ไม่มีใครแก่เกินเรียนฉันใด ย่อมไม่มีมะพร้าวแก่เกินแกงฉันนั้น

สรุปว่าการศึกษาหาได้อยู่ในเฉพาะโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาแต่อย่างใดไม่ การศึกษาที่แท้มีอยู่ทุกซอกทุกมุม แทรกเป็นยาดำอยู่ในวิถีชีวิตของทุกผู้ทุกนาม ทุกครัวเรือน ทุกชุมชน ทุกสังคม

 

วันนี้มหาชีวาลัยอีสาน เปิดการอบรมเกษตรกรหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียงระดับชุมชน รุ่นที่ 8 เป็นกรณีทดลองเอาผู้นำ2จังหวัดมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน โดยตั้งสมมุติฐานไว้ว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน ส่วนจะตั้งใจเรียน หรือมีความพากเพียรเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับฝีมือของครูวิทยากร ที่จะจูนใจให้ตรงกับศักยภาพของแต่ละกลุ่ม กระตุ้นให้เกิดความกระหายใคร่รู้ ที่อาจจะละเลยไม่เคยมองอย่างคนที่เรียนรู้ แต่ถ้าใจเปิดกว้างวันใด สิ่งที่เคยเห็นเป็นของธรรมดาๆก็จะเปลี่ยนมาเป็นของพิเศษขึ้นมาทันที

     

เกษตรกรรุ่นนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโสในหมู่บ้าน รุ่นคุณป้า คุณน้า คุณตา คุณยาย คุณลุง ของลูกๆหลานๆในหมู่บ้าน แต่พลังการเรียนรู้เป็นที่น่าอัศจรรย์ พ่อแก่แม่แก่เหล่านี้ตั้งใจจดบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้อย่างตั้งใจ บางคนจดรายการความรู้หมดหน้ากระดาษสมุดในวันแรก ผมได้สุ่มอ่านดูแล้ว ทึ่ง อึ้งกิมกี่ ที่ได้เห็นพลังการเรียนรู้ของคนในวัยนี้ เชื่อไหมครับ ผู้อาวุโสกลุ่มนี้มีการแจกลายเซ็นกันด้วยนะครับ น่ารักน่าชังเหลือเกิน  

 

ขั้นตอนการฟัง ครูพี่เลี้ยงหาวิธีกระตุ้นให้เห็นคุณประโยชน์ของการฟัง และการจับใจความ ละลายพฤติกรรมด้วยการจับคู่ร้องเพลง แล้วให้สอบถามชื่อของเพื่อนๆ ดูว่าใครจะจำชื่อเพื่อนได้มากที่สุด การร้องรำทำเพลงถ้าจัดให้ลงตัว จะใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย คุณน้าคุณป้าแต่ละคนหัวเราะร่าเริงเหมือนเด็กๆ นับเป็นการชะลออายุได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงยิ่ง   

Dscf0002+%28small%29

(สมาชิกรุ่นนี้นอกจากจะสนใจจดบันทึกแล้ว ยังอาสาเข้าครัวทำอาหาร) 

ขั้นตอนการพูด ถ้าให้พูดเป็นทางการชาวบ้านมักจะอาย ไม่กล้าพูดในที่สาธารณะ กระบวนการกลุ่มช่วยได้ ด้วยการให้แนะนำตัวเอง เล่าถึงงานที่ทำ และสิ่งที่อยากจะทำในระยะนี้ การพูดถึงเรื่องของตนเอง เป็นโจทย์ง่ายๆเบื้องต้นในการที่จะเปิดใจพูดในที่สาธารณะ หลังจากผ่านขั้นตอนนี้ไป ความเป็นกันเองเกิดขึ้น เสียงหัวเราะ คำพูดเด็ดๆที่แสดงออกจะพรั่งพรูออกมาตามธรรมชาติ  

ขั้นตอนการดู  การดูช่วยให้จินตนาการกระโดดออกมาจากความคิดคำนึง สื่อทางสายตานำไปสู่ความรู้สึกนึกคิด สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เคยเห็นมาก่อนกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า คลื่นความจำจะแปลงข้อมูลที่มีอยู่มาประยุกต์กับสิ่งที่เห็นใหม่ๆ ข้อมูลที่เกิดจากการดู นำไปสู่การปรับข้อมูลวัตถุดิบ ให้ขยายวงกว้างขวางยิ่นขึ้น  

