อาจารย์ของ NTNU ยังหนุ่มมาก เรียนปริญญาเอกด้านการสอนภาษาจีนอยู่ด้วย พอเขาเข้ามาสอนครั้งแรก หัวหน้ากลุ่มก็ให้ทุกคนยืนขึ้นทำความเคารพอาจารย์ เขาทำหน้าตกใจ หลังจากเหรอหราอยู่พักหนึ่ง ก็บอกว่า ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้ ทักทายกันธรรมดาก็พอ เราล้วนต่างก็เป็นครูภาษาจีนด้วยกัน อย่าคิดว่าผมมาสอน เป็นการมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันมากกว่า

ภรรยาผมไปได้หวันครั้งนี้ในโครงการอบรมครูสอนภาษาจีนจากเมืองไทย โดยมีครูสอนภาษาจีนเดินทางไปด้วยกันในครั้งนี้ ๓๙ คน จากทุกภาคของไทยตั้งแต่ยะลาถึงเชียงราย และราชบุรีถึงอุบลราชธานี

ค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดทางไต้หวันเป็นสปอนเซอร์

ไปอบรมกันที่ National Taiwan Normal University - NTNU ซึ่งถือว่าเป็นคล้ายๆ มหาวิทยาลัยที่สอนคนไปเป็นครู-อาจารย์โดยเฉพาะ คล้ายๆ มศว. หรือ ม.ราชภัฏ บ้านเรา (แต่ก่อน) โดยเขามีฝ่ายการศึกษาต่อเนื่อง เรียกว่า Extension Division for Inservice and Continuing Education - EDICE สำหรับจัดฝึกอบรมคนที่ทำงานแล้ว

มหาวิทยาลัยนี้เป็นคนละมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (National Taiwan University - NTU) อันนั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่มีทุกสาขา ส่วน NTNU เชี่ยวชาญด้านการศึกษา การเรียนการสอน โครงการปริญญาโทภาษาจีน ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ก็ทำร่วมกับ NTNU โดยนักศึกษาต้องไปเรียนที่นั่นด้วยระยะสั้นๆ

อาคารที่ใช้สำหรับอบรม ชั้นบนเป็นหอพักอย่างดี ทั้ง ๓๙ คนพักในหอพักนี้ ในหอพักมีห้องซักผ้าแบบหยอดเหรียญ (แต่คืนเหรียญให้ = ฟรี) มีห้องฟิตเนสสำหรับออกกำลังกายด้วย แต่ไม่มีห้องอาหารในอาคาร ต้องเดินไปอาคารอื่น ชั้นล่างเป็นห้องฝึกอบรมขนาดต่างๆ

หลักสูตรที่ภรรยาผมไปเข้าร่วมในครั้งนี้คือหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาจีน ใช้เวลาอบรม ๑๐๕ ชั่วโมง (รวมทัศนศึกษาด้านวัฒนธรรม ๒๐ ชั่วโมง) อบรมเฉพาะวันจันทร์ถึงศุกร์ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ พัก ใช้ระยะเวลาอยู่ที่นั่น ๓ สัปดาห์

หัวข้อที่อบรมประกอบด้วยการ review ปัญหาการสอนภาษาจีน วิธีการสอน การออกเสียง ไวยากรณ์ วัฒนธรรมเจ้าของภาษา พัฒนาการทางเศรษฐกิจสังคมของไต้หวัน ศิลปพื้นบ้านของไต้หวัน การร้องรำทำเพลง-กิจกรรมเข้าจังหวะกับการสอน และสุดท้ายคือฝึกสอน 

ผมถามเธอว่าที่ไปมานี้ได้ประโยชน์อะไรบ้าง

เธอตอบว่า ได้ประโยชน์มาก เมื่อ ๒ ปีที่แล้วได้เข้ารับอบรมหลักสูตรครูสอนภาษาจีนของมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง หลักสูตร ๑๐๐ ชั่วโมง รู้สึกว่าจะเน้นทฤษฎีมาก ซึ่งก็ดีไปแบบหนึ่ง แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เนื้อหาจะไม่แน่นมาก แต่ก็ทำให้ได้ทบทวนตัวเอง จากที่สอนอยู่เราก็นึกว่าเราทำดีแล้วนะ แต่เมื่อได้พบกับแนวคิดและเทคนิคใหม่ๆ ก็รู้สึกว่ามีสิ่งที่ต้องปรับปรุง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากทั้งวิทยากรและจากครูที่เข้าร่วมอบรมด้วยกัน

มีอะไรบ้างที่ประทับใจเป็นพิเศษ?

