ภาษิตที่ว่า Knowledge is Power เป็นการแปลตรงตัวมาจากภาษาละตินว่า Scientia potentia est ซึ่ง ฟรานซิส เบคอน วิสเคานท์แห่งเซนต์อัลบานชาวอังกฤษเป็นผู้เขียนขึ้น ประมาณสี่ร้อยปีมาแล้ว (ต้นศตวรรษที่ 17)
แต่ผมคิดว่าเรารับไปใช้ทั้งดุ้นไม่ได้ครับ คำนี้ผู้เขียนใช้ในบริบทของการศึกษา แต่นอกวงการศึกษาแล้ว ควรจะปรับเป็น (Knowledgeable) Action is Power
วันนี้ไปประชุมข้างนอกตลอดบ่าย ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งตั้งคำถามว่าทำไมวิกิพีเดียภาษาไทยถึงได้มีบทความน้อยนัก -- เรื่องนี้ก็น่าคิดครับ ในขณะที่เขียนนี้ ภาษาอังกฤษ (en.wikipedia.org) มี 1,794,297 บทความ ในขณะที่ไทย (th.wikipedia.org) มี 23,146 บทความ เป็นประมาณ 1.3% เมื่อเทียบกับภาษาอังกฤษ; ส่วนคลังปัญญาไทย (www.panyathai.or.th) มีเกือบ 1,400 บทความเท่านั้น
ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นครับ? เอ..หรือว่าปล่อยไปตามยถากรรมดี
วิกิพีเดียและคลังปัญญาไทย เป็นสารานุกรมมีชีวิตที่ผู้รู้ถ่ายทอดบทความไว้ให้คนรุ่นหลัง
ฟรานซิส เบคอน เป็นนักปรัชญาอังกฤษ ตามที่พอจำได้ เค้ามีความเห็นว่า ความรู้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของผู้รับรู้ โดยเปรียบเทียบสภาพแวดล้อมคล้ายๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า เทวรูป (จัดเป็น ๔ หรือ ๕ ประเภทนี้แหละ ไม่แน่ใจ)
แนวคิดของเบคอนเป็นบ่อเกิดของลัทธิประจักษ์นิยม.... คู่กับเดการ์ด ซึ่งเป็นบ่อเกิดของลัทธิเหตุผลนิยม.....
ทบทวนความจำเล่นๆ....
เจริญพร
ถ้าคำว่า Knowledge รวมถึงคำว่า Action ตามนัยแห่บันทึกนี้ (เฉพาะตัวบันทึก) ก็เก็บภาษิตว่า Knowledge is Power ไว้เถิดครับ
ปัญหาของ wikipedia ในเมืองไทย เกิดจาก
- นิสัยด้าน participation ต่ำ ชอบอ่าน ชอบใช้ประโยชน์ ไม่ชอบเขียน ไม่ชอบแจกจ่าย
- คนไทยยังมีความเป็นเจ้าของสูง มักรับไม่ค่อยได้กับการที่บทความของตัวเองถูก edit
ตัวเลข 2 หมื่นกว่านี้ ได้รวมพวกหน้าสั้นๆ หน้าที่ก็อปมาจากที่อื่น หน้าที่เป็นบทความไร้คุณภาพอีกมากมาย
สวัสดีค่ะคุณ Conductor
Knowledge is power...เบิร์ดกลับนึกไปถึง
ในโลกนี้มีคนเก่ง คนฉลาดมากมายที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต..ก็เพราะสิ่งสำคัญที่สุดของคนเรามิใช่สมอง แต่เป็นหัวใจ..
ขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่ทราบ ทั้งๆที่ไม่เกี่ยวกันเลย แต่ก็อยากจะเขียนไว้ให้ทราบว่าในขณะที่อ่านเบิร์ดมีความคิดนี้ขึ้นมาในหัว..เท่านั้นเอง..
