เรียนท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน
บทความเรื่องนี้มี 4 ตอนค่ะ
ตอนที่ 1 นำเรื่อง ตอนที่ 2 วิชาครอบครัวศึกษา ตอนที่ 3 วิชารู้เท่าทัน ตอนที่ 4 วิชาภูมิปัญญาไทย (จบ) เพื่อความต่อเนื่อง และอารมณ์ที่ไม่ขาดตอน โปรดอ่านเรียงตอนตามลำดับนี้ ดิฉันขออภัยที่เขียนยาวๆ นิสัยนี้รักษายาก และแก้ไม่หายสักที หากท่านกรุณาอ่านไปจนจบบทความนี้ได้ ดิฉันขอขอบพระคุณ และหากท่านรู้สึกว่ายาว และอาจอ่านไม่จบ ดิฉันก็ขอขอบพระคุณด้วยความรู้สึกเข้าใจเช่นกันค่ะ ขอบพระคุณค่ะ : )
สามวิชา...ที่ครูยุคหลังปฏิรูปการศึกษา ต้ อ ง รี บ ส อ น !
: วิชารู้เท่าทัน
วิชารู้เท่าทัน มีจุดเน้นอยู่สองประการ คือหนึ่งรู้เท่าทันความเป็นไปของสังคม โลก และชีวิต (เรียกอีกอย่างว่า การรู้เท่าทันการสื่อสาร) และสอง คือ การรู้เท่าทันสื่อ โดยเฉพาะสื่อมวลชน
การสอนวิชารู้เท่าทัน นั้นแม้มิใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป ผู้สอนพึงฝึกตนหมั่นศึกษาค้นคว้าให้ตัวท่านทำท่าจะรู้เท่าทันเสียก่อนเป็นเบื้องต้น ท่านจึงจะสอนเด็กได้อย่างมั่นใจเป็นลำดับต่อไป ก่อนจะรู้เท่าทันสิ่งใดท่านต้องรู้จักสิ่งนั้นอย่างแท้จริงเสียก่อน แน่นอนว่าประสบการณ์ต่างๆในชีวิตมีส่วนช่วยให้ท่านเข้าใจโลกและชีวิตมากขึ้น แต่ยังมีอีกมุมหนึ่งของการมองโลกปัจจุบันผ่านชุดความรู้ที่ท่านไม่ต้องรอสั่งสมด้วยตนเอง
ปัจจุบันวิชารู้เท่าทันสังคม และโลกนั้น มักบรรจุในหลักสูตรวิชาทั้งหลายที่ลงท้ายด้วยคำว่า พัฒนา หรือมีคำว่า พัฒนา เข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านจะเห็นคำบอกสภาพ และคำที่แสดงถึงการกระทำและการถูกกระทำต่างๆ อาทิ ความทันสมัย การทำให้เป็นตะวันตก การครอบงำ อำนาจ และวาทกรรมฯลฯ เป็นต้น จงรีบหามาอ่านเสียจะเป็นการดี เราจะได้เข้าใจว่าที่พัฒนามาทุกวันนี้นั้นพัฒนาขึ้นหรือพัฒนาลง ใครกันแน่ที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนา และจะพัฒนาอย่างไรจึงจะเป็นการพัฒนาที่เหมาะสมและยั่งยืนอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ดี ท่านอย่าได้หวังคำตอบสำเร็จรูปจากข้อมูล ข่าวสาร หรือหนังสือต่างๆเหล่านี้เป็นอันขาด จงมองเด็กๆของท่านตามสภาพจริงอันหลากหลายของเขา ท่านจึงจะเห็นแนวทางการพัฒนามนุษย์ตัวเล็กของท่านอย่างแท้จริงต่อไป
การรู้เท่าทันความเป็นไปของโลกและชีวิตนั้น ชุดความรู้และเครื่องมือที่จะช่วยรู้เท่าทันอยู่ในหลักศาสนา ควรให้ผู้เรียนได้เห็นวิธีคิดด้วยหลักศาสนาที่ลึกซึ้ง นอกจากสอนให้รู้หลักการ หรือหลักธรรมแล้ว ยังต้องสอนด้วยกรณีศึกษาผ่านการบันทึกเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ต่างๆของสื่อมวลชนด้วย
เพราะการเรียนรู้ความเป็นไปในปัจจุบัน กับการเรียนเพื่อให้ รู้เท่าทัน ความเป็นไปที่เป็นปัจจุบัน จะต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน
และฝึกวิธีคิดเชื่อมโยงสัมพันธ์นี้ เป็นความถี่ซ้ำๆจนผู้เรียนเกิดทักษะ สามารถเชื่อมโยงชุดเครื่องมือการแก้ปัญหาชีวิต (หลักธรรม) กับชุดวิชาชีวิตจริง ที่แตกต่างหลากหลายไปตามกรรม (การกระทำ)ของตัวได้
และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือผู้เรียนก็ควรจะได้รู้เท่าทันวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังศาสนาและคำสอนของหลักศาสนานั้นๆด้วย
การนำชุดการสอนวิธีคิดตามหลักพุทธธรรมมาใช้ มิน่าจะเป็นข้อแปลก และไม่น่าจะทำให้เกิดความแปลกแยกแตกสามัคคีในการเรียนรู้
ข้อน่าสนใจที่สุดก็คือ พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เปิดโอกาสให้ “วิพากษ์” ได้ ด้วยการบอกไว้ในหลักกาลามสูตร ความคิดเชิงวิพากษ์ การฝึกคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทำให้คนฉลาดขึ้นมิใช่หรือ
และนี่คือการสอนวิธีคิดที่น่าสนใจ เหมาะแก่การใช้สอนคนให้รู้เท่าทัน การสอนให้ผู้เรียนมีหลักคิดในการฝึกคิด ฝึกวิเคราะห์วิพากษ์ด้วย น่าจะเป็นการดียิ่ง เพราะเมืองเราใช้ชุดความรู้ตามหลักพุทธธรรมมานำทางชีวิตมาตั้งแต่ไหนแต่ไร (บางทีก็เป็นพุทธแบบผสมผสาน) หากสอนให้คนรู้จักที่จะไตร่ตรองก่อนเชื่อ น่าจะดีกว่าเชื่อโดยไม่สงสัยไตร่ตรอง
และการที่โรงเรียนเปิดโอกาส ให้ครูได้เรียนรู้ที่จะ ปรับวิธีคิด ผลิตวิธีสอน วิชาพระพุทธศาสนาแนวใหม่ ที่บางท่านเรียกว่า “พุทธโมเดิร์น” นั้น มิใช่เรื่องประดักประเดิดแต่อย่างใด หากสอนด้วยฐานคิดที่ว่าศาสนาเป็นความรู้และเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าช่วยในการหาความรู้ความเข้าใจเรื่องความรู้เท่าทันโลกและชีวิต
ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการรู้เท่าทันสื่อมวลชน ที่ควรให้ความสนใจทุกระดับการศึกษา เพราะสื่อมวลชนเป็นผู้ประกอบสร้างข้อมูลข่าวสารและชุดความรู้จำนวนมาก ที่ทำให้วิธีคิดของลูกหลานเราบิดเบี้ยวไปเป็นอันมาก ในแต่ละวัน เรารับรู้ข้อมูลข่าวสารท่วมท้นผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ รวมถึงสื่อออนไลน์รับสารได้ยี่สิบสี่ชั่วโมงอย่างอินเตอร์เน็ต และมือถือ สื่อที่นำภัยมาได้ถึงมือ หากผู้ถือไม่รู้เท่าทัน
สื่อมีอำนาจ กำหนดรูปร่างความคิดของมนุษย์ตัวเล็กๆได้ ทั้งที่มีอิทธิพลในทันทีอย่างลูกร้องจะเอาของแถมในโฆษณาขนมทางทีวี และที่มีอิทธิพลแฝงระยะยาวอย่างฉากรักในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ที่เป็นต้นแบบของฉาก(ต้อง)สังวาสอย่างเปิดเผยในภาพยนตร์ไทย และอาจเป็นต้นแบบของการกระตุ้นความใคร่โดยไร้ความรู้สึกรับผิดชอบเป็นต้น
แปลว่า สื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อภาพเคลื่อนไหวเสมือนจริงอย่างโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค
โดยเฉพาะต่อเด็ก ซึ่งยังไม่เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงที่ต้องมองจากหลายมุมมอง หลายมิติแล้วจึงมาสังเคราะห์ประมวลกันเข้าเป็นชุดการรับรู้ความจริงของคนหนึ่งคน
ซึ่งนั่นก็ยังมิอาจเรียกได้ว่าเป็นความจริงแท้
หากแต่สื่อมวลชนอย่างเช่นโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่มือถือ ก็ได้ประกอบรูปร่างความคิดสำเร็จรูปให้คนตัวเล็กของเรารุ่นแล้วรุ่นเล่า และมากยิ่งขึ้นทุกวัน กว่าจะรื้อถอนวิธีคิดใหม่ได้ก็อาจต้องปล่อยให้พังทลายไปเป็นรุ่นๆ ซึ่งไม่น่าจะปล่อยไปตามยถากรรมอย่างนั้น
สื่อแรก ที่เด็กๆต้องรีบรู้เท่าทันคือสื่อการโฆษณา เด็กๆจะรู้ไหมว่า สื่อโฆษณาและ บางมุมของศาสตร์นี้แหละ ที่ทำให้วิธีคิดวัตถุนิยมทุนนิยม และบริโภคนิยมฝังตัวเข้าไปในวิธีคิดของคนไทยอย่างลึกซึ้ง และทำลายถึงระดับจิตวิญญาณเลยทีเดียว
หากเด็กๆอยากจะเรียนโฆษณาเพราะเห็นว่าโฆษณาเป็นสิ่งบันเทิงนั้น เราได้ตระหนักบ้างไหมว่าวิธีคิดนี้มีรากมาจากทุนนิยมตะวันตก มีเงินเป็นฐานคิด แปลว่าคิดโดยเอาเงินเป็นตัวตั้งแล้วก็ต้องหาวิธีโน้มน้าวใจให้คนจ่ายเงินซื้อ โดยมีหลักการว่าเราจะไม่บอกความจริงทั้งหมดแต่บอกเป็นท่อนๆ ส่วนความจริงด้านลบทั้งหลายเราจะไม่บอกเลย แล้วก็อาจจะถ่ายทอดแก่กันด้วยความมั่นใจอย่างนี้
การสอนคนให้รู้สึกว่า “โกหกไม่ผิด - ทุจริตไม่เป็นไร” นั้น มิใช่การทำลายกันในระดับจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้งดอกหรือ
สื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อที่สมควรจะฝึกให้เด็กเสพบริโภคอย่างรู้เท่าทัน โดยเฉพาะการเสพบริโภคข่าว ครูคงต้องช่วยอธิบายให้เด็กๆเข้าใจก่อนว่า
ข่าว คือการประกอบสร้างข้อเท็จจริงตามมุม(ที่เลือกมอง)ของผู้นำเสนอข่าว
แม้ข่าวเดียวกัน จะเสนอผ่านสื่อหนังสือพิมพ์สิบฉบับ เนื้อข่าวก็จะออกมาไม่เหมือนกันทุกตัวอักษร เว้นแต่จะเป็นข่าวที่เขาเขียนสำเร็จรูปเอาไว้แจกสื่อมวลชนเท่านั้น
และหลายๆครั้ง ที่แต่ละฉบับเลือกประเด็นนำเสนอต่างกัน บางครั้งถึงแก่ข้อเท็จจริงขัดแย้งกันเองก็มี
ควรที่เราผู้บริโภคจะได้บริโภคข่าวสารและข้อมูลต่างๆอย่างรู้เท่าทัน และเรียนรู้ที่จะเปรียบเทียบสาร และบางครั้งอาจต้องเพียรพยายามที่จะรู้ลึกไปถึงเบื้องหลังการประกอบสร้างสารนั้นด้วย เพื่อที่ว่าเด็กๆจะได้มีฐานคิดและสร้างระบบคิดในการกลั่นกรองและเลือกบริโภคข้อมูลข่าวสาร ทั้งหลาย ในอนาคตหากเด็กๆมีโอกาสเข้าไปเรียนรู้ ก็จะได้ศึกษาอย่างรู้เท่าทัน ไม่ใช่เสียเงินเรียนแพงๆในมหาวิทยาลัยเพียงเพื่อออกมาหน้าตาเป็นช่างเทคนิคที่ไม่เคยถูกฝึกให้รู้เท่าทันศาสตร์ของตัวอีกต่อไป
สำหรับในรั้วโรงเรียน วิธีการง่ายๆคือฝึกให้เด็กเขียนรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยเขียนเฉพาะข้อเท็จจริง ไม่ใส่ข้อคิดเห็นของตัวลงไป เราเรียกการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่าข่าว
หากเพิ่มข้อความโน้มน้าวเชิญชวน เราก็เรียกว่าข่าวประชาสัมพันธ์ อ่านออกวิทยุก็จะกลายเป็นข่าววิทยุ เพิ่มภาพที่เกี่ยวข้องอีกหน่อยแล้วเอากล้องมาถ่าย ฉายภาพออกทีวี เราก็เรียกว่า ข่าวโทรทัศน์
ถ้าอยากให้สนุกขึ้นอีกนิด ก็สร้างทีมงานนิเทศศาสตร์ในโรงเรียน ผลิตซ้ำประกอบสร้างข่าวสารกันเป็นที่สนุกสนาน แต่อย่าสนุกจนลืมว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร
