เกม
แนวทางการช่วยเหลือลูกติดเกมสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง
พ่อแม่หรือผู้ปกครอง อาจไม่สบายกับการเล่นเกมของลูก ไม่มั่นใจ ว่าลูกจะติดเกมหรือไม่ หรือคิดว่าเกมทำให้ลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ยอมไปเรียน ตามที่เป็นข่าวที่เรารับรู้กัน ทำให้พ่อแม่เกิดความสงสัยและความคลางแคลงใจว่าจะยอมให้ลูกเล่นเกมต่อไปหรือไม่ จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกของเราติดเกมแล้วหรือยัง หากติดเกมแล้วจะมีวิธีการช่วยเหลือลูกอย่างไรได้บ้าง สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต ได้รวบรวมข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องเกม เพื่อเป็นแนวทางการช่วยเหลือ เป้าหมายลูกติดเกมสำหรับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ช่วยพัฒนาศักยภาพของลูกและครอบครัวให้มีความสุขต่อไป
ข้อสังเกตว่าลูกติดเกมแล้วหรือยัง?
ข้อสังเกตสำหรับพ่อแม่ว่าลูกติดเกมเข้าขั้นต้องแก้ไขแล้วหรือยัง ให้ดูว่าลูกอยู่ในขอบข่ายต่อไปนี้หรือไม่
    • ใช้เวลาในการเล่นเกมครั้งละไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง หรือเล่นอย่างหามรุ่งหามค่ำ
    • ความรับผิดชอบลดลง ทั้งเรื่องการเรียนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เล่นจนไม่ยอมนอน ไม่ยอมเรียน ไม่ยอมทำการบ้านหรือดูหนังสือ ไม่ยอมรับประทานอาหารร่วมกับสมาชิก ในครอบครัว ฯลฯ
    • แอบลุกขึ้นมาเล่นเกมตอนดึก ๆ
    • ผลการเรียนตกลงเพราะหมกมุ่นแต่เรื่องเกม
    • มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเกม เช่น ใช้เงินไปกับการซื้อเกมหรือเล่นเกมมากขึ้น
    • พฤติกรรมก้าวร้าวแสดงอารมณ์ หรือแสดงความไม่พอใจ หงุดหงิด วิตกกังวลเมื่อบอกให้หยุดเล่นเกม
    • ไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบหรือเคยทำเป็นกิจวัตร เช่น เลิกเล่นกีฬา เลิกดูทีวี เลิกดูหนัง ปฏิเสธการไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ หรือกับสมาชิกในบ้าน
    • มีผลกระทบต่อสัมพันธภาพกับเพื่อน ๆ และสมาชิกในครอบครัว คือจะเอาเวลาส่วนใหญ่ไปเล่นเกมมากกว่าจะพูดคุยกัน
    • ควบคุมตัวเองไม่ได้ที่จะเข้าไปเล่นเกม เช่น ตื่นนอนขึ้นมาก็เล่นเกม พอกลับถึงบ้านก็ตรงไปที่เครื่องเล่นเกม หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมเป็นอันดับแรก หรือต้องออกไปเล่นเกมที่อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ เป็นต้น และไม่สามารถควบคุมตนเองให้เล่นในเวลาที่กำหนด ทำให้เล่นติดต่อกันหลาย ชั่วโมงหรือเล่นนานขึ้นเรื่อย ๆ
    • ลูกครุ่นคิดถึงแต่เรื่องเล่นเกม ปิดบังหรือโกหกเกี่ยวกับการใช้เวลาในการเล่นเกมที่แท้จริง
แนวทางการช่วยเหลือ
เคยมีนักวิชาการหลาย ๆ ท่านกล่าวว่า การที่เด็กติดเกมเป็นเพราะ พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ได้ตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ได้กำหนดกติกาหรือฝึกให้ลูกมีวินัย เมื่อปล่อยเวลาเนินนานไปทำให้ลูกเคยชินกลายเป็นติดเกมจริง ๆ แล้วการที่เด็กติดเกม เป็นเพราะขาดการยับยั้งชั่งใจ ขาดการควบคุมตนเองนั่นเอง
การช่วยเหลือลูกติดเกม มีหลักเกณฑ์ว่าต้องค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้เด็กสามารถปรับตัวได้ ที่สำคัญพ่อแม่ต้องเป็นกำลังสำคัญให้กับลูกไม่ว่าจะเป็นกำลังกายและกำลังใจ ซึ่งสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต ได้รวบรวมแนวทางการช่วยเหลือได้ ดังนี้
    • มีการพูดคุยตกลงกำหนดกติการ่วมกับระหว่างพ่อแม่ลูก ว่าเล่นเกมได้เวลาใดบ้าง มีการกำหนดรางวัลเมื่อทำได้และกำหนดการลงโทษเมื่อทำไม่ได้ กติกาต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นสามารถยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม
