่ะ(มีบันทึกเพี้ยนๆอยู่ไม่กี่เรื่อง...เขียนไว้เนื่องจากต้องการหาที่ระบายเช่นกัน ... คุยไม่เก่งเลยมาเขี่ยแทน)
สวัสดีอีกที และลาชั่วคราวนะคะ
อ้อ รูปนี้ถ่ายกับคุณพ่อและน้องสาวสุดแสบที่หน้าวัดพระธาตุ ริมฝั่งโขง นครพนมค่ะ เป็นจังหวัดที่มีวัดเยอะมาก โครงสร้างของโบสถ์บางที่ยังเหลือเค้าโครงของศิลปกรรมแบบอิสานแท้ๆอยู่เลย น่าดูจริงๆ แล้วก็บรรยากาศสงบ คนใจดี ชีวิตไม่เร่งรีบอย่างคนในเมืองใหญ่ เป็นที่ๆ น่าเที่ยวค่ะ แต่ควรไปตอนช่วงอากาศเย็นๆ เดินได้ทั้งวัน
สวัสดีครับ
ดีใจที่มีคนรู้จักเข้ามาอ่านเพิ่มขึ้นอีกคน ผมก็แอบไปอ่านของลูซี่ (Luci..) มาแล้วเหมือนกัน
เขียนได้ดี อ่านได้ถึงใจ เก่งจริงๆครับ
ขอให้มีความสุขกับการเป็น extern นะครับ
เรื่องบางเรื่องที่หมกมุ่นแล้วไม่มีความสุข คนฉลาดจะพยายามสลัดทิ้งครับ เรื่องบางเรื่องทำแล้วมีความสุข ก็จงเสพมันให้มาก (ยกเว้นยานะครับ)
ฝากบอก extern รุ่นนี้ ว่าคิดถึงทุกคน กลับจากเรียนเมื่อไหร่ เปิดบ้านฉลองกันอีก ถ้าให้ดีนะ ผมว่าน่าจะปัจฉิมนิเทศน์ที่บ้านผมด้วย ฮาดี
อาจารย์
ครับ
ผมไปวัดคราวนี้ ไม่ค่อยรู้สึกลึกซึ้งเท่าไหร่นัก เพราะว่าคนมากเหลือเกิน เล่นยืนต่อแถวยาวเหยียดลงไปถึงริมถนนนู่นเลย
ไม่มีโอกาสเห็นพระประธารด้วยซ้ำ
เสียใจและเสียดายเหมือนกัน ที่มีโอกาสเข้าวัดสักที แต่ไม่ได้สงบใจเลย
เหมือนอย่างที่เขาว่า บุญมีแต่กรรมบังอย่างไรเล่าครับ