ขั้นตอนการเขียน ครูพี่เลี้ยงให้สมาชิกเขียนข้อมูลส่วนตัวในใบลงทะเบียน หลังจากนั้นให้บันทึกใบความรู้ที่ได้ฝึกฝนมา การเขียนจากเรื่องที่ตนเองลงมือทำ ช่วยให้การบันทึกเบื้องต้นเป็นไปได้โดยไม่ยากนัก เราพบว่า ชาวบ้านเขียนบันทึกจากสิ่งที่เขาสนใจ เช่น ชื่อที่อยู่ และเบอร์โทรของเพื่อนๆ การเขียนในส่วนที่ใกล้ตัวใกล้ใจเป็นจุดเริ่มที่จะนำตัวอักษรมากระโดดโลดบนหน้ากระดาษ

ขั้นตอนการทดลองใช้ความรู้ วันพรุ่งนี้เขาเหล่านี้จะได้เรียนภาคปฏิบัติ โดยจะเริ่มที่ทบทวนความรู้เดิม ว่าคลังความรู้ที่มีอยู่ในตัวมีเรื่องหลักๆอะไรบ้าง และเรื่องที่จะเสริมวิทยาการเข้าไป เอาวิชาการเข้าไปสู่อาชีพ เพื่อยกระดับให้เป็นวิชาชีพ นั่นก็หมายความว่า ต่อไปนี้จะทำกิจการใดๆควรเริ่มที่การเรียนให้รู้เสียก่อน ทำอะไรต้องใช้ความรู้เป็นปัจจัยหลักในการดำเนินงาน ถ้าพัฒนาการเรียนรู้อย่างนี้ให้เข็มแข็งต่อไป เราก็จะสามารถสร้างบุคคลแห่งการเรียนรู้ ผู้ที่เรียนรู้แล้วจะช่วยกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ หรือสังคมแห่งภูมิปัญญาได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขั้นตอนการนำเสนอ ครูพี่เลี้ยงชี้ให้ดูว่า  รุ่นที่ผ่านมาเขาเขียนลายแทงความรู้ไว้อย่างไร อาจจะเสนอเป็นภาพระบายสีแล้วทำสัญลักษณ์โยงเนื้อหา ให้ความสำคัญและยกย่องให้เห็นความเป็นพิเศษในการออกมานำเสนอ ชี้ชวนให้คิดกันเองมากๆ นับตั้งแต่การตั้งชื่อกลุ่ม ตั้งชื่อเรื่อง จุดขายของความคิดของแต่ละกลุ่ม ได้ฉุกคิดให้เห็นนวัตกรรมความคิด ว่าแตกต่างจากที่เคยคิดและทำจนเคยชินอย่างไรบ้าง      

สรุป การศึกษาหาได้อยู่ในเฉพาะโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาเท่านั้นแต่การศึกษาที่แท้มีอยู่ทุกซอกทุกมุม แทรกเป็นยาดำอยู่ในวิถีชีวิตของทุกผู้ทุกนาม ทุกครัวเรือน ทุกชุมชน ทุกสังคม ตรงกับสิ่งที่เราอยากจะเห็น นั่นคือ ..  

ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KM ในมหาชีวาลัยอีสาน



ความเห็น (18)

อ่านที่ท่านเขียนแล้ว อยากชวนท่านอ่านบันทึกเรื่องคนไม่แก่เกินเรียนของฝรั่งครับ คลิก http://gotoknow.org/blog/inspiring/97371

คุณทวดจบปริญญาอายุ ๙๕ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้สูงวัยทั่วโลก (เรื่องที่อดเล่าต่อไม่ได้)
อะไรคือแรงบันดาลให้คุณทวดโนลา ออคส์ มาเรียน? คุณทวดเดินมาหรือนั่งรถเข็นมาเรียน? คุณทวดเดินขึ้นบันใดอาคารเรียนไปห้องเรียนอย่างไร? มหาวิทยาลัยฟอร์ท เฮย์ส สเตท รัฐแคนซัส รับคุณทวดเข้าเป็นนักศึกษาอย่างไร? คุณทวดเรียนร่วมกับนักศึกษารุ่นหลานและเหลนอย่างไร? อาจารย์ที่สอนรู้สึกอย่างไร? และ ฯลฯ

หนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุ-โทรทัศน์ และเว็บไซต์ทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา และแทบทุกประเทศทัวโลก พากันลงข่าวหญิงชราผู้หนึ่ง ชื่อ โนลา ออคส์ อายุ ๙๕ ปี ซึ่งประสบความสำเร็จในการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาประวัติศาสตร์ เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๒ พ.ค.๕๐ ที่เพิ่งผ่านมา ด้วยคะแนนเฉลี่ย(GPA) 3.70

