เรียนท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน

บทความเรื่องนี้มี 4   ตอนค่ะ

ตอนที่     1    นำเรื่อง                   

ตอนที่     2     วิชาครอบครัวศึกษา                   

ตอนที่     3     วิชารู้เท่าทัน   

ตอนที่      4     วิชาภูมิปัญญาไทย  (จบ)

เพื่อความต่อเนื่อง และอารมณ์ที่ไม่ขาดตอน โปรดอ่านเรียงตอนตามลำดับนี้    ดิฉันขออภัยที่เขียนยาวๆ  นิสัยนี้รักษายาก  และแก้ไม่หายสักที

หากท่านกรุณาอ่านไปจนจบบทความนี้ได้  ดิฉันขอขอบพระคุณ  และหากท่านรู้สึกว่ายาว และอาจอ่านไม่จบ   ดิฉันก็ขอขอบพระคุณด้วยความรู้สึกเข้าใจเช่นกันค่ะ                                                 

                                                                                 ขอบพระคุณค่ะ  : )

 

 

 

 

 

 

 

 

สามวิชา...ที่ครูยุคหลังปฏิรูปการศึกษา ต้ อ ง รี บ ส อ น !

 : วิชารู้เท่าทัน

 

 

 

               วิชารู้เท่าทัน      มีจุดเน้นอยู่สองประการ คือหนึ่งรู้เท่าทันความเป็นไปของสังคม โลก และชีวิต    (เรียกอีกอย่างว่า การรู้เท่าทันการสื่อสาร)     และสอง    คือ การรู้เท่าทันสื่อ   โดยเฉพาะสื่อมวลชน

            

               การสอนวิชารู้เท่าทัน นั้นแม้มิใช่เรื่องง่าย      แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป         ผู้สอนพึงฝึกตนหมั่นศึกษาค้นคว้าให้ตัวท่านทำท่าจะรู้เท่าทันเสียก่อนเป็นเบื้องต้น   ท่านจึงจะสอนเด็กได้อย่างมั่นใจเป็นลำดับต่อไป ก่อนจะรู้เท่าทันสิ่งใดท่านต้องรู้จักสิ่งนั้นอย่างแท้จริงเสียก่อน แน่นอนว่าประสบการณ์ต่างๆในชีวิตมีส่วนช่วยให้ท่านเข้าใจโลกและชีวิตมากขึ้น แต่ยังมีอีกมุมหนึ่งของการมองโลกปัจจุบันผ่านชุดความรู้ที่ท่านไม่ต้องรอสั่งสมด้วยตนเอง 


              ปัจจุบันวิชารู้เท่าทันสังคม  และโลกนั้น   มักบรรจุในหลักสูตรวิชาทั้งหลายที่ลงท้ายด้วยคำว่า  พัฒนา  หรือมีคำว่า พัฒนา เข้ามาเกี่ยวข้อง  ท่านจะเห็นคำบอกสภาพ  และคำที่แสดงถึงการกระทำและการถูกกระทำต่างๆ อาทิ ความทันสมัย การทำให้เป็นตะวันตก การครอบงำ อำนาจ  และวาทกรรมฯลฯ เป็นต้น จงรีบหามาอ่านเสียจะเป็นการดี เราจะได้เข้าใจว่าที่พัฒนามาทุกวันนี้นั้นพัฒนาขึ้นหรือพัฒนาลง  ใครกันแน่ที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนา และจะพัฒนาอย่างไรจึงจะเป็นการพัฒนาที่เหมาะสมและยั่งยืนอย่างแท้จริง 

             อย่างไรก็ดี  ท่านอย่าได้หวังคำตอบสำเร็จรูปจากข้อมูล  ข่าวสาร หรือหนังสือต่างๆเหล่านี้เป็นอันขาด  จงมองเด็กๆของท่านตามสภาพจริงอันหลากหลายของเขา ท่านจึงจะเห็นแนวทางการพัฒนามนุษย์ตัวเล็กของท่านอย่างแท้จริงต่อไป