การจะให้คนเข้าใจเบื้องหลังเบื้องลึกของสิ่งใดได้ ก็ต้องให้เขาเห็นและลงมือทำด้วยตนเอง สักวันเขาจะมองเห็นถึงกระบวนการแพร่กระจายของข่าวสารข้อมูล และอิทธิพลของข่าวสารข้อมูลนั้น แค่ผู้รับสารได้รับรู้ ก็ถือว่าผ่านกระบวนการขั้นแรกของการสื่อสารแล้ว
วิชาการสื่อสาร และ การรู้เท่าทันการสื่อสาร (ทุกประเภท)ควรเป็นวิชากลาง ให้ลูกหลานรวมถึงชาวบ้านชาวช่องได้เรียนรู้กันอย่างเปิดเผย อย่าให้ต้องเสียเงินแพงๆไปเรียนมหาวิทยาลัยรวยๆ เพียงเพื่อจะส่งคนเข้ากระแสที่หาทางออกไม่ได้อีกเลย
ผู้ที่เคยตั้งความหวังว่าจะสร้างวิชาการข่าวสารในโรงเรียนนั้น โปรดตั้งความหวังให้สูงขึ้นอีกนิด เพราะเราต้องฝึกและสร้างให้เด็กๆรู้เท่าทันสื่อแบบครบวงจร ออกแบบการเรียนรู้ให้เฉียบคมและลึกซึ้ง จึงจะสู้รบปรบมือกับโลกทุนนิยมนี้ได้
หลายๆท่านคงเห็นตรงกันว่า น่าจะสอนวิชาอ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ชมภาพยนตร์ รวมถึงการวิเคราะห์ข่าวสาร และวิจารณ์โฆษณา ซึ่งในที่นี้จะขอเรียกอย่างง่ายว่าสอน "วิชานิเทศศาสตร์ในโรงเรียน" กันให้เป็นล่ำเป็นสัน
คุณครูทุกท่านสามารถสอนได้ หากตั้งใจจริงที่จะหาความรู้ และพัฒนาชุดความรู้นี้ให้เป็นระบบต่อไป ท่านสามารถศึกษาจากทฤษฎีและตำรานิเทศศาสตร์ต่างๆได้ แต่อย่าหลุดหลงเข้าไปในทฤษฎีกระแสหลักจนลืมจุดมุ่งหมายที่แท้จริง
ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสื่อด้านการสื่อสารที่ผู้รู้ทั้งไทย และต่างชาติ ได้ตั้งใจเขียนเผยแพร่ให้เราได้อ่าน เป็นการสร้างฐานความรู้ให้หนักแน่นแม่นยำ
ขณะเดียวกัน ท่านสามารถเป็นผู้เขียนหนังสือ จากสภาพจริงในการสื่อสารที่ท่านมีประสบการณ์ตรง หรือทำวิจัยชั้นเรียนที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ด้วยประสบการณ์ตรง โดยไม่ต้องรอให้โลกตะวันตกรับรองความเป็นทฤษฏีก่อน ขออภัยที่ต้องกล่าวดังนี้ เพราะทฤษฎีและชุดความรู้บางชุดจากตะวันตกนั้น บางครั้งก็ ปิดบังความจริงในการเอาเปรียบและครอบงำเราไว้อย่างแนบเนียนและแยบยล จนฝังรากลึกไปถึงระบบการศึกษา อันเป็นระบบเส้นเลือดใหญ่ของการสร้างคนในชาติ ไปแล้ว
แต่ด้วยวิกฤตสามประการดังกล่าวข้างต้น คงทำให้เราเห็นพอเป็นอุทาหรณ์บ้างว่าชุดความรู้และวิธีคิดที่นำโลกไปสู่ความพินาศนั้น อยู่ที่การยอมอยู่ใต้อำนาจ (ของตะวันตกหรือของใครก็ตาม) โดยไม่รู้เท่า หรือไม่ยอมพัฒนาตัวเองให้รู้เท่าทัน
แปลว่าเชื่อ และยอมตามโดยไม่รู้จักและไม่กล้าตั้งคำถาม ไม่กล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงคำตอบ วิธีทำให้คนอยากหาคำตอบใหม่ที่ที่ดีกว่า ต้องเริ่มจากการทำให้เขารู้ความจริงคืออะไร หรือพูดให้ยากขึ้นอีกนิดว่า ต้องฝึกให้เขารู้จักตั้งข้อสงสัย ความจริง นั้น และฝึกวิธีคิดในการหาคำตอบร่วมกันให้ได้
จะว่าไปแล้ว นิเทศศาสตร์ในโรงเรียน ก็คือการสอนให้เด็กเสพบริโภคสื่ออย่างมีวิจารณญาณ และ รู้เท่าทันนั่นเอง จะอ่านหนังสือพิมพ์ อ่านนิตยสาร ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ชมภาพยนตร์ ฟังเพลง หรือเสพสื่อใดๆ ก็ให้รู้จักตั้งคำถาม รู้จักสงสัย รู้จักวิธีหาความจริงที่จริงแท้ มิใช่เชื่อว่าจริงเท่าที่เขาจัดมาให้เชื่อ
ดังที่ท่านอาจารย์ปรีชา ช้างขวัญยืน เคยเขียนไว้นานมาแล้วว่า
"...นอกจากจะสอนให้คน รู้จักสังเกตแล้ว เรายังต้องสอนให้รู้จักผิดสังเกตอีกด้วย..."
รวมถึงการระลึกรู้อยู่เสมอว่าทุกสิ่งที่สื่อเขาประกอบสร้างขึ้นมาป้อนเรานั้น เขาต้องลงทุน ในโลกธุรกิจไม่มีใครลงทุนโดยไม่หวังผล เขามีเป้าหมายหวังผลอย่างหนึ่งอย่างใดทั้งสิ้น จงเสพด้วยความรู้ตัว อย่าหลงเป็นเหยื่อโดยไม่รู้จักคิด
หากสร้างระบบการศึกษาที่สอนคนให้รู้จักคิดได้ ก็ถือเป็นคุณูปการใหญ่หลวง !
และหากเราสร้างวิชารู้เท่าทันสื่อ หรือวิชานิเทศศาสตร์ในโรงเรียนได้สำเร็จ
ต่อไปในระดับมหาวิทยาลัย ศาสตร์นิเทศศาสตร์ก็จะต้องแปรสภาพส่วนหนึ่งไปเป็นวิชาพื้นฐาน ครู(อาจารย์)ทุกคนที่เกี่ยวข้องและมีภูมิรู้จะต้องร่วมกันสอนวิชารู้เท่าทันสื่อในระดับมหาวิทยาลัยด้วย เพื่อต่อยอดจากระดับ อนุบาล ประถม และมัธยม ให้เกิดการส่งไม้ต่อมือเป็นทองแผ่นเดียวกัน
ชุดความรู้นิเทศศาสตร์ควรมีลักษณะเป็นศาสตร์บูรณาการ และควรเกิดจากการที่อาจารย์ต่างศาสตร์มาร่วมกันสอน ร่วมกันสร้างภูมิรู้นี้ให้เป็นประโยชน์ในการช่วยบรรเทาและแก้ไขปัญหาสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
หากสักวันหนึ่งเรามี “ครู” ที่รู้เท่าทันโลกและชีวิตปัจจุบัน ผู้มองเห็นวิกฤตที่กล่าวมาแล้วอย่างลึกซึ้ง และสามารถรวมพลังกันเป็นเครือข่าย ช่วยกันสอนให้บัณฑิตระดับอุดมศึกษาทุกสาขา จบออกมาโดยมีพื้นฐานของการรู้เท่าทันกันทั้งชาติแบบนี้
......นี่มิใช่เรื่องน่ายินดีดอกหรือ......
