ผมเรียนทฤษฎี X  และทฤษฎี Y  ของดักลาส  แมคเกรเกอร์ (Douglas Mc Gregor) มานานแล้ว  พอมาเห็นทฤษฎี Z  ก็เข้าใจเอาว่าคงเป็นการต่อยอดทฤษฎี X  และทฤษฎี Y  แต่พออ่านรายละเอียดกลับนะจังงัง  ไปกันคนละทิศเลย  เอามาเข้าแถวเรียงกันได้ยังไง  ขอขยายความความงง  เผื่อจะมีคนเข้าใจเหมือนผม  จะได้แลกความรู้ (สึก) กัน

ในการบริหารนั้น  มีการนำทฤษฎีเชิงจิตวิทยามาใช้จำนวนมาก  เพราะการบริหารเป็นการทำงานกับ “คน” และทฤษฎีจิตวิทยาก็พูดเรื่อง “คน”  การศึกษาทฤษฎีจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการควบคุมกำกับพฤติกรรมของมนุษย์  การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน  และภาวะผู้นำ  จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้บริหาร

Donglas Mc Gregor ได้ค้นพบแนวคิด “พฤติกรรมองค์การ”  และสรุปว่า กิจกรรมการบริหารจัดการล้วนมีสาเหตุรากฐานมาจากทฤษฎีพฤติกรรมมนุษย์ (Human Behaviors) ซึ่งเป็นไปตามกรอบทฤษฎี X  และทฤษฎี Y  คือ
           ทฤษฎี X (Theory X)  คือคนประเภทเกียจคร้าน  ในการบริหารจึงควรใช้มาตรการบังคับ  มีระเบียบกฎเกณฑ์คอยกำกับ  มีการควบคุมการทำงานอย่างใกล้ชิด  และมีการลงโทษเป็นหลัก
           ทฤษฎี Y (Theory Y)  คือคนประเภทขยัน  ควรมีการกำหนดหน้าที่การงานที่เหมาะสม  ท้าทายความสามารถ  สร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานเชิงบวก  และควรเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการบริหารงาน
           สรุป  Donglas Mc Gregor  เห็นว่าคนมี 2 ประเภท  และการบริหารคนทั้ง 2 ประเภท  ต้องใช้วิธีการบริหารแตกต่างกัน

ผมคิดว่าคนในโลก  คงไม่มีแค่ 2 ประเภท  แบบทฤษฎี X  และทฤษฎี Y โดยสิ้นเชิงเท่านั้น  ประเภทที่มีมากที่สุดน่าจะเป็น ทฤษฎี XY  คือ  บางครั้งขี้เกียจ  บางครั้งขยัน  แต่ขี้เกียจมากกว่าขยัน หรือจะเป็นทฤษฎี YX  คือ  บางครั้งขยัน  บางครั้งขี้เกียจ  แต่ขยันมากกว่าขี้เกียจ  ไม่เชื่อลองตรวจสอบอารมณ์ของท่านเองก็ได้ว่า  ระหว่าง X, Y, XY  และ YX  ท่านอยู่ในประเภทไหน?

ผมงง  เมื่ออ่านพบทฤษฎี Z  คิดว่าคงมีคนประเภทใหม่เข้ามาอีก  ที่ไหนได้ไปคนละเรื่องแบบ “ไปไหนมา  สามวา  สองศอก” เลยทีเดียว

ทฤษฎี Z  คืออะไร?

ทฤษฎี Z (Theory Z)  คือ  การบริหารงานแบบญี่ปุ่น  ที่มีลักษณะเด่น 7 ประการ  ได้แก่
           1.  การจ้างงานตลอดชีพ (Lifetime Employment)  การจ้างงานลักษณะนี้  เพื่อให้พนักงานมีความผูกพันกับองค์กร  และมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร  คนที่อยู่ในบริษัท (องค์กร) นานๆ อาจได้รางวัล (reward) เป็นหุ้นของบริษัทด้วย
           2.  การประเมินผลงาน (Evaluation) เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาระดับสูง  ที่จะต้องประเมินผลงานผู้ใต้บังคับบัญชา  และผลงานดังกล่าวจะเกี่ยวกับระบบการจ่ายเงินโบนัส  เป็นการให้รางวัลการปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบและความสามารถ
           3.  การเลื่อนตำแหน่งแบบช้าๆ (Slow Promotion)  มีความสัมพันธ์กับระบบการจ้างงานตลอดชีพ  และระบบอาวุโส (Seniority System) ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะเวลาการปฏิบัติงาน  และผลการปฏิบัติงาน
           4.  การทำงานที่ถนัด (Non-Specialized Career Paths) พนักงานจะทำงานตรงกับความถนัด  และความสามารถของตนเอง  ไม่นิยมการสับเปลี่ยนตำแหน่งให้พนักงานได้ทำหน้าที่ต่างๆ ไปเรื่อยๆ (ไม่เห็นด้วยกับ Re-engineering ที่พนักงานจะทำงานหลายๆ อย่าง  หรือสลับตำแหน่งไปเรื่อยๆ)
           5.  มีการควบคุมแบบไม่เด่นชัด (Implicit Control Mechanism) ใช้มากที่สุด  คือ  มักใช้การควบคุมที่ไม่เป็นทางการ  โดยใช้สมุดคู่มือการปฏิบัติงาน  การให้รายละเอียดหรือการอธิบายการทำงาน  จะใช้วิธีบอกกล่าวมากกว่าเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร
           6.  การร่วมตัดสินใจ (Collective Decision Making) ลักษณะของการบริหารที่มีการร่วมตัดสินใจ  ปรากฏไม่เด่นชัด  ยิ่งถ้าเป็นบริษัทข้ามชาติที่ร่วมทุนด้วยแล้ว  การทำกิจกรรมในลักษณะที่เป็นกลุ่มๆ ยังไม่ค่อยแพร่หลาย
           7.  ความผูกพันทั้งหมด (Wholistic Concern) ผู้บริหารขององค์กรจะเข้าร่วมกิจกรรมโดยรวมไม่บ่อยครั้งมากนัก  ยิ่งถ้าเป็นบริษัทข้ามชาติด้วยแล้วผู้จัดการจะเข้าร่วมกิจกรรมเป็นครั้งคราวเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม  การบริหารงานสไตล์ญี่ปุ่น (Theory Z) ก็ยังสร้างความผูกพันในองค์กรสูง  หากเปรียบเทียบกับการบริหารสไตล์อเมริกัน

การบริหารคงต้องประยุกต์ทฤษฎี Z ให้เข้ากับพฤติกรรมองค์กร  โดยใช้ทฤษฎี X, Y, XY  และ YX    ในการบริหารพฤติกรรมมนุษย์

การบริหารยากที่สุดตรงที่ต้องบริหาร “คน”