เอกสาร หนังสือ งานเขียนมีค่าในการหาความรู้

เพลงพื้นบ้าน ตำนานในห้องสมุด

           ในตอนที่ 2 นี้ ผมได้กล่าวเอาไว้ในตอนเริ่มต้นว่า ตอนต่อ ๆ ไป ผมจะเล่าถึงความสำเร็จในการสร้างสรรค์ผลงานเพลงพื้นบ้าน-เพลงอีแซวให้กับนักเรียนจนได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ มานานกว่า 16 ปีครับ   (ชำเลือง  มณีวงษ์ / 2550)   ตำนาน (เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมานาน ๆ ) เพลงพื้นบ้านของจังหวัดสุพรรณบุรี จากคนรุ่นหนึ่งเล่าขานมายังคนอีกรุ่นหนึ่ง ต่อ ๆ กันมายาวนาน ถึงแม้ว่าคำบอกเล่า จะเป็นการส่งข่าวสารที่มีความเที่ยงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม  แต่คนรุ่นก่อน ท่านมีความคิดที่กว้างไกล  ไม่ได้จดเอาไว้ในกระดาษดังคนสมัยนี้ (บันทึกได้ด้วยสมองกลเสียอีกด้วย) แต่ท่านถ่ายทอดความรู้ด้วยบทเพลงสอนกันต่อ ๆ มา ผมเคยฟังป้าอ้นเล่าว่า ในสมัยก่อนแถบบ้านเรามีเสือชุกชุมมาก (เสือของป้าคือโจร) เที่ยวได้จี้  ปล้น  ลักวัวควาย และสิ่งของชาวบ้าน เสือที่มีชื่อเสียงในทางปล้นมาก ได้แก่ เสือใบ เสือมเหศวร เสือแมว ป้าอ้น จันทร์สว่าง สามารถเล่าเรื่องราว ประวัติความเป็นมาของจอมโจรเหล่านี้ได้อย่างเข้าใจ โดยป้าร้องเป็นเพลงอีแซว และเพลงฉ่อย ผมถามท่านว่า ป้ารู่เรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างไร ป้าอ้น ตอบว่า เรียนรู้โดยการหัดเพลงจากอา  อาสอนให้ร้องโดยใส่เนื้อหาของเพลงเป็นเรื่องราวของจอมโจรมเหศวรก็จดจำเรื่องราวเอาไปร้องจนจำได้ ไม่ลืม 

               ก่อนที่ผมจะพูดถึงความสำเร็จที่กล่าวเอาไว้ตอนต้นสมุดบล็อกที่ว่า อยู่กับเพลงอีแซวนักเรียนมานานกว่า 16 ปี นั้น ผมฉุกคิดถึงตำนานเพลงพื้นบ้านในสมัยก่อนกับสมัยปัจจุบันนี้  มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน คนรุ่นเก่าฝากเรื่องราวดี ๆ เอาไว้ในหัวคน (ใช้สมองคนเป็นที่เก็บ) แล้วนำไปถ่ายทอดความรู้สู่คนอีกรุ่นหนึ่งด้วยความหวงแหน เกรงว่าจะมีคนมาแย่งอาชีพ จะบอกให้จะสอนให้ก็เฉพาะลูกหลาน หรือดครือญาติเท่านั้น  แต่เรื่องราวทั้งหลายก็หาได้จางหายหรือหมดไปไม่ กลับยังคงมีตัวตน มีคนเก็บความรู้เหล่านั้นเอาไว้อย่างเหนียวแน่น               

