วันนี้...27 พฤษภาคม 2550 ผมได้มีโอกาสเดินทางไปบ้านของคุณแม่สมบัติ เพียพยัคฆ์ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่84 หมู่ที่ 1 บ้านเบาใหญ่ ตำบลบ้านจาน อำเภอพุทไธสงค์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความสนใจในการทำเกษตรกรรมแบบประณีต คุณแม่เล่าให้ฟังว่าตนเองมีอาชีพเกษตรกรรม ทั้งปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ยืนต้น เพื่อเป็นการออม และสร้างทุนไว้ให้กับตนเองและลูกหลาน นอกจากนั้นยังมีการจัดการความรู้เรื่องการผลิตปศุสัตว์ อันประกอบด้วย ไก่พื้นเมือง ไก่ชน เป็ดไข่ และโคตามลำดับ ซึ่งจะเห็นว่า เป็นแหล่งอาหารอันโอชะ รายได้ และถือเป็นโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ที่ต้นทุนต่ำ
หลังจากที่พูดคุยกันไปมาก็พบว่างานทั้งหลายทั้งปวงที่คุณแม่วัยเกษียณท่านนี้ได้ดำเนินการด้วยตัวท่านเองทั้งหมดแทบไม่ได้จ้างใครเลย...นี่แหละครับเขาว่าทำแบบพอเพียงจริงๆ เห็นกิจกรรมแล้วทึ่งจริงๆ พื้นที่กว่า 12 ไร่กับงาน 108 ประการคุณแม่ทำได้ยังไง ?
สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นแล้วต้องมานั่งนึกทบทวนและย้อนรอยกระบวนคิดตามก็คือว่า คุณแม่ช่างเป็นคนช่างสังเกตสังกาเสียจริงๆ คุณแม่บอกว่าในการเลี้ยงโคนั้นมันต้องมีเวลาให้มันได้พักผ่อนมากๆ เพราะมันจะได้มาเคี้ยวเอื้องเพื่อจะได้นำอาหารไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะคุณแม่เคยสังเกตเห็นว่าที่ผ่านมาตนเคยปล่อยให้กินชนิดที่ว่าตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่โคก็ยังไม่อ้วน แต่ในช่วงหลัง 2-3 ปี มานี้ลูกสาวกลับจากทำงานที่กรุงเทพฯ แล้วมาช่วยเลี้ยงโค แต่เนื่องจากลูกสาวเป็นคนร่างบาง กลัวแดด จึงปล่อยให้วัวกินเฉพาะในช่วงเช้า และตอนบ่ายไล่ต้อนวัวเข้าคอก เพื่อให้วัวได้พักผ่อนเหมือนคนเลี้ยง พอตอนบ่ายแดดมันร้อนก็เกรงว่าวัวจะร้อนเหมือนคนเลี้ยง ก็เลยไปหาตัดต้นกล้วยมาให้กินเนื่องจากไม่มีอะไรจะให้กิน ในช่วงแรกวัวก็ไม่ค่อยกิน จึงได้หาวิธีการว่า...เอจะทำอย่างไร วัวมันจึงจะกิน จึงคิดอยู่หลายวัน...จึงถึงบางอ้อ
ปัญหามาปัญญาเกิด...พอโคมันไม่กินต้องหาของที่โคชอบมาอ่อย (ล่อ) จึงตัดสินใจเอารำมาคลุกเคล้ากับต้นกล้วยสับ ผลปรากฏว่าโคกินดีมาก ประเภทเกลี้ยงหมดรางอาหารเลยทีเดียว จากนั้นจึงได้เทคนิคการเลี้ยงใหม่ โดยปล่อยเลี้ยงตอนเช้า และตอนบ่ายขังคอกตัดกล้วยให้กิน ผลปรากฏว่าโคอ้วนท้วนสมบูรณ์เหมือนลูกสาวเลยทีเดียว

นี่แหละครับต้นคิดวัวกินกล้วย
ขอบคุณมากครับ
อุทัย อันพิมพ์