              การรู้เท่าทันความเป็นไปของโลกและชีวิตนั้น  ชุดความรู้และเครื่องมือที่จะช่วยรู้เท่าทันอยู่ในหลักศาสนา  ควรให้ผู้เรียนได้เห็นวิธีคิดด้วยหลักศาสนาที่ลึกซึ้ง นอกจากสอนให้รู้หลักการ หรือหลักธรรมแล้ว ยังต้องสอนด้วยกรณีศึกษาผ่านการบันทึกเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ต่างๆของสื่อมวลชนด้วย  

             เพราะการเรียนรู้ความเป็นไปในปัจจุบัน     กับการเรียนเพื่อให้  รู้เท่าทัน   ความเป็นไปที่เป็นปัจจุบัน     จะต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน

             และฝึกวิธีคิดเชื่อมโยงสัมพันธ์นี้ เป็นความถี่ซ้ำๆจนผู้เรียนเกิดทักษะ สามารถเชื่อมโยงชุดเครื่องมือการแก้ปัญหาชีวิต (หลักธรรม) กับชุดวิชาชีวิตจริง   ที่แตกต่างหลากหลายไปตามกรรม  (การกระทำ)ของตัวได้ 

             และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือผู้เรียนก็ควรจะได้รู้เท่าทันวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังศาสนาและคำสอนของหลักศาสนานั้นๆด้วย

             การนำชุดการสอนวิธีคิดตามหลักพุทธธรรมมาใช้   มิน่าจะเป็นข้อแปลก  และไม่น่าจะทำให้เกิดความแปลกแยกแตกสามัคคีในการเรียนรู้    

            ข้อน่าสนใจที่สุดก็คือ   พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เปิดโอกาสให้ “วิพากษ์” ได้ ด้วยการบอกไว้ในหลักกาลามสูตร     ความคิดเชิงวิพากษ์  การฝึกคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทำให้คนฉลาดขึ้นมิใช่หรือ    

             และนี่คือการสอนวิธีคิดที่น่าสนใจ  เหมาะแก่การใช้สอนคนให้รู้เท่าทัน  การสอนให้ผู้เรียนมีหลักคิดในการฝึกคิด   ฝึกวิเคราะห์วิพากษ์ด้วย  น่าจะเป็นการดียิ่ง เพราะเมืองเราใช้ชุดความรู้ตามหลักพุทธธรรมมานำทางชีวิตมาตั้งแต่ไหนแต่ไร (บางทีก็เป็นพุทธแบบผสมผสาน)  หากสอนให้คนรู้จักที่จะไตร่ตรองก่อนเชื่อ  น่าจะดีกว่าเชื่อโดยไม่สงสัยไตร่ตรอง

              และการที่โรงเรียนเปิดโอกาส ให้ครูได้เรียนรู้ที่จะ  ปรับวิธีคิด ผลิตวิธีสอน   วิชาพระพุทธศาสนาแนวใหม่   ที่บางท่านเรียกว่า “พุทธโมเดิร์น” นั้น   มิใช่เรื่องประดักประเดิดแต่อย่างใด   หากสอนด้วยฐานคิดที่ว่าศาสนาเป็นความรู้และเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าช่วยในการหาความรู้ความเข้าใจเรื่องความรู้เท่าทันโลกและชีวิต

              ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้  คือการรู้เท่าทันสื่อมวลชน  ที่ควรให้ความสนใจทุกระดับการศึกษา เพราะสื่อมวลชนเป็นผู้ประกอบสร้างข้อมูลข่าวสารและชุดความรู้จำนวนมาก   ที่ทำให้วิธีคิดของลูกหลานเราบิดเบี้ยวไปเป็นอันมาก       ในแต่ละวัน เรารับรู้ข้อมูลข่าวสารท่วมท้นผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ รวมถึงสื่อออนไลน์รับสารได้ยี่สิบสี่ชั่วโมงอย่างอินเตอร์เน็ต และมือถือ  สื่อที่นำภัยมาได้ถึงมือ  หากผู้ถือไม่รู้เท่าทัน