และหากอาจารย์ในสายวิชานิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนระดับอุดมศึกษาทุกท่าน ทั้งจากมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และสถาบันราชภัฏ เล็งเห็นถึงความเป็นกัลยาณมิตร ความเป็นเครือข่ายร่วมกันในระดับอุดมศึกษา
และได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนแบ่งปันภูมิรู้ภูมิปัญญา ในการร่วมกันสร้าง "การรู้เท่าทันสื่อ" หรือ “นิเทศศาสตร์ในโรงเรียน” หรือจะใช้ชื่อใดก็ตาม แต่เป็นการร่วมมือกันสร้างความรู้ชุด การรู้เท่าทันสื่อมวลชนให้เกิดผลในชาติ(นี้) จะนับเป็นบุญมหาศาลแก่คนในชาติเราอย่างหาที่เปรียบมิได้
และจะถือเป็นการร่วมมือกันพลิกประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ของ "นิเทศศาสตร์ชาติไทย" ได้เลยกระมัง....!
.........................................................
ว้าว รวมเล่ม เรื่องราว ดีๆ
..
ให้ได้คิด
แต่ตอนนี้
ขอเวลานอนคิด 1 คืนครับ
..
ติดไว้ก่อนครับ
..
ตามอ่านอยู่นะคะ
ชอบอ่าน ชอบฟัง
แต่เถียง(คิด-วิเคราะห์) ไม่ค่อยเก่ง..
ว้าววว ดีจังเลยค่ะ...แต่ขอแปะโป้งไว้ก่อนนะค่ะ
ขอไปนอนก่อน 1 คืน (เหมือนคุณตาหยู) พรุ่งนี้ติตามอ่านค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะพี่แอมป์
ตามทัวร์งานเขียน 4 ภาคอย่างสนุกสนานเลยค่ะ ( ยาวกว่าลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ อีก ^ ^ )..เห็นด้วยจังเลยค่ะว่า..
หากสักวันหนึ่งเรามี “ครู” ที่รู้เท่าทันโลกและชีวิตปัจจุบัน ผู้มองเห็นวิกฤตที่กล่าวมาแล้วอย่างลึกซึ้ง และสามารถรวมพลังกันเป็นเครือข่าย ช่วยกันสอนให้บัณฑิตระดับอุดมศึกษาทุกสาขา จบออกมาโดยมีพื้นฐานของการรู้เท่าทันกันทั้งชาติแบบนี้
......นี่มิใช่เรื่องน่ายินดีดอกหรือ......
และหากอาจารย์ในสายวิชานิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนระดับอุดมศึกษาทุกท่าน ทั้งจากมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และสถาบันราชภัฏ เล็งเห็นถึงความเป็นกัลยาณมิตร ความเป็นเครือข่ายร่วมกันในระดับอุดมศึกษา
และได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนแบ่งปันภูมิรู้ภูมิปัญญา ในการร่วมกันสร้าง "การรู้เท่าทันสื่อ" หรือ “นิเทศศาสตร์ในโรงเรียน” หรือจะใช้ชื่อใดก็ตาม แต่เป็นการร่วมมือกันสร้างความรู้ชุด การรู้เท่าทันสื่อมวลชนให้เกิดผลในชาติ(นี้) จะนับเป็นบุญมหาศาลแก่คนในชาติเราอย่างหาที่เปรียบมิได้
และจะถือเป็นการร่วมมือกันพลิกประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ของ "นิเทศศาสตร์ชาติไทย" ได้เลยกระมัง....!
................................................................................
วิชารู้เท่าทันการสื่อสารนี่เบิร์ดยังอยากเรียนเลยค่ะพี่แอมป์..ทำได้แต่ตามเก็บเกี่ยวจากที่พี่แอมป์เขียนไว้เอา..ถ้าเราทำให้คนสามารถคิดเป็น รู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้น และสามารถเลือกสรรสิ่งที่เข้ามาในชีวิตได้ก็คงดีมากเลยนะคะ..เพราะการสร้างคนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
การคิดอย่างละเอียด..การเลือกอย่างชาญฉลาด
พลานุภาพและผลลัพธ์ที่ได้ดีเกินความคาดหมายเสมอ..
ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆนะคะ..^ ^
สายัณห์สวัสดิ์ค่ะ คุณตาหยู
สงสัยต้องคิดเกินหนึ่งคืนค่ะ เพราะยาวมาก คนเขียนยังตาลายวิงเวียนอยู่เลย เขียนเองแท้ๆ
...... แวะมาได้ทุกเมื่อที่คุณตาหยูสะดวกเลยนะคะ ขอบคุณค่ะ : )
สวัสดีค่ะ คุณหลานเด็กน้อยสารภี
ขอบคุณที่แวะมาค่ะ ฟังครูบ่นมาสี่ปียังไม่เบื่อหรือจ๊ะ แอบดีใจออกนอกหน้าพองาม : )
คิดถึง always ค่ะ ขอให้ทำงานมีความสุขนะคะ Nong Mam
สวัสดีค่ะ คุณ นม.
ขอบพระคุณที่แวะมาทักทายค่ะ
เอ่อ... ไม่ทราบว่าใช่อาจารย์นมินทร์ รึปล่าวคะ ถ้าไม่ใช่ต้องขออภัยอย่างสูง และขอบพระคุณสำหรับกำลังใจค่ะ : )
สวัสดีจ๊ะ เบิร์ด
ขอบคุณเบิร์ดมากเช่นกัน สำหรับการเปิดประเด็นคมลึก และการสรุป ต่อยอดให้ความรู้หมุนเป็นเกลียวจ๊ะ
พี่แอมป์เขียนเรื่องนี้ไว้นานแล้ว และไม่ได้ปรับเนื้อหา ก็เลยออกจะดูยาวๆยืดๆอยู่ เป็นลอร์ดออฟเดอะริงส์ ภาคหลอดกาแฟ ที่ต่อกันยาว ว ว...ๆๆ อิอิ
เอาเข้าจริงๆเรื่อง การรู้เท่าทันการสื่อสาร นี้คงเป็นวิธีสอนให้คิด มากกว่าจะเป็นวิชานะจ๊ะ ผู้รู้จริงท่านคงสามารถพัฒนาให้เป็นวิชาได้ ส่วนผู้รู้ไม่จริง (แต่อยากรู้) อย่างพี่ ก็ต้องแสวงหาความรู้และวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุดต่อไป
พรุ่งนี้พอตั้งตัวได้แล้ว พี่จะเข้าไปบ่นในบันทึกเบิร์ดต่อนะจ๊ะ ขอบคุณมากๆจ๊ะ : )
ถ้าพี่แอมป์จะร่างหลักสูตร เขียนแผนการสอนเล่นๆ เพื่อตอบคำถามตัวเองเมื่อไหร่ มัทขอมาเอี่ยวช่วยด้วยคนค่ะ เพราะการสอนให้คิดเป็นนี่ มัน"ต้นตระกูล"จะสำคัญจริงๆ : )
ปล. วิชาแรกที่มหาวิทยาลัยบังคับนักเรียนป.โท/เอกทุกคนให้ลงเรียน ที่นี่คือวิชา critical thinking เป็น course ยาว 2 เทอม (1 ปีการศึกษาไม่รวม summer) เค้าทำได้อ่ะ!