มาทักทายเพราะคิดถึงค่ะ
คุณ mk: บางทีอาจเป็นเพราะอัตตามั๊งครับ
คุณเบิร์ด: คงเป็นเพราะนิยามของความสำเร็จไม่เหมือนกันครับ บางคนที่มีความสุขตามแบบของเขา ก็ไม่ได้แสวงหา "ความสำเร็จ" ในแบบที่คนจำนวนมากไขว่คว้ากัน เพราะคนเราแตกต่างกัน
แต่เวลาเรามองสังคม เราคาดหวังให้สังคมเป็นเหมือนอุดมคติของตัวเราเอง แล้วก็เกิดอาการยัดเยียดบังคับ (impose) ให้คนอื่นทำตามที่เราเห็นว่าดี พอไม่ได้ก็ขัดใจ แบ่งกันเป็นขั้วเป็นค่าย วุ่นวายไปหมด ลืมไปว่าความคิดเป็นของส่วนตัว ไปบังคับกันไม่ได้ แต่ดันอยากบังคับ; ถ้าเราเคารพผู้อื่นแบบที่เราเคารพตัวเองบ้าง ก็คงจะหาความสงบได้ง่ายกว่านี้ครับ
แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าความรู้+ประสบการณ์ สามารถใช้เป็นภูมิคุ้มกันชีวิตของเราได้; ทั้งความรู้และประสบการณ์ เป็นของที่แจกจ่ายได้ไม่มีหมดครับ ส่วนใครเห็นค่าหรือนำไปใช้ได้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องเหนือการควบคุมของเราแล้วครับ
ปล. beutifulmemories ผมเห็นนะครับ (มีนิสัยอ่านทุกตัวอักษรและเป็น spelling checker ประจำบริษัท) แต่ไม่ได้เตือนเพราะไม่คิดว่าเป็นสาระของบันทึกซึ่งมีค่ากว่ามาก
ครับ…แต่ปรัชญาการศึกษาของบ้านเรา…แม้ไม่ได้กล่าวไว้อย่างชัดแจ้ง ณ ที่แห่งใด…จากการแสดงออกที่พอจับอารมณ์ได้…ดูเหมือนต้องการใช้ภาษิตนี้นำการศึกษาอยู่ครับ
ทั้ง ๆ ที่ power จริง ๆ มาจาก action knowledge เพียงแค่ให้ potiential ไป สู่ action เท่านั้น…ไม่รู้มหาวิทยาลัยต้องการจะขายความรู้…มากกว่าต้องการส่งเสริมให้คนนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติหรือเปล่า…
ผมมีเหตุผลที่ตีความอย่างนี้นะครับ…ลองพิจารณาดู…การศึกษาทุกวันนี้…คนมุ่งสะสมความรู้ไว้คุยข่มกัน…มิหนำซ้ำสังคมยังผูกความรู้ไว้กับปริญญาบัตร…ก็เลยสะสมปริญญาบัตรไปกันใหญ่…มองการปฏิบัติเป็นการกระทำของคนไม่มีความรู้ไปเสียนี่…
นี่เป็นภาพใหญ่ที่ปรากฏในสังคมเรานะครับ…ส่วนภาพละเอียดนั้น…ผมยอมรับว่า…มีผู้ที่แสดงหาการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงอยู่ไม่น้อยเลย…แต่เมื่อเรามองจากระยะไกล…จึงทำให้มองไม่เห็นคนเหล่านี้…
นักปฏิบัติไม่ต้องหมดกำลังใจนะครับ…การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่…เริ่มต้นจากพลังเพียงเล็กน้อยนี่แหละ..
