การ "ห้าม" หรือ "อย่า" ที่ไม่มเหตุผลหรือคำตอบที่เพียงพอ เด็กจะต่อต้านและหาทางออกจากข้อห้ามนั้นให้ได้

       วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งปกติถ้าไม่มีธุระและเสร็จจากงานบ้าน (คุณแจ๋ว)  แล้วจะเทคิวให้ลูก ๆ  โดยมีกิจกรรมสำหรับครอบครัว เช่น พาไปร้านหนังสือ  ไปให้อาหารปลาที่สระน้ำข้างวัดใกล้บ้าน ไปเยี่ยมเพื่อนที่สนิทและมีลูก ๆ วัยเดียวกัน ฯลฯ  วันนี้น้องอาย ลูกสาววัย 10 ปี มาบอกว่า  "แม่วันนี้ พี่โต๋มาที่ร้านหนังสือ...... (ชื่อดังในสุรินทร์)  หนูอยากไปดู"  ดิฉันเองพอจะรู้จักนักร้องวัยรุ่ยคนนี้ที่ชื่อ "โต๋  ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร มาบ้างเพราะบังเอิญเปิดทีวีไปเจอรายการคุณสายสวรรค์สัมภาษณ์พอดี ตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์ยังจำได้ทำนองที่พิธีกรถามว่า ทำไมคุณโต๋ไม่ร้องเพลงแนวที่วัยรุ่นชอบและอยู่ในกระแส....อะไรทำนองนี้ถ้าจำผิดขออภัยด้วย )   แต่ที่จำแม่นและรู้สึกประทับใจกับคำตอบวันนั้นคือ "ผมคิดว่าถ้าทำเพลงตามตลาดต้องการแบบนี้ แต่ไม่ใช่แนวของผม ผมไม่ขอทำดีกว่า แม้ว่าจะมีข้อเสนอเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้มากมาย แต่ผมขอรอเมื่อถึงเวลาที่เป็นตัวตนของผมจริง ๆ  แม้ว่าจะรอนานแค่ไหนก็ตาม ....."    เมื่อดูทีวีเสร็จก็ถามลูกสาวว่า หนูรู้จักนักร้องชื่อโต๋ไหม๊  ลูกบอกแม่ทันสมัยจัง  เพลงเขากำลังฮิต  ว่าแล้วลูกก็เข้าเน็ตค้นหาเพลงเปิดใหแม่ฟัง บอกว่า ชื่อเพลง "รักเธอ"  พร้อมอธิบายสรรพคุณว่า พี่โต๋เล่นเปียโนเก่งมาก เรียนดี และนิสัยดีด้วย พี่เขาไปร้องเพลงให้คนป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย  ฯลฯ  หลังจากนั้นเมื่ออ่านหนังสือพิมพ์ หรือดูรายการทีวี โฆษณา ก็เห็นนักร้องคนนี้บ่อย ๆ แสดงว่ากำลังดังจริง    ได้ฟังเพลงของเขาแล้วก็ไพเราะดี  (ยังฟังรู้เรื่องว่าเพลงกล่าวถึงอะไร) ไม่เหมือนเพลงวัยรุ่นบางเพลง ต้องบอกตรง ๆ ว่าฟังไม่รู้เรื่องไม่รู้เขาร้อง หรือบ่น หรือท่องอะไร

       ย้อนกลับมาเรื่องที่ลูกมาบอกข่าวว่าพี่โต๋มาสุรินทร์วันนี้  จึงพาลูกไปดู  เมื่อไปถึงร้านหนังสือ ปรากฎว่าคนเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่น มีพ่อแม่บ้างประปรายที่มากับลูกเช่นดิฉัน  ยืนคอยอยู่ประมาณ 10 นาที ก็เห็นคุณโต๋ เดินฝ่าฝูงคนออกมา  เสียงร้องของวัยรุ่น ร้องออกมาพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย แล้วโต๋ก็หายเข้าไปในห้อง โดยไม่มีใครได้เห็นอีก ได้ยินคนดูพูดว่าเขาจะไปที่ห้าง.........ต่ออีก ให้ตามไปดูที่นั่น เพราะที่นี่(ร้านหนังสือ) ที่คับแคบเกินไป  ดิฉันมองหน้าลูก คิดอยู่ในใจว่า เดี๋ยวลูกต้องบอกให้แม่พาไป   จริงอย่างว่า "ลูกบอก แม่ เราตามพี่โต๋ไปกันไหม๊"   ดิฉันเลยบอกลูกว่า  " แม่ว่า เห็นพี่เขาแค่นี้ก็พอแล้ว ถ้าตามไปคนจะเยอะกว่านี้อีก เพราะปกติห้างวันหยุด คนก็มากอยู่แล้ว ยิ่งมีนักร้องมายิ่งจะมากกว่าเดิม ไหนจะหาที่จอดรถยากอีก อุบัติเหตุอาจเิกิดได้นะ  แล้วอีกอย่างตอนนี้ร้อนมากกก( บ่ายโมงเศษ) ถ้าหนูชอบพี่เขา ก็เอาอย่างสิ่งดี ๆ ที่พี่เขาทำก็พอแล้ว เช่น รักเรียน รักดนตรี ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม   ลูกก็ยังทำท่าลังเล ดิฉันพยายามโน้มน้าวถึงเหตุผลอื่นเสริมอีก  ลูกก็พยักหน้า จึงพากัน ขับรถกลับบ้าน 

        การที่เด็ก ๆ ชอบดาราหรือนักร้อง ยุคสมัยนี้คงกลายเป็นเรืืองปกติไปแล้ว  สำหรับดิฉันคิดว่าคนเป็นแม่ควรสังเกตความชอบ  นิสัย หรือพฤติกรรมของลูก แล้วเรียนรู้สิ่งที่ลูกสนใจไปพร้อม ๆ กับลูกด้วย การ "ห้าม" หรือ "อย่า" ของพ่อแม่ ที่ไม่มีเหตุผลหรือมีคำตอบเพียงพอ เด็กจะต่อต้านหรือหาทางออกจากข้อห้ามนั้นให้ได้  ท่านใดมีประสบการณ์ดี ๆ เชิญมาต่อยอด ลปรร. กันบ้างนะคะ