วันนี้ (๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๐) คุณลัดดา ผู้อำนวยการกลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงวัฒนธรรมโทรมาเชิญไปงานสัมมนาระดับชาติในเรื่อง สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และส่งจดหมายเชิญตามมาให้
ตามจดหมายเชิญอธิบายว่า “ด้วยรัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาเด็กและเยาวชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการบริโภคสื่อที่ไม่เหมาะสม จนนำไปสู่พฤติกรรมเบี่ยงเบนต่างๆ มากมาย จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ) เป็นรองประธาน และมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานแต่ละภาคส่วน เป็นคณะกรรมการ โดยมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายระดับชาติ เพื่อขจัดสื่อร้าย ขยายสื่อดี และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็ก เยาวชนและ สังคม รวมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ และทุกภาคส่วนของสังคม ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ดังนั้นเพื่อให้การแก้ไขปัญหาสื่อที่ไม่เหมาะสมเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งกำหนดให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมในการดำเนินงานดังกล่าวอย่างกว้างขวาง คณะกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงกำหนดจัดประชุมสัมมนาระดับชาติเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในวันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๐ เวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๓๐ น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล”
ด้วยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากเห็น เลยรับปากว่าจะไปร่วมฟัง แต่พอเห็นจดหมายจริงๆ ก็พบว่า ต้องไปที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งไม่ชอบไปเลย ท่านที่ผ่านมาอ่าน ช่วย อ.แหววคิดหน่อยนะคะว่า จะไปพูดอะไรดีในสัมมนานี้ ส่วนที่ไปฟังมา ก็จะมาถ่ายทอดในโกทูโนถ้าเข้าท่า เอากำหนดการมาวางไว้ด้วยหากท่านใดสนใจอยากไปด้วย หรืออยากจินตนาการว่าเกิดอะไรในงาน ความจริงงานนี้น่าจะถ่ายทอดสดนะคะ ทางอินเทอร์เน็ตก็ได้ เดี๋ยวจะเสนอ อ.โก๋ ฝากไปถึงคุณลัดดา
----------------
กำหนดการประชุมสัมมนาระดับชาติเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๐ เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๕.๐๐ น.
ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
----------------
๐๘.๐๐ – ๐๙.๐๐ น.
ลงทะเบียน
๐๙.๐๐ – ๐๙.๒๐ น.
- รองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) ประธานกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ) รองประธานกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เดินทางมาถึงตึกสันติไมตรี
- ผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมประชุม เข้าสู่ห้องประชุมโดยพร้อมเพรียง
- รองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) ประธานกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวเปิดการประชุมสัมมนา
๐๙.๒๐ – ๐๙.๔๕ น.
- นำเสนอสื่อมัลติมีเดียสะท้อนปัญหาสื่อร้ายในสังคม
- ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สื่อกับวัฒนธรรม” โดย คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รองประธานกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
๐๙.๔๕ – ๑๐.๐๐ น.
พักรับประทานอาหารว่าง
๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น.
การเสวนาเรื่อง สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยประธานคณะอนุกรรมการฯ ๕ คณะ ประกอบด้วย
(๑) นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบและกระบวนการเผยแพร่สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
(๒) นายจรัญ ภักดีธนากุล ประธานอนุกรรมการบูรณาการและปรับปรุงกฎหมายด้านสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
(๓) ดร.จรวยพร ธรณินทร์ ประธานอนุกรรมการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
(๔) พล.ต.อ. วงกต มณีรินทร์ ประธานอนุกรรมการสืบสวนปราบปรามสื่อที่กระทำผิดกฎหมาย(
๕) นางสุวรรณี คำมั่น ประธานอนุกรรมการศูนย์ปฏิบัติการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
๑๑.๐๐ – ๑๒.๐๐ น.
แบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็น จากผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา
๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น.
พักรับประทานอาหารกลางวัน
๑๓.๐๐ – ๑๕.๐๐ น.
สรุปผล และปิดการประชุมสัมมนา
----------------
หมายเหตุ กำหนดการนี้อาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
ก่อนอื่น ต้องขออภัยอาจารย์ หากข้อความติดกันเป็นพืด เพราะระบบการเว้นวรรคใน blog ที่ผมใช้คืนนี้มัน error แต่ผมเห็นว่านี่เป็นเรื่องสำคัญ และผมก็ต้องไปประชุมกับ มสธ. เพื่อวางกรอบการวิจัย “ทิศทางสื่อเพื่อเด็กและเยาวชนกลุ่มพิเศษ” (ผมรับไปนำเสนอเกี่ยวกับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์)ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ ก็เลยถือโอกาสนี้มาแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ก่อน ถ้าตัวหนังสือติดกันเป็นแพ ก็ขอโทษด้วยนะครับ แต่ผมจะใช้จุดไข่ปลาแทนย่อหน้าละกัน……………………………………………………………………… เรื่องสื่อเด็กนี่เห็นด้วยครับว่ารอไม่ได้แล้ว และผมคิดว่า เด็กกลุ่มชาติพันธุ์เองได้รับผลกระทบรุนแรงมากด้วย ส่วนได้ผลอย่างไรนี่ ผมยังไม่เห็นงานวิจัยบ้านเรา ในเชิง comparative study นะครับ ………………………………………………………………….