ปล. เป็นเพราะเรามาแปล discipline ที่รากศัพท์หมายถึงการเรียนรู้ เป็นคำว่า “วินัย” หรือเปล่าก็ไม่ทราบนะครับ
สวัสดีครับ
ยินดีต้อนรับอาจารย์สวัสดิ์สู่ "ตามใจฉัน" ครับ
นอกจากไม่ย่อท้อแล้ว การหากัลยาณมิตรมาลปรร. เป็นกำลังใจให้ ก็คงจะช่วยเสริมการปฏิบัติได้บ้างใช่ไหมครับ
เรียน ครู Conductor ที่นับถือ ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ ในประเด็น Knowledge is power ผมเห็นด้วยกับประเด็นของคุณ เบิร์ด และ อาจารย์สวัสดิ์ ครับ ก่อนอื่นขออนุญาตเล่าที่มาของ Knowledge is Power มาจากรากฐานของภูมิปัญญาตะวันตกที่มองมนุษย์แยกจากธรรมชาติ มองสมองแยกจากจิตใจ นักปราชญ์ที่สำคัญ คือ Aristotle Socratis Decaitas Francis Bacon Immanuel Kant Sigmund Freud นักปราชญ์เหล่านี้ได้สร้างวาทกรรมที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาประเทศในตะวันตก และเป็นรากฐานของวิชาวิทยาศาสตร์ ดังนั้น Knowledge is Power คือ ความรู้ที่มีอำนาจในการเอาชนะธรรมชาติ แนวคิดดังกล่าวมีพื้นฐานที่ว่านุษย์อยู่ในฐานะที่จะควบคุมครอบครองและจัดการกับธรรมชาติ สำหรับในประเทศไทยเรา ย่อมรับแนวคิดดังกล่าวมาเต็มๆ โชคดีที่ยังมีพุทธศาสนาเป็นเกราะกำบังไว้ได้บ้าง กลับมาทางคุณเบิร์ด ที่กล่าวว่าสิ่งที่สำคัญของคนเราไม่ใช่สมอง แต่เป็นหัวใจ นี่เป็นโลกทรรศน์แบบจิตนิยมครับ ผมว่าถ้าจะให้ดีไปกว่านั้น ต้องนำสมองมารวมกับหัวใจให้ได้ครับ ส่วนท่านอาจารย์สวัสดิ์ ในประเด็นที่ว่าการนำความรู้ไว้ข่มกัน นั่นคือเขามองว่าความรู้คืออำนาจครับ ในบ้านเราเมืองเราก็เป็นกันมากครับ มันคงเป็นการศึกษาแบบหมาหางด้วนมั้งครับ ท่านอาจารย์สวัสดิ์ ทำไมเขาถึงไม่มองกันว่าความดี คือ อำนาจบ้างก็ไม่รู้นะครับ และตอนนี้หันไปทางใหนก็มีแต่คุณธรรม นำความรู้ ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าแปลว่าอะไร คงต้องพอแค่นี้ก่อนนะครับ บ่นมากๆ คุณ Conductor ท่านจะรำคาญ ขอขอบคุณครับ
ไม่รำคาญหรอกครับ ถ้าไม่มีประเด็นควรตอบ หรือว่าผมไม่สามารถต่อยอดอะไรได้ ก็มักจะไม่ตอบครับ ทำให้หลายคนอาจจะเกรงๆ (ว่าทำไมซีเรียสจัง มีดัชนีความเจ๊าะแจ๊ะต่ำ); การรำคาญไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย และไม่ได้ทำให้ใครดีขึ้นด้วย
ผมก็เป็นคนธรรมดาครับ เพียงแต่สมัยหนุ่มๆ เป็นเหมือนศิราณีให้เพื่อนพนักงาน เลยเห็น/มีมุมมองแปลกๆ; ส่วนเรื่องการทำงาน เคยเป็นกระโถนมาก่อน คืองานมักจะมาลงตรงผม ทำให้มีความเห็นหลายอย่างเกี่ยวกับเรื่องการงาน
แต่ทั้งสี่บล๊อกที่เขียนในปัจจุบัน ยังไม่มีเรื่องไหนที่ตรง กับวิชาชีพเลยนะครับ ขืนเขียนเรื่องนั้น คงต้องเก็บไว้อ่านคนเดียว
ขอบคุณครับ ถ้าผมล้นๆเกินๆ ก็เตือนบ้างนะครับ
สวัสดีค่ะ
การศึกษาทุกวันนี้...คนมุ่งสะสมความรู้ไว้คุยข่มกัน...มิหนำซ้ำสังคมยังผูกความรู้ไว้กับปริญญาบัตร...ก็เลยสะสมปริญญาบัตรไปกันใหญ่<p>KM คือต้องเน้น Learning by doing </p><p>http://gotoknow.org/blog/thaikm/2294</p><p>สองบันทึกนี้ ตรงใจค่ะ</p><p>ได้แต่ ยิ้มๆๆ....</p><p>สังคมเราเน้นปริญญามากไปหน่อยค่ะ</p><p>ไม่ใช่ตัวเอง ไม่มีปริญญาแล้วพูดนะคะ ตัวเองก็มี แต่อยากเน้น ให้นำความรู้ ไปปฏิบัติให้ได้จริงๆค่ะ ไม่ใช่ความรู้อยู่ในหนังสือ </p>