๑. "อย่าคิดว่าผมมาสอน แต่เป็นการมา ลปรร. กันมากกว่า"

วิทยากรคนหนึ่งเป็นอาจารย์ของ NTNU ยังหนุ่มมาก เรียนปริญญาเอกด้านการสอนภาษาจีนอยู่ด้วย พอเขาเข้ามาสอนครั้งแรก หัวหน้ากลุ่มก็ให้ทุกคนยืนขึ้นทำความเคารพอาจารย์ เขาทำหน้าตกใจ หลังจากเหรอหราอยู่พักหนึ่ง ก็บอกว่า ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้ ทักทายกันธรรมดาก็พอ เราล้วนต่างก็เป็นครูภาษาจีนด้วยกัน อย่าคิดว่าผมมาสอน เป็นการมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันมากกว่า

๒. ผู้สอนที่มีชีวิตชีวา นอกจากได้ความรู้แล้วยังได้ความประทับใจดีๆ ในตัวครู

http://gotoknow.org/file/surachetv/TaipeiNTNU.jpg

วิทยากรวิชาศิลปวัฒนธรรมเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่รูปร่างบึกบึนอย่างผู้ชาย เพราะมาจากชนชาติส่วนน้อยที่เป็นชาวพื้นเมืองเดิมของเกาะไต้หวัน(ก่อนที่เจียงไคเจ็กจะนำคณะก็กมินตั๋งเข้ามา) เธอเป็นคนที่มีชีวิตชีวามาก ภรรยาผมบอกว่าเธอเป็นนักแสดงพื้นเมืองมีผลงานที่บันทึกวิดีโอแล้วมากมาย สไตล์การสอนเหมือน "เล่น" กับเรา (แต่จริงๆ คือการสอนจริงๆ) โดยเราสามารถสัมผัสความจริงใจของเธอได้ทั้งจากสายตา น้ำเสียง และท่าทางการแสดงออก เวลามาสอนก็มีเสียงเพลงมาก่อน ระหว่างสอนก็เดินๆ วิ่งๆ ไปทั่วห้อง ร้องๆ เต้นๆ อยู่ตลอดเวลา เธอสอนวิชาวัฒนธรรม ศิลปพื้นบ้าน (ได้ฝึกการถักพวงกุญแจด้วยเชือกเป็นตุ๊กตาด้วย) และการร้องรำทำเพลง เธอสร้างความประทับใจให้ทุกคนที่เข้ารับการอบรมครั้งนี้อย่างไม่รู้ลืมจริงๆ (วันกลับเธอก็มาส่งที่สนามบิน ถ่ายรูปร่วมกับทุกคนอย่างสนุกสนาน) เธอชวนคณะผู้รับการอบรมไปเยี่ยมเยียนห้องทำงาน "ห้องพักครู" ของเธอด้วย ปรากฎว่าตกแต่งด้วยศิลปพื้นเมืองของไต้หวันหลากสีสรรเต็มผนังไปหมด เป็นห้องที่ใครเดินเข้ามาแล้วหายเครียด และทุกชิ้นก็มีที่มาที่ไป บอกเรื่องราวของมันเอง หรือไม่เจ้าของห้องก็เล่าได้หมด ที่สำคัญคือ เธอมีความภูมิใจในความเป็นชนชาติดั้งเดิมของเกาะมาก (เสมือนเป็นทายาทเจ้าของเกาะที่ยังมีชีวิตอยู่ในสังคมสมัยใหม่อย่างไต้หวัน ซึ่งในด้านวัตถุแล้วใกล้เคียงตะวันตกมาก)

๓. ความสวยงามและคุณค่าของตัวอักษรจีนแบบตัวเต็ม(ดั้งเดิม)