นี่เป็นอะไรที่ "ไม่ธรรมดา" เลยจริงๆ 

http://gotoknow.org/file/surachetv/nola_Grad4.jpg
คุณทวดโนลา ออคส์ กับหลานสาวที่รับปริญญาพร้อมกัน

ผมค้นดูในเว็บไซต์ พบว่าเป็นคนหนึ่งที่ hot ที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ลองพิมพ์คำว่า Nola Ochs ลงในกูเกิลดูได้ ทั้งนี้เพราะเธอได้ทำลายสถิติโลก ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กว่าเรียนจบปริญญาตรีเมื่ออายุมากที่สุดในโลก โดยก่อนหน้านี้ผู้ที่ทำสถิติไว้คือ Mozelle Richardson เรียนจบปริญญาตรี สาขาหนังสือพิมพ์ จากมหาวิทยาลัยโอคลาโอมา เมื่อปี 2004 

ผมติดใจข่าวนี้ และเรื่องนี้วนเวียนอยู่ในสมองผมทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยคำถามที่เกิดขึ้นในใจหลายข้อ เพราะโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตผมก็ทำกับผู้สูงอายุจำนวนมาก นักศึกษาที่อายุมากกว่า ๖๐ ปีก็หลายคน ที่อายุ ๗๐ กว่าแล้วก็มี

คำถามสำคัญคือ อะไรคือแรงบันดาลให้คุณทวดโนลา ออคส์ มาเรียน? คุณทวดเดินมาหรือนั่งรถเข็นมาเรียน? คุณทวดเดินขึ้นบันใดอาคารเรียนไปห้องเรียนอย่างไร? มหาวิทยาลัยฟอร์ท เฮย์ส สเตท รัฐแคนซัส รับคุณทวดเข้าเป็นนักศึกษาอย่างไร? คุณทวดเรียนร่วมกับนักศึกษารุ่นหลานและเหลนอย่างไร? อาจารย์ที่สอนรู้สึกอย่างไร? และ ฯลฯ

วันนี้(อาทิตย์ที่ ๒๐ พ.ค.) ได้มีโอกาสเข้าไปค้นดูประวัติและเรื่องราวของคุณทวดในโนลา ออคส์จากเว็บไซต์มหาวิทยาลัยฟอร์ท เฮย์ส และเว็บไซต์สำนักข่าวต่างๆ ที่สัมภาษณ์คุณทวด รวมทั้งวิดีโอคลิปที่บันทึกการออกอากาศเรื่องของท่านย้อนหลัง พบเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับหญิงชราคนนี้จนอดไม่ได้ที่จะต้องเล่าเรื่องของหญิงชราผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ

คำตอบที่ผมพบคือ คุณทวดเป็นคนชอบเรียนมาก หลังจากสามีเสียชีวิตในปี ๑๙๗๒ ท่านไม่ต้องการอยู่เฉยๆ ปล่อยเวลาทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ ท่านไปสมัครเรียนที่วิทยาลัยชุมชนในละแวกบ้าน (คนละความหมายกับวิทยาลัยชุมชนบ้านเรา - ของเราเป็นสถาบันฝึกอาชีพ แต่ของเขาเป็นสถาบันอุดมศึกษาจริงๆ ที่สามารถสะสมหน่วยกิตเทียบโอนไปเรียนที่วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยไหนก็ได้)

ท่านเรียนวิชานั้นวิชานี้ที่ท่านสนใจ แล้วก็สะสมผลการเรียนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ท่านพบว่าเหลืออีกไม่กี่หน่วยกิตก็จะสามารถจบปริญญาตรีได้ ท่านได้ตัดสินใจมาอยู่อพาทเมนต์ใกล้ๆ Fort Hays State University มลรัฐแคนซัส ซึ่งห่างจากบ้าน(ฟาร์ม)ของท่านประมาณ ๑๐๐ ไมล์ เพื่อเรียนให้จบที่นั่น โดยมีหลานสาวของท่านคนหนึ่งชื่อ Alexandra Ochs อายุ ๒๓ ปี ซึ่งเรียนจบและรับปริญญาพร้อมกับท่าน คอยช่วยดูแลท่านด้วย

คุณทวดโนลามีลูก ๔ คน ลูกคนหนึ่งเสียชีวิตเมื่อปี ๑๙๙๕ ปัจจุบันท่านมีหลาน ๑๓ คน และเหลนอีก ๑๕ คน

ท่านบอกว่า ตราบใดที่ความคิดจิตใจและสุขภาพเรายังดี อายุเป็นเพียงตัวเลข (As long as I have my mind and health, it's just a number.) 