              มาบัดนี้สังคมเปลี่ยนแปลง โลกเปลี่ยนไป มีผู้คนถามหาว่า เพลงพื้นบ้านนั้นหายไปไหน เพลงพื้นบ้านนี้หายไปไหน แต่ไม่มีใครสักคน หรือมีก็น้อยมาก ที่จะให้เกียรติไปถามเจ้าของตำรา ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวของเพลงพื้นบ้าน พิมพ์ขาย และซื้อเอาไปวางไว้บนชั้นวางที่สวยหรูในห้องสมุด น่าจะมีคนถามท่านเหล่านั้นด้วยความเคารพว่า  เอกสารเหล่านั้น ช่วยฉุดดึงให้เพลงพื้นบ้านที่สูญสิ้นไป (ตายไปแล้ว) ฟื้นกลับมาได้บ้างหรือไม่ อาจจะกลับมาได้ ถ้ามีศิลปินที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านหยิบตำราเล่มนั้นขึ้นมาใช้สอนเยาวชนด้วยตนเอง แล้วถามว่า ศิลปินนักแสดงเพลงพื้นบ้านตัวจริง ๆ ยังเหลืออยู่อีกกี่คน ที่ยังอยู่ เป็นปราชญ์ชาวบ้านก็จริง แต่ท่านก็ไม่ใช่นักแสดงอย่างมหรสพที่จะประคับประคองให้เพลงพื้นบ้านนั้นคงสภาพอยู่ได้ ผมจึงไม่อยากได้ยินคำเรียกร้องว่า  มาช่วยกันรนณรงค์ให้เพลงพื้นบ้านยังคงอยู่คู่ท้องถิ่นตลอดไป เพราะแค่รณรงค์เอาไม่อยู่หรอกครับ  คุณลงมือทำจริงเอาแน่ แต่พอเสร็จงานก็วางป้าย เก็บผ้าที่เคยถือเดินขบวนไปแล้ว ไม่รู้จะอีกนานเท่าไร กว่าที่จะนึกขึ้นมาได้อีก แต่ก็ยังดีที่ยังปลุกจิตสำนึกได้เป็นช่วง เป็นตอน ดีกว่าไม่ทำอะไรเสียเลย เอกสาร สิ่งพิมพ์ บทเพลงที่บรรจุเรื่องราวด้วยตัวอักษรที่จะต้องใช้ท่วงทำนอง ในการแสดงออก มิใช่สิ่งที่จะมาฝึกฝนด้วยตนเองได้  อย่าได้คาดหวังว่าบทเพลงที่ถูกตีพิมพ์เอาไว้เมื่อ 30 ปีของท่านจะมีคนเก็บเอามาร้องจนสามารถแสดงบนเวทีได้  อย่าได้คาดหวังว่า ผลงานทางเอกสารจะช่วยให้เพลงพื้นบ้านไม่สูญ  เพราะถ้าสิ่งทีบางท่านคิดว่า เป็นอย่างนั้นได้จริง ป่านนี้เพลงพื้นบ้านที่สาบสูญไปแล้ว คงคืนชีพกลับมาบ้าง แล้วผู้ที่เป็นเจ้าของผลงานก็น่าที่จะออกมาชี้ชัดให้เห็นคุณค่าของเอกสารที่ท่านเขียน ที่ท่านทำว่า มันไปถึงจุดนั้นจริง ๆ เพราะว่า ถ้ามันไปได้ ผมมีเอกสารอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งบทเพลงเก่า 300-350 หน้า บทเพลงพื้นบ้านที่เขียนขึ้นมาใหม่อีก 500-650 หน้า จะได้ฝากให้เอาไปเผยแพร่ด้วยจะได้มีคนรุ่นหลังไปศึกษาและสืบสานเพลงพื้นบ้านได้โดยตลอด  แต่ความเป็นจริงมันคือ  เอกสารทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น สิ่งพิมพ์ ประเภทตำรา  งานวิเคราะห์ งานวิจัย การเก็บรวมรวม  การเรียบเรียง ล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์อย่างอื่นทั้งสิ้น เพราะก่อนที่ท่านจะจัดทำเอกสารท่านมิได้ไปฝึกหัดเพลงพื้นบ้านก่อนเลย ท่านไปเก็บ ไปคว้าเอามา มีประวัติ  เรื่องราว  มีผลงาน  มีผังคำกลอน  มีการกำหนดคำ และความหมาย มีบทเพลง  มีภาพ  มีการวิเคราะห์  มีการจัดแยกข้อมูล  มีการสรุป ฯลฯ เพื่อขอจบการศึกษา  เพื่อประกอบการสอนนักเรียน นิสิต นักศึกษา  เพื่อเลื่อนตำแหน่ง  เพื่อยกระดับตัวบุคคลทางวิชาการว่ามีเอกสารอย่างนี้   ผมอยากให้ท่านคิดให้ลึกลงไปอีกหลายพันเท่าตัว 