สวัสดีค่ะ อ.มัทนา
พี่แอมป์นั่งดีใจกระจุยกระจายอยู่หน้าคอมฯแล้วเนี่ย... !... คือว่าดีใจมากๆๆๆๆๆๆ อะค่ะ... : )
เมื่อก่อนพี่เคยคิดว่าถ้าสอน "ศาสตร์" ให้ดี เด็กจะดีเองแหงๆเลย แต่เมื่อเห็นแล้วว่าต้องฝึก "คน" ด้วย เขาจึงจะเป็นคนเต็มคน พี่แอมป์จึงต้อง "ฝึก" ให้เขาคิด
แต่พี่แอมป์ไม่มีความรู้ แถมไม่เก่งอีกต่างหาก ( ไม่ได้ถ่อมตัวนะคะ รู้สึกอย่างนี้จริงๆ) ก็เลยฝึกแบบบ้านๆตามสัญชาตญาณ คือมันจะแว้บขึ้นมาว่า จังหวะนี้แหละ ...!... แล้วก็ลงมือเลยอะค่ะ
ที่ อ.มัท บอกว่า ตอบคำถามตัวเอง นะคะ
มีเรื่องหนึ่งพี่แอมป์ตั้งเป็นสมมุติฐานไว้ในใจ ตามประสบการณ์ชีวิตที่เคยเจอมา และตามที่พ่อเคยบอก ว่า...คนเราถ้าถูกหลอกบ่อยๆ เดี๋ยวก็ฉลาดไปเอง...
พี่แอมป์คิดเอาเองว่า ถ้าเรากระตุ้นด้วยสิ่งเร้าอย่างพอเหมาะ เขาก็จะเรียนรู้ได้ และอาจเชื่อมโยงประสบการณ์ได้เองในสักวันหนึ่ง
ประมาณฉีดวัคซีนอะค่ะ (เอ๊ะ หรือ เซรุ่ม ดี......)
ตอนก่อนจะตัดสินใจเปิดแน่บจากระบบมัธยม พี่ก็ได้ทำเรื่องไว้นิดหน่อย ฉีดวัคซีนไว้ อิอิ เพราะอยากหาคำตอบเนี่ยแหละ พี่อยากรู้ว่าถ้าถูกหลอกหลายๆทีแล้วจะฉลาดขึ้นจริงไหม.......
พี่สอนเด็ก ม.ปลายสองห้อง ห้องแรกสอนตอนเช้า... หลังจากสอนเนื้อหาเสร็จ ก็บอกว่าเดี๋ยวพี่จะแจกขนม แต่ต้องช่วยกันนิดนึงก่อน แล้วพี่เก๊าะเอากล่องเวเฟอร์กรอบๆแบบนิชชินอันสี่เหลี่ยมๆ เอาไปให้เด็กทายว่าในกล่องมีเวเฟอร์กี่อัน โดยพูดโน้มน้าวว่าเขาเป็นเด็กสายวิทย์เขาต้องคำนวนได้ เห็นแค่กล่อง ก็ต้อง คำนวณ ได้ ว่าข้างในมีเวเฟอร์อยู่กี่อัน โน้มน้าวจนเขารู้สึกว่าต้องคำนวณให้ออกให้ได้ว่ามีกี่อัน
เธอก็ทายกันใหญ่ ....
ตอนเฉลยพี่ก็ฉีกกล่องแคว่ก.... ข้างในไม่มีอะไรใดๆอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว ....
เธอก็ร้อง ...เฮ้ย. !.. ... โหจารย์ ....... โธ่จารย์ .......ไหงงี้อะ ...!...
พี่สรุปบทเรียนนี้ว่า " สิ่งที่เห็น ไม่ได้เป็น อย่างที่คิด เสมอไป" จงอย่าเชื่อคำพูดโน้มน้าวใจของใครง่ายๆเป็นอันขาด
ห้องที่สอง สอนตอนบ่าย (พี่กะว่าห้องหนึ่งต้องมาบอกห้องสองแหงๆ) พอตอนบ่าย สอนเนื้อหาวิชาเสร็จ พี่ก็บอกว่าไหนมาทายอะไรกันเล่นๆซิ มีรางวัลด้วยแหละ แล้วก็ยก กล่องลวดเย็บกระดาษยี่ห้อแม็กซ์ กล่องเล็กๆ ให้เขาดู แล้วถามว่า ในนี้ มีเข็มแม็กซ์กี่อัน
บางคนทายว่ามีกี่อัน แต่หลายคนทำท่าไม่เชื่อและบอกว่า ....."หนูรู้แหละว่า'จารย์กำลังทำอะไร "หนูทายว่าในกล่องไม่มีอะไรเลยค่ะ......"
แล้วเธอก็ยิ้มอย่างมั่นใจ ในขณะที่พี่เทเข็มแม็กซ์ดังกราว..ว.. เข็มแม็กซ์นับสิบอันออกมากองให้เธอเห็นกันจะๆ
พี่สรุปบทเรียนนี้ว่า "สิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสมอไป " จงอย่าเชื่อที่ใครเขาบอกง่ายๆเป็นอันขาด
วันรุ่งขึ้นพี่เปิดแน่บเข้าราชภัฏเลยอะ กลัวเด็กฟ้องเอาว่าหลอกลวงผู้บริโภค ใช้เวลาราชการหากินโดยมิชอบ แบบว่ามัวเล่นกลให้เด็กดู อิอิ......
เอ่อ.... ทั้งหมดที่ได้ก่อกรรมไปข้างต้น ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ไม่กล้าเล่าใคร เพราะมันไม่เป็นไปตามแผนการสอนอะค่ะ มันไม่มีในคำอธิบายรายวิชาด้วย นีกเอาเอง ทำเองสนุกเองอยู่คนเดียว คุยกับเพื่อนเขาก็ไม่สนุกด้วยอะค่ะ .........
อ.มัทคะ พี่แอมป์จะมีความสุขที่สุดเลยจ้า ถ้ามีหลักสูตร หรือแผนการสอนแบบนี้ (ไม่ใช่หลักสูตรหลอกเด็กนะคะ แต่เป็นหลักสูตรที่สอนให้คนคิดฉลาดๆอะ) ที่เขียนโดยผู้รู้จริงอะค่ะ ของพี่แอมป์เป็นผู้อยากรู้เฉยๆ และยังไม่มีปัญญาเขียน
พอ อ.มัทเล่าว่าที่ประเทศนอกมีแบบนี้ พี่อยากรู้ใจจะขาดเลยอ่ะ เค้าทำได้ด้วยอ่ะ..!... แงๆๆ อยากทำได้มั่งอ่ะ
ถ้า อ.มัทพอมีเวลา ตอนไหนก็ได้ค่ะ เมื่อไหร่ก็ได้ค่ะ รบกวนเล่าสั้นๆนิดเถิดนะคะ อยากรู้จริงๆ อยากรู้ใจจะขาดอยู่แว้ว แต่รอได้จริงๆนะคะ .....