ปัจจุบัน จีนแผ่นดินใหญ่ได้ปฏิรูปตัวอักษรจีนใหม่ที่ในแต่ละคำที่มีเส้นเยอะๆ ก็มีเส้นน้อยลง พร้อมมีการใช้สัทอักษร (ตัวอักษรแทนเสียง) เพื่อให้การอ่านออกเขียนได้ของคนจีนเป็นไปได้ง่ายขึ้น คนต่างชาติก็เรียนได้ง่ายขึ้น คนจีนโพ้นทะเลก็มีแนวโน้มจะใช้ตัวอักษรภาษาจีนแบบ "ตัวย่อ" (simplify Chinese) ส่วนตัวเต็ม(ที่มีเส้นเยอะๆ ในตัวอักษร) มีการสอนน้อยลงมาก แม้กระทั่งเมืองไทยก็มีสอนทั้งสองแบบ ครูสอนภาษาจีนในเมืองไทยจึงมักอ่านเขียนและสอนได้ทั้งสองแบบ รวมทั้งภรรยาผม สำหรับเธอแล้วรู้สึกว่า "ใจลึกๆ ยอมรับว่าชอบตัวเต็มที่มีความหมายครบถ้วนและมีความงามทางศิลปะ และชอบมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว" (ภรรยาผมเรียนโรงเรียนจีนตั้งแต่ ป.๑ ถึง ป.๗) "แต่ตัวย่อก็ดีในแง่ที่เขียนได้เร็ว ผู้เรียนเรียนได้ง่ายกว่า อย่างตัวเดิมบางตัวต้องเขียนประมาณ ๒๐ เส้น ตัวย่อเขียนประมาณ เส้น"

๔. อาจารย์แทบทุกคนใช้ภาษาอังกฤษได้ดี

การที่เศรษฐกิจสังคมการค้าของไต้หวันต้องติดต่อกับโลกตะวันตกมานาน ทำให้การใช้ภาษาอังกฤษของคนไต้หวันดีกว่าคนบนแผ่นดินใหญ่ ครูบาอาจารย์ทุกคนที่พบจึงพูดอ่านเขียนภาษาอังกฤษกันได้ดี อาจารย์ที่สอนภาษาจีนทุกคนจะพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย

๕. ใช้อินเทอร์เน็ตในการเรียนการสอนเป็นเรื่องปกติ

ในการฝึกอบรม เมื่อผู้ถึงเนื้อหาแล้ว อาจารย์ทุกคนจะอ้างถึงแหล่งข้อมูล ความรู้ สื่อการสอน และแบบประเมินผล ที่อยู่ในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะไต้หวันก้าวหน้ามากเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(PC)อุปกรณ์คอมพิวเตอร์รายใหญ่ของโลก เช่น Acer, Asus ฯลฯ (แม้ว่าโรงงานจำนวนมากจะขยายหรือ re-locate ไปตั้งบนแผ่นดินใหญ่แล้วก็ตาม)  

ผมถามว่า ที่บอกว่ามีฝึกสอนด้วยนั้น ฝึกอย่างไร?

เธอเล่าว่า ในสัปดาห์สุดท้ายของการอบรม อาจารย์ให้แบ่งเป็นกลุ่มหนึ่ง ๔ - ๕ คน ไปคิดหัวข้อเกี่ยวกับเทศกาลต่างๆ ของจีน คิดกลุ่มเป้าหมาย คิดวิธีการสอนและสื่อ แล้วเตรียมมาทดลองสอนในห้องที่สมมุติว่าคนอื่นๆ เป็นผู้เรียน (ไม่ได้ออกไปสอนในห้องเรียนของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยจริง) โดยกลุ่มของเธอเลือกเทศกาลขนมบ๊ะจ่าง โดยเข้าไปค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ได้เนื้อหาว่าคนจีนถือเอา ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ เป็นวันทำบ๊ะจ่าง เพื่อรำลึกถึง "ชิวเหวียน" กวีคนหนึ่งของรัฐฉูแต่ครั้งโบราณที่พยายามเสนอความเห็นเกี่ยวกับการรักษารัฐฉูจากการรุกรานของรัฐฉิน แต่ถูกพวกกังฉินกลั่นแกล้งไม่ให้ฮ่องเต้เชื่อเขา จนรัฐฉูต้องถูกยึดครองโดยพวกฉิน ชิวเหวียนเสียใจมากไปกระโดดน้ำตาย ชาวบ้านเกรงว่าปลาจะกินศพของเขา เลยช่วยกันทำบ๊ะจ่างไปโยนให้ปลากินแทน (จะได้ไม่กินศพเขา) และก็ทำกันมาทุกปีจนเป็นประเพณี ส่วนวิธีการสอนก็สอนกันเป็นทีม (team teaching) โดยให้นักเรียนฝึกอ่าน ผลัดกันตั้งคำถาม ให้ฝึกห่อบ๊ะจ่าง แสดงละครหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็สนุนสนานกันตามสมควรแก่เวลา(ที่มีไม่มากนัก)

สรุปคือการเดินทางครั้งนี้ได้ประโยชน์ในแง่ประสบการณ์ชีวิตและการได้ ลปรร.แนวคิดและเทคนิคการสอนใหม่ๆ รวมทั้งได้เพื่อนใหม่เพิ่มในวิชาชีพเดียวกันหลายคน.