ปัญหาของนโยบายด้านเด็กและเยาวชนในระดับของการปฏิบัติที่สำคัญมาก และประเทศของเราถูกโจมตีจากนานาชาติมาตลอดก็คือ การขาดการมีส่วนร่วมโดยตรงของเด็ก การที่รัฐไม่กระจายอำนาจและงบประมาณลงมาให้ชุมชนรวมถึงกลุ่มเด็กที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการด้านนี้โดยตรง โดยเฉพาะเด็กชายขอบ อย่างเด็กไร้รัฐ เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ เด็กข้างถนน ฯลฯ จะเป็นเด็กที่ถูกมองข้ามเสมอ…………………………………………………………………………………………………….
จะเห็นได้ชัดจากการจัดประชาคมเด็ก ว่าไป เวทีประชาคมเด็ก ที่รับฟังเสียงเด็ก (deep listening)จริงๆ นี่น้อยมากครับ ในระดับหมู่บ้านยังไม่เห็นเท่าไรเลย ……………………………………………………………………………………………………….
นอกจากนี้ ผมคิดว่าต้องเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนให้มากนะครับ (ทั้งชุมชนในแง่กายภาพ และชุมชนในแง่เครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมในรูปแบบต่างๆ) แม้จะมีความพยายามทำอยู่โดย สนง.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่ก็มักจะอาศัยกลไกผู้นำที่อ่อนประสบการณ์ในการทำงานกับเด็ก เช่น ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ซึ่งยังไม่พร้อมและละเอียดอ่อนพอต่อปัญหาเหล่านี้ ………………………………………………………………..
แย่ไปกว่านั้น ผู้นำชุมชนบางแห่ง มองว่าการส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ในบางเรื่อง จะทำให้เด็ก “ก้าวร้าว” และ “หือ” กับผู้ใหญ่ ทำให้ผู้ใหญ่มีบทบาทลดลง ทำนองนี้……………………………………………………………………..
นอกจากนี้ ผมคิดว่า การพัฒนาสื่อ ต้องมองให้เห็นตัวคนทำงานที่จะเป็นกลไกในระดับพื้นที่ให้จงได้ โดยเน้นคนในท้องถิ่น หรือคนที่อยู่ติดกับพื้นที่ ใกล้ชิดกับเด็ก จะให้ดี เด็กต้องมีสิทธิและมีส่วนเลือก กลั่นกรอง ถอดถอน ผู้ใหญ่และเด็กที่จะทำงานร่วมกับพวกเขาด้วย…………………………………………………………………………
แนวคิดอย่างนี้ ถ้าเป็นส่วนราชการ ครูอาจารย์อาจจะส่ายหน้า เพราะเกรงจะถูกเด็กปฏิเสธแล้วเสียหน้า อันนี้แหละครับ ปัญหาใหญ่ของการทำงานกับเด็ก คือ ผู้ใหญ่กลัวเสียหน้า โดยเฉพาะข้าราชการหรือผู้ที่ยึดอยู่กับศักดิ์ศรี……………………………………………………………………………………………….
ผมเขียนรวมๆมาเป็นเกาเหลา ยังไม่ได้ขัดเกลาแยกอะไรออกมาเป็นข้อๆ แต่เชื่อว่าอาจารย์อาจจะจับประเด็นอะไรบางอย่างได้ จาก keywords เช่น การมีส่วนร่วมโดยตรงของเด็ก, การกระจายอำนาจของรัฐ ,ทัศนคติ/อคติของผู้ใหญ่ที่เป็นปัญหาต่อการทำงานกับเด็ก เช่น การกลัวเสียหน้า อำนาจนิยม, และอาจจะเพิ่มเรื่องของบริบททางสังคมวัฒนธรรมประเพณีเด็กแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน เช่น เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ เด็กพิการ เด็กข้างถนน เด็กไร้รัฐ ที่เป็นเงื่อนไขของการเข้าถึงและรับอิทธิพลจากสื่อ อย่างเด็กลีซอนี่ ตามประเพณีจะถูกเข้มงวดมากในเรื่องทางเพศ แม้กระทั่งการพูดการสอน แต่เมื่อเข้าถึงสื่อที่เร้าอารมณ์เพศแล้วไปมีปัญหาด้านเพศขึ้น เช่น ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ หรือไปติดเชื้อ HIV ก็ยากที่จะปรึกษาใคร เพราะชุมชนไม่ยอมรับ เป็นต้น