คุณโจลีน บริกส์ เจ้าหน้าที่รับสมัครบอกว่า เมื่อเธอได้รับอีเมล์จากคุณทวดโนลาแจ้งว่าต้องการสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยฟอร์ท เฮย์ส  เธอถึงกับอุทานว่า "โอ้ พระเจ้า!" (Oh my God!) เพราะใบระเบียนผลการเรียนของคุณทวดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1930 เธอถามคุณทวดว่า "คุณอายุ ๙๒ ปี?" คุณทวดตอบว่า "ฉันไม่สนใจนับอายุตัวเอง แต่ฉันบอกคุณได้ว่าฉันเกิดเมื่อปี ค.ศ.1911" ตอนแรกท่านสมัครเรียนแบบทางไกลออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตก่อน แล้วต่อมาเมื่อเหลือหน่วยกิตไม่มากจึงเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัย

http://gotoknow.org/file/surachetv/nolaWalk.JPG
คุณทวดโนลา ออคส์ เดินหิ้วกระเป๋าผ้าใส่หนังสือ ภาพชินตาของนักศึกษา ม.ฟอร์ท เฮย์ส

นักศึกษาของมหาวิทยาลัยฟอร์ท เฮย์ส จะเห็นคุณทวดโนลาเกล้าผมมวยเดินไปห้องเรียน โดยสะพายกระเป๋าหนังสือที่ทำด้วยผ้า (ในภาพจะเห็นว่าท่านหลังไม่โกงเลย แสดงว่าดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีมาก) ท่านบอกผู้สื่อข่าวว่า "เพื่อนนักศึกษาร่วมชั้นเรียนของฉัน เขาก็ปฏิบัติต่อฉันเหมือนนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่ง"

อาจารย์หัวหน้าสาขาวิชาประวัติศาสตร์ Todd Leahy ตอนแรกก็สงสัยว่าท่านจะเรียนร่วมกับนักศีกษาคนอื่นๆ ได้ยังไง (ทำนองจะตามเด็กๆ ได้ทันหรือ) แต่หลังจากสองสัปดาห์ผ่านไป คุณ Leahy ก็หมดความสงสัย เพราะคุณทวดท่านก็ทำให้ทุกคนทึ่ง เพราะการที่มีท่านอยู่ร่วมชั้นเรียนด้วย ทำให้การเรียนประวัติศาสตร์เสมือนหนึ่งมี "ตัวละคร" ที่มีชีวิตจริงๆ ในเหตุการณ์ที่เรียน ปรากฏตัวออกมาจากหนังสือเรียน มาเล่าเรื่องราวพร้อมภาพ เสียง กลิ่น รสของเหตุการณ์จริงๆ เช่น เหตุการณ์ฝุ่นปกคลุมท้องฟ้าจนมืดมิดในปี 1930 ที่ทุกบ้านต้องจุดตะเกียงกันทั้งกลางวันกลางคืน คุณย่าซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ก็เล่าให้ทุกคนในชั้น รวมทั้งอาจารย์ฟังจากประสบการณ์ตรงของท่านได้ ซึ่งอาจารย์บอกว่า ท่านทำให้ชั้นเรียนประวัติศาสตร์เป็นชั้นเรียนที่มีพลวัตร (dynamic) ขึ้น สาขาวิชาประวัติศาสตร์กำลังจะทำเรื่องประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่ากับคุณทวดโนลา หลังจากวันรับปริญญา

http://gotoknow.org/file/surachetv/Nola_inClassroom.JPG
คุณทวดโนลา ออคส์ ในห้องเรียน

ศาสตราจารย์ David Goodlett อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์รัสเซีย บอกว่า “She could add a perspective that nobody in the class, including me, could add,”

Will Manly, นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็น copy editor จดหมายข่าวของชมรมหนึ่งในมหาวิทยาลัย เขียนบทความว่า เขาทึ่งมากที่ได้ฟังเรื่องเล่าจากความทรงจำเกี่ยวกับการรวมประเทศตะวันตกประเทศหนึ่งเป็นสหภาพโซเวียตรัสเซียเมื่อปี 1917 แล้วยังมีเรื่องการทุบกำแพงเบอร์ลินอีก