ระหว่างนี้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระของ อ.มัท มากเกินไป พี่แอมป์จะตะกาย "กูกลิ้ง" ไปก่อน อิอิ ตอนนี้กำลังตีลังกาซัมเมอร์ซอลท์ อ่าน emotional literacy ไปพลางๆ เห็นมีคำว่าอารมณ์ ชอบนักเทียว : )
ส่วนแบบ"หมดอารมณ์" นี่ไม่ใคร่ชอบ อิอิ
ขอบคุณ อ.มัท มากเลยนะคะ พี่แอมป์บ่นยาวหลักกิโลไปอีกแล้ว นี่ขนาดยังไม่แก่เท่าไหร่นะคะเนี่ย.... อิอิ : )
พี่แอมป์รู้ทันเด็กจริงๆว่าต้องไปคุยกันแน่ๆ : ) สอนได้สองเรื่องเลยโดยที่ ไม่ต้องสอนซ้ำเรื่องเดียวกันให้ 2 ห้อง ปรบมือดังแถมก้มหัวแสดงความเคารพอีก 1 ทีค่ะ : )
ไอ้หลักสูตร critical thinking นี่มันก็ไม่ได้ เลิศอะไรหรอกค่ะ เพราะมันอิงวิทยาศาสตร์มาก คนสอนเป็น positivist แบบเป้งๆเลยค่ะ แต่มัทก็ได้ความรู้มาเป็นพื้นฐานมากมาย
หลักสำคัญๆคือให้สงสัยไว้ เหมือนที่พี่บอกว่าหัดสังเกตไม่พอต้องรู้ว่าอะไรผิดสังเกตด้วย
เริ่มกันตั้งแต่เรื่อง logic เลยค่ะ ก็น่าสนใจแต่สอนน่าเบื่อไม่เบาค่ะ
แล้วก็มีการบ้านเพียบเลย ให้วิพากษ์งานต่างๆ ตั้งแต่ จดหมายใบปลิวหาเสียงของนักการเมือง จดหมายเรียกร้องรัฐบาลจาก NGO
แล้วก็มีให้จับกลุ่มวิพากษ์พวกหัวข้อเกี่ยวกับแพทย์ทางเลือกต่างๆว่าอันไหนน่าเชื่อไม่น่าเชื่อ มีหลักฐานอะไรมาอ้างสรรพคุณ อันไหรน่าเชื่อ อันไหนโม้
แล้วก็มีสอนวิํํํธีโน้มน้าวจิตใตด้วยภาษา ด้วยคำพูด สอนวิธีเถียง ว่ามีกี่แบบ แบบไหนน่าเชื่อ แบบไหนข้างๆคูๆ (rhetoric/argument)
แล้วก็ค่อยเข้าเรื่องการวิพากษ์บทความวิชาการ โดยเริ่มกันตั้งแต่เรื่องปรัชญาการได้มาซึ่งความรู้เลย (epistemiology) ไปจนถึงการเขียนวิพากษ์งาน วิชานี้เน้นเชิงปริมาณค่ะ ไม่เกี่ยวกับงานเชิงคุณภาพเลย
ก็เป็นวิชาที่สำคัญมาก แต่ไม่พอค่ะ มัทว่าทางที่ดีต้องมาต่อด้วย เรื่อง emotional literacy ของพี่แอมป์ด้วยจะดีที่สุด : )
พี่ถ่มตัวมากแล้วค่ะ ฝึกแบบบ้านๆ แต่ถึงแก่นแบบพี่สอนดีกว่านะมัทว่า : )
จากคนอยากตอบคำถามนี้อีกคนค่ะ : )
สวัสดีค่ะ อ.มัทนา
พี่แอมป์ต้องขอโทษ อ.มัท อย่างสูงเลยนะคะ ที่ตอบช้า สามวันที่ผ่านมางานสุดยอดมาก กินข้าวไปนั่งร่าง Flow งานไป เสร็จแล้วกินน้ำ เสร็จแล้วลุกไปพิมพ์ เสร็จแล้วก็ลืมไปว่ายังกินข้าวไม่เสร็จ .....ทำเวลาสุดขีดอะ ...!...
พี่แอมป์ว่าจะยืมชุดซุปเปอร์แมนมาใส่ หรือไม่ก็แปลงร่างเป็นน็อตให้รู้แล้วรู้รอดไป เพราะหัวเป็นเกลียวไปแล้ว อิอิ
อ.มัทก็คงกำลังยุ่งเหมือนกันใช่ไหมคะ ขอบคุณมากๆเลยนะคะที่มาช่วยตอบให้เรื่องวิชา critical thinking พี่แอมป์ตาสว่างไสว เห็นอะไรต่อมิอะไรสนุกไปหมดอีกแล้ว
อาจารย์ที่สอนเป็น positvist เลยเหรอคะ น่าสนใจจัง ทฤษฎีน่าจะเยอะดี คนเรียนเป็น post-postmodernist ด้วยปะคะ : )
พี่แอมป์อ่านหนังสือตรรกศาสตร์มาบ้างนิดหน่อย ไม่ค่อยเข้าใจ(มันเหมือนเลขมากไปหน่อย) แต่สนุก คือรู้สึกว่าเขาช่างหาสัญลักษณ์มาแทนค่าภาษาเชิงเหตุผลและการกล่าวอ้าง เป็นแผนภูมิมั่ง เป็นสมการมั่ง อย่างคุณออยเลอร์ คุณมิลล์ เวนน์ คุณอะไรๆ
อย่างไรก็ตาม บางอันมันขัดความรู้สึกยังไงก็ไม่ทราบอะค่ะ เขาคิดมาดีมังคะ แต่เราฉลาดน้อยเลยไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวเย็นนี้ต้องไปกินตาปลาทูแระ (เผื่อจะมี โอเมก้าธรี) อินวัน : )
วิชา critical thinking อาจารย์ อ.มัทจัดลำดับเนื้อหาได้น่าสนใจเนอะ งานที่ให้จับกลุ่มวิพากษ์ว่าสารอันไหนน่าเชื่อไม่น่าเชื่อ มีหลักฐานอะไรมาอ้างสรรพคุณ อันไหนน่าเชื่อ อันไหนโม้ อิอิ นี่ก็ยิ่งสนุก ได้คิดด้วยได้แย้งกันด้วย เห็นมุมมองหลากหลายดี
และโอ้ที่ชอบมากคือการสอนวิํํํธีโน้มน้าวจิตใจด้วยภาษา ด้วยคำพูด และที่ชอบที่สุดคือสอนวิธีเถียง ทั้งแบบน่าเชื่อ และแบบข้างๆคูๆ (rhetoric/argument) อูยสนุกหงะ.... เคยเจอวิธีคุยแบบ dead end dialogue ด้วยค่ะ เสียดายจัง จด wording ไม่ทัน น่าวิเคราะห์ที่สุดเลย ถ้าจับจุดที่ล็อกวิธีคิดเขาได้ น่าจะช่วยให้เขาสื่อสารได้ดีขึ้น ถึงช่วยไม่ได้ อย่างน้อยก็ฝึกวิธีลดความคับข้องใจของคู่สนทนาได้ เอาเข้าไป ฝันไปนู่นเลยอะ....