              สื่อมีอำนาจ กำหนดรูปร่างความคิดของมนุษย์ตัวเล็กๆได้ ทั้งที่มีอิทธิพลในทันทีอย่างลูกร้องจะเอาของแถมในโฆษณาขนมทางทีวี และที่มีอิทธิพลแฝงระยะยาวอย่างฉากรักในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด  ที่เป็นต้นแบบของฉาก(ต้อง)สังวาสอย่างเปิดเผยในภาพยนตร์ไทย  และอาจเป็นต้นแบบของการกระตุ้นความใคร่โดยไร้ความรู้สึกรับผิดชอบเป็นต้น
 


              แปลว่า สื่อมวลชน  โดยเฉพาะสื่อภาพเคลื่อนไหวเสมือนจริงอย่างโทรทัศน์หรือภาพยนตร์  มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค  

              โดยเฉพาะต่อเด็ก    ซึ่งยังไม่เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงที่ต้องมองจากหลายมุมมอง หลายมิติแล้วจึงมาสังเคราะห์ประมวลกันเข้าเป็นชุดการรับรู้ความจริงของคนหนึ่งคน

                       ซึ่งนั่นก็ยังมิอาจเรียกได้ว่าเป็นความจริงแท้ 


             หากแต่สื่อมวลชนอย่างเช่นโทรทัศน์  อินเตอร์เน็ต  หรือแม้แต่มือถือ  ก็ได้ประกอบรูปร่างความคิดสำเร็จรูปให้คนตัวเล็กของเรารุ่นแล้วรุ่นเล่า และมากยิ่งขึ้นทุกวัน กว่าจะรื้อถอนวิธีคิดใหม่ได้ก็อาจต้องปล่อยให้พังทลายไปเป็นรุ่นๆ  ซึ่งไม่น่าจะปล่อยไปตามยถากรรมอย่างนั้น


              สื่อแรก ที่เด็กๆต้องรีบรู้เท่าทันคือสื่อการโฆษณา  เด็กๆจะรู้ไหมว่า  สื่อโฆษณาและ บางมุมของศาสตร์นี้แหละ     ที่ทำให้วิธีคิดวัตถุนิยมทุนนิยม และบริโภคนิยมฝังตัวเข้าไปในวิธีคิดของคนไทยอย่างลึกซึ้ง และทำลายถึงระดับจิตวิญญาณเลยทีเดียว

              หากเด็กๆอยากจะเรียนโฆษณาเพราะเห็นว่าโฆษณาเป็นสิ่งบันเทิงนั้น      เราได้ตระหนักบ้างไหมว่าวิธีคิดนี้มีรากมาจากทุนนิยมตะวันตก มีเงินเป็นฐานคิด  แปลว่าคิดโดยเอาเงินเป็นตัวตั้งแล้วก็ต้องหาวิธีโน้มน้าวใจให้คนจ่ายเงินซื้อ โดยมีหลักการว่าเราจะไม่บอกความจริงทั้งหมดแต่บอกเป็นท่อนๆ  ส่วนความจริงด้านลบทั้งหลายเราจะไม่บอกเลย แล้วก็อาจจะถ่ายทอดแก่กันด้วยความมั่นใจอย่างนี้
 
 

               การสอนคนให้รู้สึกว่า  “โกหกไม่ผิด - ทุจริตไม่เป็นไร”    นั้น มิใช่การทำลายกันในระดับจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้งดอกหรือ

 

                สื่อหนังสือพิมพ์  และสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อที่สมควรจะฝึกให้เด็กเสพบริโภคอย่างรู้เท่าทัน  โดยเฉพาะการเสพบริโภคข่าว  ครูคงต้องช่วยอธิบายให้เด็กๆเข้าใจก่อนว่า    