Will เล่าว่าคุณทวดโนลาบอกว่าที่ท่านมาเรียนนั้น "More or less for entertainment, something to do to occupy my time...I did not want to waste my time... and I enjoy it." หมายความว่าจะว่ามาเรียนเพื่อความสนุกสนานก็ได้เพราะไม่ต้องการปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปอย่างเปล่าประโยชน์ และฉันก็สนุกสนานกับการเรียนด้วย

Will ยังเล่าว่าคุณทวดโนลาบอกว่า “She said I’m an inspiration to other people,” ฉันเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ และ "หากฉันสามารถกระตุ้นให้ผู้สูงอายุไม่เพียงแต่นั่งเก้าอี้ยาวและดูทีวี แต่ลุกไปทำบางสิ่งได้ ฉันจะรู้สึกดีมากเลยล่ะ"

ในวันรับปริญญา เมื่อถึงคิวคุณทวดโนลาเดินขึ้นเวทีไปรับ คนกว่า ๒,๐๐๐ คน ที่อยู่ร่วมพิธีได้พร้อมใจกันยืนขึ้นปรบมือให้คุณทวดเป็นเวลายาวนาน ซึ่งในธรรมเนียมตะวันตกถือเป็นการให้เกียรติสูงสุด ซึ่งเขาเรียกว่า standing ovation (เป็นธรรมเนียมที่มาจากโรมันโบราณที่ประชาชนปรบมือต้อนรับทหารที่ได้รับชัยชนะจากสงครามกลับเข้ากรุงโรม)

ความจริงสิ่งที่นักศึกษาที่รับปริญญาพร้อมคุณทวดพร้อมใจกันปรบมือในวันนั้น "แหกกฏ" ของพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัย ที่ห้ามใครปรบมือให้ใครจนกว่าคนสุดท้ายจะขึ้นรับเสร็จแล้ว แต่สำหรับปีนี้มหาวิทยาลัยไม่ได้ดำเนินการใดๆ กับใคร แถมประธานในพิธียังลงมาสวมกอดคุณทวดด้วย ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีนักศึกษาคนใดได้รับเกียรตินี้มาก่อนเช่นกัน

คุณทวดตอบคำถามผู้สื่อข่าวด้วยคำถามเดียวกับที่ถามนักศึกษาทั่วไปว่า จบแล้วจะไปทำงานอะไร ท่านตอบว่า "จะไปสมัครเรียนเพิ่มเติมบางวิชา เพื่อที่จะไปสมัครทำงานเป็น Storyteller ในเรือท่องเที่ยว" มีคนถามว่าท่านไม่เรียนต่อปริญญาโทหรือ ท่านก็ตอบว่า "อาจจะ"

Tom Nelson หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของสมาคมผู้เกษียณอายุแห่งอเมริกา บอกว่า "เราผู้สูงอายุทุกคนควรทำเรื่องมหัศจรรย์แบบนี้ ความสำเร็จของคุณโนลา ท้าทายให้เราทุกคนพยายามไปให้ถึงเป้าหมายและความฝันของแต่ละคน"

ทึ่งและอึ้งค่ะ

อ่านแล้วเพิ่มพลังให้คนสาวกว่า

ที่สาวน้อยลงเรือยๆ มากเลยค่ะ

ขอบคุณท่านครูบา

 

เรียน ท่านครูบาฯ ที่เคารพ

ผมรู้สึกอายคนแก่จังเลยครับ ตอนเรียนปริญญาตรีมัวแต่ทำอะไรอยู่ก้ไม่รู้ แต่ผมก็ชอบความคิดที่ว่า "ไม่มีใครแก่เกินเรียน" ซึ่งผู้ที่นำมาปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น คุณทวดโนลา ออคส์ นับว่าเธอไม่เพียงท้าทายตนเอง คือ เอาชนะความคิดเชิงลบในตัวเองได้ (อาจจะหมายรวมถึง ความกลัว ความอาย ความลำบาก ที่คอยหลอกหลอนจิตใจ ให้ละเลยจากการใฝ่เรียนรู้)

ที่สำคัญ เธอยังช่วยให้ผู้มีวัย และผู้กำลังจะมีวัย ทั้งหลาย ได้คิดแง่บวกต่อตนเอง และเอาชนะคำหลอกหลอนในใจ ท้าทายจิตวิญญาณให้มาเรียนรู้กันใหม่ อีกครั้ง