นึกๆแล้วสงสัยต้องต่อด้วย emotional literacy เหมือน อ.มัทว่าแล้วมังคะ ตอนนักเรียนกำลังเถียงกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน จะได้สอนต่อว่าว่าเถียงกันได้ แต่อย่าลุกขึ้นมาชกกัน จงรู้เท่าทันทันอารมณ์ตัวเอง
แต่ตอนสอนนี่ต้องยืนห่างจากผู้เรียนอย่างน้อยร้อยเมตร อิอิ
ถ้าประยุกต์วิชาเหล่านี้ไปช่วยเด็กเล็กๆได้ (หมายถึงเด็กที่พอจะเข้าใจเหตุผลแล้วนะคะ) พี่แอมป์ก็เกิดความหวังขึ้นมารำไร ว่าวิธีคิด "ที่ทำให้เข้าใจการสื่อสาร" ทั้งแบบเข้าท่า และไม่เข้าท่า ของคนอื่นนี่ จะช่วยลดความคับข้องใจในการสื่อสารไปได้เยอะ และจะทำให้ฉลาด รู้เท่าทันการสื่อสาร ของคนอื่นเร็วขึ้นด้วย
อาทิเช่นเยสเตอร์เดย์ เป็นวันที่ต้องบันทึกเสียงไว้เลย เป็นการอธิบายลำดับความว่าด้วยการหาความจริงที่สุดยอดมาก ตาลายสู้แสงไม่ได้ไปเลยเนี่ย จ้องจอมากไป
เห็นกับตาแล้วว่าถ้าไม่ฝึกให้คนคิดซับซ้อน คิดสงสัย ก็ไม่มีทางตามคนอื่นที่เขาซับซ้อนกว่าได้ทัน คือจำเป็นต้องฝึกคนชุดที่ยอมเสียสละปวดหัว ฝึกคิดซับซ้อน แล้วก็ฝึกแกะแงะความซับซ้อนออกมาให้ได้ และหาความจริงให้เจอ
เอ.... วิชามัธยมมีสอนอะไรมั่งอะ เดี๋ยวต้องไปนั่งเปิดหลักสูตรดู คืองานที่มีอยู่ตอนนี้ยังยุ่งไม่พอ (ประชดตัวเอง เผื่อว่าจะรู้สึกมั่ง .....เอ่อ.... ไม่รู้สึกแฮะ อิอิ)
อยากเล่าอีกยาวเลยอะค่ะ อ.มัท แต่เดี๋ยว อ.มัทจะจ้องจอนาน ตาสู้แสงไม่ได้ไปอีกคน พี่แอมป์จะพยายามเรียบเรียงหลักสูตร เอ๊ยแนวการ(แบบบ้านๆ) สอนสำหรับเด็กๆป.ตรี เทอมนี้ ให้ อ.มัทดูเล่นคร่าวๆนะคะ ฝากขอบพระคุณด้วยหากมีใครจะกรุณาช่วยตอบเพิ่ม : ) และอ.มัทไม่ต้องกังวลเรื่องตอบกลับนะคะ ไว้ว่างเมื่อไหร่ค่อยแวะมาคุยกันใหม่ พี่แอมป์รอได้เสมอ ถนัดมากเรื่องอดทนรอ เป็นความสามารถพิเศษ : )
พี่แอมป์ขอส่งใจข้ามทวีป ขอให้ อ.มัท ผ่านฉลุยทั้งการเรียนและการสอบ ให้ราบรื่นตลอดเส้นทางนะคะ และอย่าลืมรักษาสุขภาพด้วย
วันนี้วันวิสาขบูชา จะไปทำบุญและเวียนเทียนเผื่อตอนเย็นนะคะ ขอบคุณอ.มัทมากๆอีกครั้งนะคะ : )
ยุ่งน่าดูเช่นกันค่ะ แต่คิดถึง ต้องเข้ามาหาโดยเฉพาะ : )
พี่แอมป์ก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ฝนตกด้วยนินา
มัทคิดว่าตัวเองไม่ใช่ postmodernist ค่ะ : ) เคยบอก supervisor ตัวเองเมื่อสองปีที่แล้วว่าหนูว่าหนูเป็น post-postmodernist
(ตอนนั้นในใจคิดว่า I am a Buddhist จบ แต่ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้สั้นๆ)
พอปีนี้ต้องมาเขียน thesis บทวิธีวิจัย ในที่สุดมัทก็เขียนว่ามัทอยู่ระหว่าง post-positivist กับ post-modernist (ไม่มีชื่อกลุ่ม) แต่มัทเห็นด้วยกับมุมมองโลกของ system theorist และ ecologist : )
สวัสดีค่ะ อ.มัทนา
ขอบคุณมากค่ะที่แวะมา พี่แอมป์กำลังเอาใจช่วยสุดชีวิตนะคะ : ) เชื่อว่า อ.มัท จะเขียนได้ดีค่ะ (เห็นฝีมือมาแล้วใน G2K)
อะฮ่า... และยินดีที่ได้รู้จัก post-postmodernist ตัวจริง สงสัยต้องเรียนเชิญมาเขียนเรื่อง "อาฟเตอร์ ฟูโก้'s เอฟเฟ็กต์" อิอิ
พี่แอมป์อยากลองเขียนถึง พุทธโมเดิร์นนิสต์ จังอะค่ะ เป็นชุมชนใหญ่ในโลกไซเบอร์เลย (นี่เฉพาะเท่าที่ปรากฎเป็นลายลักษณ์อักษรนะคะ )
ชุมชนที่นำเสนอแนวคิดเช่นนี้มักเป็นผู้มีความรู้และกำลังศึกษาวิธีคิดแนวพุทธ ศึกษาแบบศึกษาจริงๆ ขณะเดียวกันก็กล้าตั้งคำถามและวิพากษ์กระบวนการศึกษาของตนด้วย เป็นปรากฎการณ์ของการศึกษาที่สามารถทลายพรมแดนความรู้ เพื่อเข้าไปสู่ยุคของการหาความจริง เป็นการฉุกคิดและมองย้อนเข้าไปข้างในใจตน ขณะที่โลกกำลังวิ่งห้อตะบึงออกไปข้างนอกด้วยอิทธิฤทธิ์ของเทคโนโลยี ได้อารมณ์ชะมัด
นี่พี่แอมป์ไปถึงไหนแล้วอะ.... เลยหลักกิโลที่ห้าไปยัง อ.มัทช่วยดึงกลับมาที อิอิ
เรื่องของเรื่องคือตอนนี้ราชบัณฑิตยสถานกำลังรวบรวมคำใหม่ สำนวนใหม่ ที่ใช้จริงในสังคม อย่าง ชิลชิล โดน อีการ์ด ฯลฯ และจะพิมพ์เผยแพร่ปลายปีนี้ เป็นเรื่องน่าสนใจมาก .....มีศัพท์ข้ามวัฒนธรรมตั้งหลายคำอะค่ะ
การที่ผู้บันทึก(คำ)ศัพท์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นองค์กรศัพท์มาตรฐานของชาติ รับพิจารณาคำที่ใช้แล้วสื่อความในแต่ละยุคสมัย แล้วก็นำมาบันทึกไว้ในนาม "องค์กร(คำ)ศัพท์มาตรฐานของชาติ" ( แม้แต่คำสแลงที่ใช้ในช่วงร่วมสมัยนี้) ก็พอได้แปลว่ากำลังเปิดกว้างทางภาษามากขึ้น
การบันทึกคำตามการใช้ภาษาที่ปรากฏจริงในชีวิตประจำวันนี้ ข้อดีคือเด็กๆจะได้เห็นการสะกดคำที่เป็นไปตามมาตรฐาน และตอบได้โดยหลักการ (ครูภาษาไทยไม่ต้องลำบากใจ)
ขณะเดียวกันการกรองความหมายโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ก็ทำให้ศัพท์นั้นเป็นศัพท์ที่ผ่านการพิจารณาตรึกตรองมาแล้ว ว่าควรแก่การบันทึกไว้ ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ก็สามารถอภิปรายโดยหลักฐาน หลักการ และเหตุผล กันได้อย่างสบายใจ
พี่เลยนึกถึงคำว่า พุทธโมเดิร์น และพุทธโมเดิร์นนิสต์ ขึ้นมา นึกสนุกไปอีกไกลเลยอะ
สักวันถ้ามีคำนี้โผล่ขึ้นมาใน "ชายยาวดิกชันนารี" จะดีใจน่าดู เรารับของเขามาได้ ... เราก็ส่งของเราออกไปมั่ง สักวันเราจะได้เขียนมิธโธโดโลจี้ในแบบของเราได้ถนัดๆ เพราะมีนิยามศัพท์เฉพาะแบบที่โลกตะวันตกยอมเข้าใจ .... สมัยที่เห็นคำว่า karma พี่ดีใจน่าดู
ตอนนี้ขอไปปั่นความหมายก่อน หวังว่าจะเสร็จก่อนเกษียณอะค่ะ อิอิ
ปล. ขอให้ อ.มัท คิดคล่องเขียนคล่อง และพรีเซ็นต์คล่องพลิ้ว ให้ supervisor ซูเปอร์เซอร์ไพรส์ไปเลยนะคะ : )
สุขสบายดีมั้ยครับอาจารย์
...
