กลับจากการเดินทางไกล ไปกันทั้งครอบครัว เป็นเวลาทั้งหมด 5 วัน เป็น 5 วันที่ไม่มีโอกาสใช้อินเตอร์เน็ตที่ไหนเลย เป็น 5 วันที่เหมือนอยู่คนละโลกกับที่เคยอยู่มาเกือบ 2 ปี รู้สึกได้เลยว่าเราเป็นมนุษย์ที่ไม่ชอบการเดินทางไปไหนมาไหนเท่าไหร่ ชอบกิจวัตรประจำวันที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากกว่า
3 วันแรกเราอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขียนบันทึกในตอนสิ้นวันเอาไว้จะเอามาขึ้นบล็อกวันต่อไปค่ะ รวมทั้งรายงานการประชุมที่ไป ซึ่งเป็นประโยชน์มากๆ ได้พบกับอาจารย์ที่สอนเรามาสมัยเรียนเทคนิคการแพทย์ที่ม.มหิดล ได้พบกับรุ่นพี่ที่น่ารัก ได้พบกับรุ่นน้องผู้มากความสามารถ ได้ท่องเที่ยวในที่สวยงามมากซึ่งจะเก็บมาฝากในบล็อกแน่นอนค่ะ
อีก 2 วันเรากลับไปเยี่ยมบ้านคุณปู่คุณย่าของสามหนุ่มกันที่ระนอง มีงานฉลองวันครบอายุ 80 ปีของคุณย่าด้วย คุณพ่อคนขับรถตลอดทางป่วย คุณแม่คนให้กำลังใจก็ป่วยด้วยเหมือนกัน ก็เลยไม่ค่อยสดชื่นเท่าที่ควร เราลากสังขารกลับมาถึงหาดใหญ่กันในวันนี้ ด้วยการขับรถยาว 6 ชั่วโมง กลับมาเก็บเสื้อผ้าซัก (เพราะไม่ได้ซักเลยตลอด 5 วัน) ปั่นเข้าปั่นออกตาก รีดผ้าที่ตั้งรอไว้ตั้งแต่ก่อนไปเมื่อวันพุธ แล้วก็ยกขบวนไปงานแต่งงานของลูกเพื่อนรุ่นพี่ของคุณพ่อกัน
เป็นที่น่ายินดีที่ได้พบคุณหมอโชคตัวจริงๆในงานนี้ด้วย เป็นตัวอย่างที่ดีมากอีกแล้วว่า เราดูเหมือนจะรู้จักกันมาก่อนเพียงเพราะเรารู้จักกันทางบล็อกที่เองค่ะ คุณหมอคุยได้เหมือนที่เราอ่านบล็อกของท่านเลย เสียดายท่านไม่อนุญาตให้เอารูปท่านลงบล็อก (ทั้งๆที่เราแอบถ่ายเอาไว้ตั้งหลายรูป รวมทั้งรูปที่ท่านรำมวยจีนเพื่อปิดบังใบหน้าอีกต่างหาก)
กลับมาถึงบ้าน 3 ทุ่มกว่า ได้รับโทรศัพท์กริ๊งกร๊างกันไม่หยุดหย่อน ทำให้เรารู้ว่า ที่พวกเราสงสัยกันระหว่างทางที่ขับรถกลับบ้านว่า วันนี้ทำไมรถในหาดใหญ่มากมายผิดปกติ ก็เพราะเกิดระเบิดหลายจุดในหาดใหญ่นั่นเอง แต่เราไม่ได้ยินเสียงหรือรู้เรื่องอะไรเลยจนกระทั่งรับโทรศัพท์และดูข่าว ได้แต่ส่งใจไปช่วยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสิบกว่าคน
เปิดเมลมีค้างอยู่ 50 กว่าเมล ชิ้นที่ดีใจก็คือจากอาจารย์ที่ปรึกษาที่ออสเตรเลียซึ่งเราเขียนไปกราบอวยพรวันเกิดท่านเอาไว้ก่อนไป เมลจากบล็อกที่คงต้องตามไปจัดการต่อไปนะคะ แล้วก็ได้ตามอ่านบล็อก ได้ทราบข่าวคราวของห้องแล็บ Chem ในช่วงที่เราไม่อยู่น่าสงสารกันจังเลยจากคุณศิริคนขยัน ทำให้เห็นว่าคนห้อง Chem นี่ยอดเยี่ยมอยู่เสมอจริงๆค่ะ คิดถึงมากๆ
สวัสดีค่ะ
โชคดีมากๆค่ะ ดีแต่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่งั้นคงตกใจแย่ค่ะ
อาจารย์ คงเหนื่อยมาก นึกออกเลยค่ะ
ว่าเวลาไปเที่ยวไกลๆ กลับมาถึงภาระประจำวันมันเพิ่ม 5 เท่า ขณะที่เราเหลือพลังงาน น้อยกว่าครึ่ง กว่าจะเข้าที่ใช้เวลาอีก เป็นอาทิตย์
แต่ยังมีพลังมาลงบล็อกอีก อึดดีจัง
แอบอ่าน...บันทึกอาจารย์ตอนประชุม อิอิ..
สวัสดีค่ะ คงหายเหนื่อยแล้วนะคะ โล่งใจที่อาจารย์และครอบครัวปลอดภัย
สงสารผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ที่ต้องเสี่ยงตายทุกวัน สวดมนต์ขอให้เหตุการณ์ร้ายๆมีทางออกที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อกันอีกต่อไปค่ะ
ขอบคุณคุณ sasinanda และ คุณนายดอกเตอร์ ค่ะที่เป็นห่วง เราคงต้องมาช่วยกันแผ่เมตตาให้รุนแรงพอที่จะเปลี่ยนใจคนหลงผิดพวกนี้นะคะ ไม่รู้ว่าจะทำร้ายคนบริสุทธิ์กันไปทำไมนักหนา ช่างสิ้นคิดกันเสียจริงๆ ยังนึกไม่ออกเหมือนกันค่ะว่า ถ้าเราเป็นคนที่อยู่ตรงนั้นจริงๆจะเป็นยังไงเหมือนกัน ขอใช้กรรมด้วยวิธีอื่นเถิด (ถ้าหากมีจะต้องใช้) ช่างไม่ยุติธรรมเลยสำหรับคนที่ต้องมาเสียชีวิตทั้ง 4 ท่านในเหตุการณ์ครั้งนี้ แม้จะถือว่าเป็นชะตาชีวิตเช่นนั้น
คุณหมอหน่อย
คะ ยังไม่หมดงานค้างจริงๆค่ะ เดี๋ยวคงต้องเขียนอีกบันทึก ใช้เป็นที่แก้เหนื่อยค่ะ รู้สึกเหมือนเป็นการชดเชยพลังงานทางกายด้วยพลังงานทางใจค่ะ
คุณย่ามแดงคะ ท่าทางจะไม่เหมือนคน"ใจเจ็บ"แล้วนะคะ อุตส่าห์มาแวะทักทาย ว่าจะไปปลอบใจในบันทึกนั้นซะหน่อย ก็แถวยาวเชียวค่ะ เลยแอบส่งใจไปช่วยแทน มาเห็นทักทายกันตรงนี้เลยสบายใจได้ว่า คุณ ย่ามแดงน่าจะ OK แล้วใช่ไหมคะ มีกัลยาณมิตรในGotoKnow ก็ดีอย่างนี้แหละนะคะ