ขอบคุณ มากครับ

ต้องขอบคุณอาจารย์ สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์  

ที่กรุณาเสริมบทบาทการเรียนรู้ที่ไม่เกี่ยวอายุและเวลา ของคนระดับคุณย่าที่น่าทึ่งๆๆๆ

  • เชื่อแล้วค่ะพ่อครูบาฯ ว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน
  • แล้วอะไรละคะ?ที่แก่เกินแกง
  • ขั้นตอนการฟัง
  • ขั้นตอนการพูด
  • ขั้นตอนการดู  
  • ขั้นตอนการเขียน
  • ขั้นตอนการทดลองใช้ความรู้
  • ขั้นตอนการนำเสนอ 

 ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต

6 ขั้นตอนที่พ่อครูนำเสนอใช้เป็นประโยชน์ได้ในงานทุกภาคส่วน  จะได้นำไปเสนอเพื่อ ลปรร.ในทีมด้วยค่ะ  เพื่อพัฒนาศักยภาพของ "ทีม"

ตอนนี้"ตลุย" งานค่ะพ่อ

 
P
คนแก่มีประสบการณ์ แกงอะไรก็อร่อย แก่เกินแกงคงม่ได้หมายถึงคน แต่อาจจะหมายถึงเครื่องปรุง ต่างๆที่คุณภาพไม่ดี
P
  • น้าอึ่ง
  • ระดับชาวบ้านก็เริ่มจุดพื้นฐานเหล่านี้
  • เพียงแต่ทำกระบวนการให้มันมีชีวิต สนุก อิงประเพณีพื้นบ้าน
เขียนเมื่อ 

ครูบาครับ....

"คนจะแก่ แก่ความรู้ใช้อยู่นาน"

 

เขียนเมื่อ 

ครูบาครับ ...

ไม่มีคำว่าสายสำหรับการศึกษา และการเรียนรู้

ก็ไม่แน่หร๊อก แก่กวนบ้านกวนเมืองก็มี นานาจิตตัง
P
  • ใช่เลย
  • เรียนเร็วเท่าไหร่ ก็หายโง่เร็วขึ้นเท่านั้น!!!!

พ่อ

เรื่องบ้านโฟมบ้านป้าเจี๊ยบน่าสนใจ

ที่นี่

มองว่าโฟมทำลายสิ่งแวดล้อม  แต่ถ้าได้ไปทำห้องประชุมสัมมนาที่มหาชีวาลัยอีสาน น่าจะใช้ประโยชน์ได้มาก

คิดอีกที เรากำลังกลับคืนสู่ธรรมชาติเน๊อะอีพ่อ

  • น้าอึ่ง
  • เรื่องนี้นับว่าแปลกน่าสนใจมาก
  • ตะกี้พวกค๊อตโต้ ที่สระบุรีมาชวนให้ไปเยี่ยมโรงงาน
  • ทำยังไงน๊าจะได้ไปแวะเยี่ยมบ้านป้าเจี๊ยบด้วย
  • น้องออยใหญ่ ที่อยู่สถาปัตย์ ม.เชียงใหม่ ทำวิทยานิพนธ์เรื่องบ้าน  อยากจะชวนไปด้วย
  • ขอบคุณที่ฝากเรื่องดีๆมาให้
สร้างบ้านด้วยโฟม..สวยจนได้ขึ้นปกนิตยสาร...
ป้าแจงสร้างบ้านของตัวเองด้วยโฟม...นวัตกรรมของสถาปนิกประจำครอบครัว

          ป้าแจงเป็นพี่สาวของป้าเจี๊ยบค่ะ เธอเป็นสถาปนิกที่มีผลงานออกแบบระดับนานาชาติ ความเชี่ยวชาญของเธอคือการออกแบบโรงแรมค่ะ  แต่ระยะหลังมานี่เธอออกแบบบ้านด้วยเพราะถูกขอร้องจากเพื่อนๆ 

          ป้าแจงสร้างบ้านของตัวเองด้วยแผ่นโฟมธรรมดาๆ นี่แหละค่ะ บ้านโฟมของป้าแจงสร้างเสร็จมาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่ป้าเจี๊ยบถือว่าเป็น นวัตกรรมการสร้างบ้าน เพราะทุกวันนี้ เวลาบอกใครๆว่าบ้านป้าแจงสร้างด้วยโฟม คนที่ฟังยังนึกว่าป้าเจี๊ยบพูดเล่นทุกครั้ง