รักษาสุขภาพด้วยนะครับ
สวัสดีค่ะ คุณตาหยู
ขอบคุณคุณตาหยูที่แวะมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบค่ะ
ดิฉันสุก เอ๊ยสุขกายสบายตัวดี แต่หนักอกหนักใจกับงานบ้างเป็นระยะๆ ตามประสาผู้สูงวัย อิอิ
ขอให้คุณตาหยูทำงานมีความสุข และรักษาสุขภาพเข่นกันนะคะ
เอ.....ชอบคำว่า "รักษาสุขภาพ"จัง.....
เพราะทำให้รู้สึกระมัดระวัง ยั้งมือที่จะชงกาแฟแก้วที่สามได้อะค่ะ : )
สวัสดีค่ะอาจารย์แอมป์ ขอเรียกชื่อนี้ด้วยคนนะคะ สั้นดี และรู้สึก "แรง"ดีด้วย
ขอบคุณที่แวะไปดาวน์โหลดวิทยานิพนธ์ พอพรินต์แล้วเอาหนุนนอนเลยจะดีกว่านะคะ
บอกไปแล้วว่าเพิ่งเขียนต้นฉบับหนังสือเสร็จหนึ่งเล่มใช่มั้ยคะ รู้สึกปลอดโปร่งไปอีกแบบ ที่จริงเวลาทำงาน เขียนหนังสือต้องใช้สมาธิ สติ และปัญญามาก เหมือนไปปฏิบัติธรรมเลยค่ะ ก็ชอบเหมือนกัน เป็นการฝึกตนอย่างหนึ่ง แล้วทำให้รู้ว่ายังพอมีปัญญา ไม่เหือดหายไปหมดตามกาลเวลา
เอาใจช่วยและลุ้นให้ทำหลักสูตร หรืออะไรก็แล้วแต่ในการทำให้รู้เท่าทันเอามาช่วยพัฒนาคุณภาพเยาวชนของเรา ที่จริงมองว่าจะทำอย่างไรให้ครูอาจารย์ผู้สอนมองเห็นแง่มุมอย่างนี้ แล้วแปลงแนวคิดให้เป็นเนื้อหาสอดแทรกอยู่ในการสอนทุกวิชา จะเป็นการทำแบบองค์รวมมากกว่า หากอาจารย์แอมป์แยกเป็นวิชาต่างหาก คงเหนื่อยยับเยิน เพราะเด็กก็จะไปทำอะไรตามความเคยชินแบบเดิมจากการสอนในวิชาปกติอื่นๆ ใช่มั้ยคะ แล้วยังต้องสวนกระแสกับครูคนอื่นอีก
สงสัยต้องให้หาพวก หาแนวร่วมกันก่อนในต้นทาง คิอผู้สอน
อย่างไรก็ตามสู้ๆ นะคะ สมัครเป็นแนวร่วมด้วยคนก่อนเลยค่ะ
สวัสดีค่ะด้วยความระลึกถึงยิ่งค่ะ อาจารย์คุณนายดอกเตอร์
ขอบพระคุณมากค่ะที่อาจารย์แวะมา และรู้สึกดีใจจังเลยที่อาจารย์เรียกชื่อเล่นค่ะ เอ่อ... ดิฉันเป็นหน่วยกระแสไฟฟ้ากำลังอ่อน คาดว่าจะไม่ใคร่แรงเท่าไหร่อะค่ะ : )
วิทยานิพนธ์ของอาจารย์น่าอ่านมากเลยค่ะ ถึงแม้ภาษาอังกฤษของดิฉันจะไม่ค่อยแข็งแรง แต่หากเป็นเรื่องที่ชอบ ดิฉันก็พร้อมที่จะเปิดพจนานุกรมอย่างสนุกสนาน ถ้าง่วงจริงๆแล้วก็อาจอาศัยหนุนนอนเป็นช่วงๆ ขอบพระคุณที่อาจารย์กรุณาอนุญาตไว้ล่วงหน้านะคะ
สำหรับ "กระบวนการฝึกผู้เรียนให้เกิดทักษะการรู้เท่าทัน" นั้น ดิฉันเห็นด้วยกับอาจารย์โดยไม่มีข้อแม้เลยค่ะ ว่าควรใช้วิธีทำให้ "ครูอาจารย์ผู้สอนมองเห็นแง่มุมอย่างนี้ แล้วแปลงแนวคิดให้เป็นเนื้อหาสอดแทรกอยู่ในการสอนทุกวิชา ....แบบองค์รวม"
เพราะการแยกออกเป็นวิชาเดี่ยวๆแล้วสอนอยู่คนเดียวนั้น นอกจากจะเป็นการสวนกระแสแล้ว ยังทำให้ "เหนื่อยยับเยิน : ) " เหมือนที่อาจารย์ว่าจริงๆค่ะ
ดิฉันเขียนนำเสนอเป็น "สามวิชาฯ" แต่ในใจในคอก็ยังคิดว่าสามวิชาเหล่านี้อยู่ในวิถีชีวิตคนไทยอยู่แล้ว เพียงแต่อยากเป็นแนวร่วมช่วยกันสื่อสารให้เกิดการตระหนัก เข้าใจ และให้ความสำคัญเป็นที่หนึ่ง
แม้ไม่มีปัญญาไปขับเคลื่อนผลักดันระบบใหญ่ แต่ที่ทำได้ก็เพียงสื่อสารเล่าเรื่องที่ทำไปเรื่อยๆ หากสักวันมีเพื่อนที่กำลังทำแบบเดียวกันแวะมา จะได้ทราบว่ามีเพื่อนแน่ๆ .. เขาจะได้มีกำลังใจมุ่งมั่นทำต่อไป
ขอบพระคุณอาจารย์มากสำหรับคำแนะนำและกำลังใจนะคะ : )