    • จัดให้มีกิจกรรมสร้างสรรค์ทดแทน เพื่อสนับสนุนให้ลูกได้กล้าแสดงออก และแสดงความสามารถพิเศษ เช่น ดนตรี กีฬา ทำอาหาร งานฝีมือ
    • มอบหมายงาน หรือกิจกรรมให้รับผิดชอบ เช่น ทำความสะอาดบ้าน ล้างจาน กรอกน้ำ รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น
    • พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ควรมีเวลาอยู่ร่วมกับลูก ๆ พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างในการสอนวิธีการหยุดเล่นเกมให้กับลูก
    • พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ควรสังเกตพฤติกรรมของลูก หากพบ ว่าลูกสนใจเกมมาก พ่อแม่ต้องเข้าถึงลูก ตามเข้าไปในโลกของลูก เข้าร่วมกิจกรรมเกม แสดงความสนใจในสิ่งที่ลูกกำลังเล่นโดยไม่ตำหนิ
    • ซักถาม พูดคุย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดกับลูก เกี่ยวเกม การเรียน การเล่นกับเพื่อน ภาวะสังคมในปัจจุบัน ร่วมแบ่งปันความรู้สึกกับลูกว่าขณะเล่นเกม เราตกอยู่ใต้อิทธิพลของเกม หากเราเล่นมาก ๆ เราอาจเพลี่ยงพล้ำให้กับเกมได้ ถามถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้เวลาบางส่วนกับเกม
    • ร่วมกำหนดวางแผนเป้าหมายชีวิตของลูก เสนอแนะว่าเรายังมีสิ่งอื่นในชีวิตที่จำเป็นต้องทำ เช่น การเรียน
    • ร่วมกันจัดลำดับภารกิจในกิจวัตรประจำวัน ชวนลูกเข้าสู่กิจกรรมอื่น ๆ ในบ้าน ปฏิบัติให้เสร็จก่อนแล้วจึงเล่นเกม
    • ให้คำชมเชยลูกเมื่อทำตามกติกา และให้กำลังใจเมื่อลูกเริ่มทำกิจกรรมอื่นทดแทน
    • พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเล่นเกมเป็น ขอเพียงมีเวลาอยู่ใกล้ลูก ดูเขาเล่นเกมและศึกษาหา ข้อมูลเนื้อหาเกมแต่ละเกมเป็นอย่างไร รู้จักเกมยอดฮิตเพื่อจะได้พูดคุยกับลูกได้
    • สอนลูกให้มีวินัย รู้จักแบ่งเวลาในการเล่นเกมแต่แรก และร่วมกันกำหนดเงื่อนไขในการเล่นเกม
    • ควรมีกิจกรรมที่หลากหลายสำหรับทำร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูก อย่าให้เกมเป็นกิจกรรมเดียวที่ลูกทุ่มเทเวลาให้
เทคนิคการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์กับลูก
การพูดคุยสื่อสารกับลูก เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยปรับความเข้าใจระหว่างพ่อแม่ลูก และเป็นการเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งการสื่อสารกับลูกติดเกม ก็มีเทคนิคง่ายๆ สำหรับผู้ปกครองได้นำไปใช้ในครอบครัวได้คือ
    • อย่าใช้การพร่ำบ่น การบ่นมีแต่สร้างความรำคาญให้กับลูก แต่ไม่ได้แก้ปัญหา
    • อย่าใช้วิธีห้ามปราม เพราะลูกจะต่อต้าน และนำไปสู่การโต้เถียงขัดแย้งกัน ให้หาวิธีจูงใจอย่างนิ่มนวล (ความอ่อนโยนจะพิชิตความแข็งกร้าวได้) ถ้าลูกกำลังเล่นเกมติดพันอยู่ ก็อย่าดึงปลั๊กหรือปิดสวิตซ์ทันที เพราะจะเป็นการทำร้ายจิตใจกันอย่างมาก
    • อย่าใช้คำพูดเสมือนกล่าวหาว่าลูกผิดที่ติดเกม หรือมองว่าเขาเป็นตัวปัญหา ที่จริงพ่อแม่เองก็มีส่วนผิดอยู่ด้วยที่ไม่ฝึกวินัยให้ลูกแต่แรกหรือไม่มีเวลาให้ลูก ทำให้ลูกต้องหันเข้าหาเกมแก้เหงา
    • อย่าตั้งกฎเกณฑ์บังคับโดยพ่อแม่คิดเพียงฝ่ายเดียว และไม่ให้ลูกมีส่วนรวมทั้ง ๆ ที่เขาต้องเป็นผู้ปฏิบัติ
    • อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่ มองโลกในแง่ดีไว้ก่อน เกมก็เหมือนเหรียญสองด้าน มีทั้งด้านดี และด้านลบ ถ้ามองว่าเป็นปัญหาใหญ่ก็จะวิตกกังวล เร่งเร้าและเร่งร้อนที่จะแก้ปัญหา อาจทำให้หงุดหงิด ขาดความพิถีพิถันในการใช้สติพิจารณา แต่ถ้ามองว่าเป็นเรื่องเล็ก ก็จะใจเย็นลงการปรับพฤติกรรมเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ไม่ใช่จะแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว
ที่มา เว็บไซด์สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์