              ผมอยากให้ท่านถอดหัวใจใส่ลงไปในภาษาที่ท่านเขียนทุกตัวอักษร  แล้วภาวนาว่า ขอให้เอกสารเหล่านี้จงดลบันดาลให้ผู้อ่านที่ได้อ่าน ได้ศึกษาจากเอกสารนี้แล้ว เกิดความโดดเด่น เล่นเพลงพื้นบ้านได้ด้วยเถิด ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ลูกจะขอไปฝึกหัดเพลงและเล่นเพลงบนเวทีให้เห็นจริงเสียก่อนแล้วจึงค่อยกลับมาเขียนใหม่ (เข้าใจผิดหรือเปล่า)ผมเคารพในความสามารถ เอกสารทุกเล่มมีคุณค่าต่อผู้เรียนรู้ ศึกษาหาความรู้ได้อย่างเต็มที่ ขอแสดงความเคารพท่านผู้รู้ที่ท่านได้อุตส่าห์ พยายามทำให้เกิดมี หนังสือหลาย ๆ เล่ม ทำให้คนรุ่นหลังได้อ่านได้รับรู้เรื่องราวของเพลงพื้นบ้านว่า เพลงประเภทไหนหมดไปแล้ว เพลงประเภทไหนกำลังจะหมดไป และเพลงประเภทไหนยังหาดูได้ ขอชื่นชมที่ท่านได้เก็บภาพ เรื่องราว แนวคิดเอาไว้ให้ได้ดูได้เห็น คำพูดที่กล่าวเอาไว้ในตอนกลางของบทความที่ผมได้เล่ามานี้มันเป็นการสะท้อนให้คนรุ่นใหม่ได้มองเห็นว่า เอกสาร ทีถูกเขียนอย่างมีสาระบรรจุเอาไว้ในกระดาษทุกแผ่น ไม่สามารถที่จะเป็นครูสอนคนให้เล่นเพลงพื้นได้  ไม่สามารถที่จะถอดวิญญาณของศิลปินส่งต่อให้กับลูกศิษย์ของท่านได้ ตำนานที่แท้จริง น่าที่จะเป็นตัวบุคคลในท้องทุ่งที่ยังคงทำงานหนักในชีวิตจริง และยาม (ไม่) ว่าง ท่านยังจะต้องมาเป็นครูสอนนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่สนใจไปขอฝึกหัดเพลงพื้นบ้านจากท่าน  ผมพูดแทนคนเหล่านั้นได้เลยว่า  แม่ว่าเขาจะไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง  แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ได้ค่าบรรยาย ไม่ได้รับค่าสอนเลย  ท่านเชื่อไหมครับว่า เขาเหล่านั้นเต็มใจที่จะให้ความรู้  เต็มใจที่จะถ่ายทอดความรู้สู่คนรุ่นหลังอย่างเต็มความสมารถ                

             โปรดช่วยกันเถิดครับ เรามาช่วยกันหารูปแบบที่คงทนถาวร ยั่งยืน เพื่อช่วยกันเก็บเอาไว้เป็นตำนาน และช่วยแก้ปัญหาที่เป็นเพียง หญ้าปากคอก  (ชำเลือง มณีวงษ์ / 2550)