                ข่าว   คือการประกอบสร้างข้อเท็จจริงตามมุม(ที่เลือกมอง)ของผู้นำเสนอข่าว  

                แม้ข่าวเดียวกัน   จะเสนอผ่านสื่อหนังสือพิมพ์สิบฉบับ    เนื้อข่าวก็จะออกมาไม่เหมือนกันทุกตัวอักษร  เว้นแต่จะเป็นข่าวที่เขาเขียนสำเร็จรูปเอาไว้แจกสื่อมวลชนเท่านั้น 

                และหลายๆครั้ง ที่แต่ละฉบับเลือกประเด็นนำเสนอต่างกัน บางครั้งถึงแก่ข้อเท็จจริงขัดแย้งกันเองก็มี

                ควรที่เราผู้บริโภคจะได้บริโภคข่าวสารและข้อมูลต่างๆอย่างรู้เท่าทัน  และเรียนรู้ที่จะเปรียบเทียบสาร          และบางครั้งอาจต้องเพียรพยายามที่จะรู้ลึกไปถึงเบื้องหลังการประกอบสร้างสารนั้นด้วย  เพื่อที่ว่าเด็กๆจะได้มีฐานคิดและสร้างระบบคิดในการกลั่นกรองและเลือกบริโภคข้อมูลข่าวสาร ทั้งหลาย    ในอนาคตหากเด็กๆมีโอกาสเข้าไปเรียนรู้  ก็จะได้ศึกษาอย่างรู้เท่าทัน  ไม่ใช่เสียเงินเรียนแพงๆในมหาวิทยาลัยเพียงเพื่อออกมาหน้าตาเป็นช่างเทคนิคที่ไม่เคยถูกฝึกให้รู้เท่าทันศาสตร์ของตัวอีกต่อไป


                 สำหรับในรั้วโรงเรียน   วิธีการง่ายๆคือฝึกให้เด็กเขียนรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยเขียนเฉพาะข้อเท็จจริง  ไม่ใส่ข้อคิดเห็นของตัวลงไป เราเรียกการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่าข่าว 

                หากเพิ่มข้อความโน้มน้าวเชิญชวน เราก็เรียกว่าข่าวประชาสัมพันธ์  อ่านออกวิทยุก็จะกลายเป็นข่าววิทยุ  เพิ่มภาพที่เกี่ยวข้องอีกหน่อยแล้วเอากล้องมาถ่าย   ฉายภาพออกทีวี  เราก็เรียกว่า ข่าวโทรทัศน์

                ถ้าอยากให้สนุกขึ้นอีกนิด  ก็สร้างทีมงานนิเทศศาสตร์ในโรงเรียน ผลิตซ้ำประกอบสร้างข่าวสารกันเป็นที่สนุกสนาน  แต่อย่าสนุกจนลืมว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร

               การจะให้คนเข้าใจเบื้องหลังเบื้องลึกของสิ่งใดได้  ก็ต้องให้เขาเห็นและลงมือทำด้วยตนเอง  สักวันเขาจะมองเห็นถึงกระบวนการแพร่กระจายของข่าวสารข้อมูล  และอิทธิพลของข่าวสารข้อมูลนั้น  แค่ผู้รับสารได้รับรู้  ก็ถือว่าผ่านกระบวนการขั้นแรกของการสื่อสารแล้ว

             วิชาการสื่อสาร และ การรู้เท่าทันการสื่อสาร (ทุกประเภท)ควรเป็นวิชากลาง      ให้ลูกหลานรวมถึงชาวบ้านชาวช่องได้เรียนรู้กันอย่างเปิดเผย  อย่าให้ต้องเสียเงินแพงๆไปเรียนมหาวิทยาลัยรวยๆ เพียงเพื่อจะส่งคนเข้ากระแสที่หาทางออกไม่ได้อีกเลย

             ผู้ที่เคยตั้งความหวังว่าจะสร้างวิชาการข่าวสารในโรงเรียนนั้น  โปรดตั้งความหวังให้สูงขึ้นอีกนิด  เพราะเราต้องฝึกและสร้างให้เด็กๆรู้เท่าทันสื่อแบบครบวงจร  ออกแบบการเรียนรู้ให้เฉียบคมและลึกซึ้ง      จึงจะสู้รบปรบมือกับโลกทุนนิยมนี้ได้ 