          ตอนที่ป้าแจงบอกว่าซื้อที่ดินที่กลางดงเมาเท่นวิว อำเภอปากช่องเพื่อปลูกบ้านพักผ่อน ป้าเจี๊ยบก็ดีใจที่จะได้มีที่ไปพักนอกกรุงเทพเพิ่มขึ้นอีกแห่ง   เสร็จเมื่อไหร่ก็จะไป  แต่พอป้าแจงบอกว่าจะสร้างบ้านหลังนี้ด้วยโฟม  ป้าเจี๊ยบร้อง ฮึ ทันที  เกิดอาการต้อง ตามไปดู ค่ะ  พาน้องแพรไปด้วย ตอนนั้นเพิ่ง 2 ขวบกว่าๆ

          พอไปดูก็พบว่าการสร้างบ้านหลังนี้ออกนอกลู่นอกทางจริงๆ  เพราะบ้านทั่วไปเริ่มด้วยการตั้งเสา ขึ้นโครงหลังคา และอื่นๆ  แต่บ้านนี้ตั้งผนังบ้านก่อน เป็นผนังทึบๆ  ไม่มีช่องหน้าต่างใดๆด้วย  มองแล้วเหมือนกล่องยักษ์วางอยู่บนพื้นดิน

          ผนังกล่อง.เอ้ย ผนังบ้านทั้งหมดนี่แหละค่ะที่ทำด้วยโฟม  เป็นแผ่นโฟมหนาประมาณ 4 เซนติเมตร ประกบทับด้วยตะแกรงเหล็ก  แล้วฉาบปูนทับอีกครั้ง  เมื่อถามว่าไม่มีหน้าต่างหรือ? ป้าแจงบอกว่าทำผนังเสร็จหมดแล้วค่อยเจาะ  อ้าว!..เป็นงงอีกแล้ว?!?

          พอผนังเสร็จก็ทำหลังคาด้วยโฟมแบบเดียวกันอีก  ป้าเจี๊ยบดูแล้วนึกภาพไม่ออกเลยว่าเสร็จออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร อดไม่ได้ต้องถามว่าสร้างบ้านแบบนี้ดียังไง?  ฟังป้าแจงอธิบายแล้วสรุปได้ว่า จุดเด่นๆ คือ
          ข้อหนึ่ง ในราคาที่เท่ากัน บ้านนี้ใช้เวลาสร้างน้อยกว่าแบบทั่วไปประมาณครึ่งหนึ่ง
 
         
ข้อสอง จะไม่พบเสาใดๆ เกะกะขวางตาภายในบ้านเลยแม้แต่ต้นเดียว
 
         
ข้อสาม สัตว์เลี้ยงประเภทหนู แมลงสาป มด ยุงฯลฯ ไม่มีทางลักลอบเข้ามาได้ นอกจากเราจะเชื้อเชิญเข้ามาเองทางประตูหน้าต่างเท่านั้น
          ข้อที่สี่ ไม่ต้องเจอปัญหาผนังและหลังคารั่วซึมเวลาฝนตกอย่างแน่นอน

          ทันทีที่บ้านเสร็จ ทุกคนในครอบครัวก็พากันไปดูค่ะ บ้านของป้าแจงน่ารักมากๆ  ดูด้านนอกจะเรียบๆ แต่ข้างในสวยสุดๆไปเลย ฝีมือตกแต่งลงตัวทุกอย่าง สมกับเป็นสถาปนิกคนเก่งของเรา เพราะออกแบบเองตั้งแต่การวางแปลนไปจนถึงการตกแต่งภายใน

          นอกจากความสวยงามแล้ว  พื้นที่ในบ้านหลังนี้มีประโยชน์ใช้สอยทุกตารางนิ้วเลยค่ะ  ถึงบ้านจะเล็กแค่ 75 ตารางเมตร แต่มีทุกอย่างครบสมบูรณ์สำหรับอยู่อย่างสุขสบายที่สุด  ป้าแจงว่า กำหนดพื้นที่ของบ้านให้น้อยที่สุดเท่าที่ใช้ฟังชั่นเพราะเราอยู่เอง....ป้าแจงคิดเรื่องการตกแต่งภายในไปพร้อมกับการวางแปลนบ้านค่ะ ไม่ได้คิดหลังจากสร้างบ้านเสร็จแล้วเหมือนคนอื่นๆ  ดังนั้นเมื่อสร้างบ้านเสร็จ เธอจึงใช้เวลาในการตกแต่งภายในเพียงแค่ 1 วัน!