             หลายๆท่านคงเห็นตรงกันว่า  น่าจะสอนวิชาอ่านหนังสือพิมพ์  ฟังวิทยุ  ดูโทรทัศน์   ชมภาพยนตร์  รวมถึงการวิเคราะห์ข่าวสาร และวิจารณ์โฆษณา   ซึ่งในที่นี้จะขอเรียกอย่างง่ายว่าสอน   "วิชานิเทศศาสตร์ในโรงเรียน"     กันให้เป็นล่ำเป็นสัน 

             คุณครูทุกท่านสามารถสอนได้      หากตั้งใจจริงที่จะหาความรู้ และพัฒนาชุดความรู้นี้ให้เป็นระบบต่อไป ท่านสามารถศึกษาจากทฤษฎีและตำรานิเทศศาสตร์ต่างๆได้  แต่อย่าหลุดหลงเข้าไปในทฤษฎีกระแสหลักจนลืมจุดมุ่งหมายที่แท้จริง 

            ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสื่อด้านการสื่อสารที่ผู้รู้ทั้งไทย และต่างชาติ ได้ตั้งใจเขียนเผยแพร่ให้เราได้อ่าน เป็นการสร้างฐานความรู้ให้หนักแน่นแม่นยำ

            ขณะเดียวกัน   ท่านสามารถเป็นผู้เขียนหนังสือ จากสภาพจริงในการสื่อสารที่ท่านมีประสบการณ์ตรง  หรือทำวิจัยชั้นเรียนที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร  ด้วยประสบการณ์ตรง  โดยไม่ต้องรอให้โลกตะวันตกรับรองความเป็นทฤษฏีก่อน     ขออภัยที่ต้องกล่าวดังนี้      เพราะทฤษฎีและชุดความรู้บางชุดจากตะวันตกนั้น บางครั้งก็ ปิดบังความจริงในการเอาเปรียบและครอบงำเราไว้อย่างแนบเนียนและแยบยล  จนฝังรากลึกไปถึงระบบการศึกษา อันเป็นระบบเส้นเลือดใหญ่ของการสร้างคนในชาติ ไปแล้ว 


              แต่ด้วยวิกฤตสามประการดังกล่าวข้างต้น  คงทำให้เราเห็นพอเป็นอุทาหรณ์บ้างว่าชุดความรู้และวิธีคิดที่นำโลกไปสู่ความพินาศนั้น  อยู่ที่การยอมอยู่ใต้อำนาจ (ของตะวันตกหรือของใครก็ตาม) โดยไม่รู้เท่า  หรือไม่ยอมพัฒนาตัวเองให้รู้เท่าทัน


              แปลว่าเชื่อ และยอมตามโดยไม่รู้จักและไม่กล้าตั้งคำถาม  ไม่กล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงคำตอบ  วิธีทำให้คนอยากหาคำตอบใหม่ที่ที่ดีกว่า ต้องเริ่มจากการทำให้เขารู้ความจริงคืออะไร  หรือพูดให้ยากขึ้นอีกนิดว่า ต้องฝึกให้เขารู้จักตั้งข้อสงสัย ความจริง นั้น  และฝึกวิธีคิดในการหาคำตอบร่วมกันให้ได้
 

             จะว่าไปแล้ว   นิเทศศาสตร์ในโรงเรียน  ก็คือการสอนให้เด็กเสพบริโภคสื่ออย่างมีวิจารณญาณ และ รู้เท่าทันนั่นเอง  จะอ่านหนังสือพิมพ์  อ่านนิตยสาร  ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ชมภาพยนตร์  ฟังเพลง   หรือเสพสื่อใดๆ     ก็ให้รู้จักตั้งคำถาม     รู้จักสงสัย     รู้จักวิธีหาความจริงที่จริงแท้ มิใช่เชื่อว่าจริงเท่าที่เขาจัดมาให้เชื่อ

              ดังที่ท่านอาจารย์ปรีชา ช้างขวัญยืน เคยเขียนไว้นานมาแล้วว่า

             "...นอกจากจะสอนให้คน รู้จักสังเกตแล้ว  เรายังต้องสอนให้รู้จักผิดสังเกตอีกด้วย..."
 