          ดูจากฟังชั่นแล้วเหมือนบ้านใหญ่เลยค่ะ ชั้นล่างมีห้องโถงอยู่ตรงกลาง สำหรับเป็นห้องนั่งเล่น มีหน้าต่างใหญ่แบบเบย์วินโดว์ ทำให้มองเห็นวิวภูเขาได้ชัดเจน  มีห้องนอน 2 ห้อง  ห้องน้ำ 2 ห้อง   และห้องครัว 1 ห้อง  สำหรับห้องครัวนี้ป้าแจงตั้งใจออกแบบสำหรับป้าเจี๊ยบโดยเฉพาะเลยค่ะ  เตาอบก็เป็นรุ่นเดียวกับที่ป้าเจี๊ยบใช้อยู่  ป้าแจงบอกว่าเวลามาทำอาหารที่นี่จะได้คุ้นมือ..ช่างคิดดีแท้..

          ชั้นบนซึ่งเป็นชั้นลอยแบบห้องใต้หลังคาของบ้านฝรั่ง  จะมีบันไดเล็กๆ ที่ตกแต่งอย่างสวยงามพาขึ้นไป  มีห้องอีก 2 ห้อง พร้อมห้องน้ำเล็กๆ ให้ด้วยอีก 1 ห้องค่ะ  ทุกๆห้องในบ้านนี้ ป้าแจงแถมระเบียงสำหรับออกไปยืนชมวิวให้ด้วย 

          เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว นิตยสาร Life and HOME มาถ่ายรูปบ้านป้าแจงเอาไปลงคอลัมน์ Beautiful Homes พอมาเห็นของจริงเข้า  ทีมงานตัดสินใจนำภาพบ้านป้าแจงขึ้นเป็นปกเลยค่ะ นี่ไงค่ะภาพบางส่วนที่อยู่ในเล่ม 

 

          ขณะนี้ป้าแจงต่อเติมบ้านเพิ่มขึ้นค่ะ เพราะวางแผนจะรีไทร์ตัวเองไปใช้เวลาพักผ่อนทำงานอดิเรกที่กลางดงมากขึ้น  บ้านใหม่นี้สร้างด้วยโฟมอีกเช่นกัน  ออกแบบคล้ายๆ บ้านต้นไม้ (Tree House)  มีทางเดินเชื่อมต่อกับบ้านหลังแรกด้วย  คาดว่าปลายเดือนนี้น่าจะเสร็จ  

          น้องแพรบอกว่าป้าแจงชวนน้องแพรไปตกแต่งบ้านใหม่ด้วยกัน  และอยากให้ Family Day เสาร์ต้นเดือนมิถุนายนย้ายไปกินกันที่โน่น ป้าเจี๊ยบจะทำอะไรเลี้ยง?

          อ้าว..เป็นป้าเจี๊ยบเหรอ นึกว่าป้าแจงเลี้ยงซะอีก...

ครูขลุ่ยผิว
IP: xxx.29.6.226
เขียนเมื่อ 

ตอนนี้ผมกำลังเรียน ป.ตรี ที่ ม. แห่งหนึ่งในภาคอีสานครับ.....อยากบอกว่าหลังจากที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็ปนี้.....ทำให้ได้แง่คิดอะไรดีๆ หลายอย่างเลยครับเหมือนมีแรงผลักดันให้ผมได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไปครับ.......ขอบคุณเว็ป มาสเตอร์มากครับ  ที่สร้างสรรค์เว็ปที่ดีและมีประโยชน์อย่างนี้....ขอเป็นกำลังใจให้อีกแรงครับ........ขอให้คนไทยทุกคนร่วมกันสรรค์สร้างสิ่งดีๆ

เขียนเมื่อ 
  • ตามมาดูช้า
  • ยังอบรมให้อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชรอยู่เลยครับ
อบต.แสง บ้านจานตำบล
IP: xxx.113.17.162
เขียนเมื่อ 
วันแรกๆๆที่เข้าครัวก็ได้เจอน้องอ๋อยโปงลางสะออน แม่ฉวีและแม่ครัวที่ผมจำชื่อไม่ได้น้องอ๋อยทำกับข้าวอร่อยมากครับชิมแล้ว.....อึมๆๆๆๆๆ.......................อร่อยมากรับป้ายชิมไปบ่นไปพร้อมผลิตภัณฑ์จากทางรายการอร่ยช่อง5เลยครับ