             รวมถึงการระลึกรู้อยู่เสมอว่าทุกสิ่งที่สื่อเขาประกอบสร้างขึ้นมาป้อนเรานั้น    เขาต้องลงทุน  ในโลกธุรกิจไม่มีใครลงทุนโดยไม่หวังผล   เขามีเป้าหมายหวังผลอย่างหนึ่งอย่างใดทั้งสิ้น  จงเสพด้วยความรู้ตัว  อย่าหลงเป็นเหยื่อโดยไม่รู้จักคิด


             หากสร้างระบบการศึกษาที่สอนคนให้รู้จักคิดได้  ก็ถือเป็นคุณูปการใหญ่หลวง !
 
              และหากเราสร้างวิชารู้เท่าทันสื่อ หรือวิชานิเทศศาสตร์ในโรงเรียนได้สำเร็จ

              ต่อไปในระดับมหาวิทยาลัย  ศาสตร์นิเทศศาสตร์ก็จะต้องแปรสภาพส่วนหนึ่งไปเป็นวิชาพื้นฐาน  ครู(อาจารย์)ทุกคนที่เกี่ยวข้องและมีภูมิรู้จะต้องร่วมกันสอนวิชารู้เท่าทันสื่อในระดับมหาวิทยาลัยด้วย    เพื่อต่อยอดจากระดับ อนุบาล ประถม และมัธยม  ให้เกิดการส่งไม้ต่อมือเป็นทองแผ่นเดียวกัน    

            ชุดความรู้นิเทศศาสตร์ควรมีลักษณะเป็นศาสตร์บูรณาการ และควรเกิดจากการที่อาจารย์ต่างศาสตร์มาร่วมกันสอน ร่วมกันสร้างภูมิรู้นี้ให้เป็นประโยชน์ในการช่วยบรรเทาและแก้ไขปัญหาสังคมไทยได้อย่างแท้จริง

              หากสักวันหนึ่งเรามี “ครู” ที่รู้เท่าทันโลกและชีวิตปัจจุบัน   ผู้มองเห็นวิกฤตที่กล่าวมาแล้วอย่างลึกซึ้ง     และสามารถรวมพลังกันเป็นเครือข่าย  ช่วยกันสอนให้บัณฑิตระดับอุดมศึกษาทุกสาขา จบออกมาโดยมีพื้นฐานของการรู้เท่าทันกันทั้งชาติแบบนี้     

                         ......นี่มิใช่เรื่องน่ายินดีดอกหรือ......

  
               และหากอาจารย์ในสายวิชานิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนระดับอุดมศึกษาทุกท่าน      ทั้งจากมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และสถาบันราชภัฏ       เล็งเห็นถึงความเป็นกัลยาณมิตร          ความเป็นเครือข่ายร่วมกันในระดับอุดมศึกษา

              และได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนแบ่งปันภูมิรู้ภูมิปัญญา  ในการร่วมกันสร้าง  "การรู้เท่าทันสื่อ"   หรือ    “นิเทศศาสตร์ในโรงเรียน”  หรือจะใช้ชื่อใดก็ตาม  แต่เป็นการร่วมมือกันสร้างความรู้ชุด  การรู้เท่าทันสื่อมวลชนให้เกิดผลในชาติ(นี้)    จะนับเป็นบุญมหาศาลแก่คนในชาติเราอย่างหาที่เปรียบมิได้   


                          และจะถือเป็นการร่วมมือกันพลิกประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ของ   "นิเทศศาสตร์ชาติไทย"  ได้เลยกระมัง....!

 

                                          .........................................................