หลังจากเขียนภาค 1 เสร็จ ทดลองค้นหาดูโดยใช้แท็กว่า "บาร์โค้ด" ปรากฏว่ามีผู้รู้เขียนถึงไว้พอสมควรแล้ว แสดงว่าที่นี่เป็นแหล่งรวมความรู้จริงๆ แม้แต่เรื่องที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้ในวงกว้างเช่นบาร์โค้ด ก็ยังมีคนเขียนเยอะทีเดียว น่าชมเชยและขอปรบมือให้กับผู้เป็นต้นคิดสร้างเว็บนี้ขึ้นมา ผู้ดูแล ผู้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆทุกท่านครับ
คราวนี้ก็เลย ตั้งใจจะพูดถึงบาร์โค้ดในแง่ปฏิบัติ ในด้านการจัดทำ ว่าควรทำให้สามารถใช้งานได้คุณภาพอย่างไร แบบใหนถึงจะดี การจะจัดทำบาร์โค้ดในปัจจุบันมีโปรแกรมมากมายที่สามารถทำได้ ทั้งเป็นตัวโปรแกรมเดี่ยวๆ หรือเป็นความสามารถส่วนหนึ่งในโปรแกรมหลัก มีแม้กระทั่งเป็น Macro ให้ MS Words/Excel สามารถพิมพ์บาร์โค้ดขึ้นมาได้เอง โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมอื่นเพิ่มแต่อย่างใด เนื่องจากมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และง่ายต่อการจัดทำจึงสะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการนำไปใช้เป็นอย่างยิ่ง แต่อะไรก็ตามที่ง่ายจนเกินไป ก็มักจะเกิดปัญหาอยู่เป็นเนืองๆ
การจัดทำบาร์โค้ดนั้นมีต้นทุนที่ต่ำมาก ยิ่งทำเยอะๆเป็นอุตสาหกรรมก็ยิ่งต่ำระดับ 10-20 สตางค์เลยทีเดียว (ไม่ได้นับรวมต้นทุนโปรแกรม คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ และอื่นๆ) แต่ยิ่งทำเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งเสี่ยงมากหากบาร์โค้ดนั้นไม่ได้คุณภาพ ทำออกมาเป็นหมื่นๆ แสนๆ อันแล้วเกิดอ่านไม่ได้ขึ้นมาจะทำอย่างไร คราวนี้ละไอ้ที่ถูกแสนถูกก็จะแพงบรมทีเดียว บางท่านอาจจะบอกว่าก็ตรวจก่อนทำสิ ก็ต้องถามว่าท่านตรวจอย่างไร มีอะไรมาเป็นเกณฑ์ตัดสิน อย่างดีก็อา็จตรวจจากต้นแบบงานที่ฝ่ายศิลป์/ออกแบบ จัดทำมาซะสวยหรู พอผ่านแล้วก็จัดพิมพ์ล็อตใหญ่ โดยไม่รู้เลยว่ากำลังยืนอยู่บนความเสี่ยงอย่างแรง!
การจัดทำบาร์โค้ดนั้นต้องคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้
- ความคมชัดของแท่ง พื้นผิวที่จัดพิมพ์
- คู่สีระหว่างแท่งสีเข้มและพื้นหลังสีอ่อน(หรือแท่งสีอ่อน) นั้นต้องถูกต้อง
- พื้นที่ว่างหน้าหลังของบาร์โค้ด (Light Margin)
- ขนาดของบาร์โค้ดซึ่งแปรผันไปตามมาตรฐานบาร์โค้ดที่ใช้
- ตำแหน่งและทิศทางในการวางบาร์โค้ด
การที่จะอธิบายหลักการสำหรับข้อ 1,2 และ 5 นั้นต้องเข้าใจหลักการทำงานของเครื่องแสกนเนอร์ในการที่จะอ่านบาร์โค้ดเสียก่อน ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในภาค 1 ลำแสงสีแดงที่ออกมาจากเครื่องอ่านนั้นจะต้องพาดผ่านแท่งบาร์ตั้งแต่แท่งแรกไปจนถึงแท่งสุดท้ายในคราวเดียวกัน ถึงจะอ่านได้สำเร็จ โดยอาศัยหลักการสะท้อนของแสงที่ตกกระทบบนพื้นผิว แล้วจึงแยกแยะสัดส่วนการสะท้อนกลับที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนของคู่สีระหว่างแท่งสีเข้่มและพื้นหลังสีอ่อน (สีเข้มเช่นดำ จะสะท้อนน้อยมาก ในขณะที่สีอ่อนเช่นขาว จะสะท้อนกลับไปมากที่สุด) ดังนั้นถ้าหากการพิมพ์นั้นไม่คมชัด เลอะเลือน หรือพิมพ์ลงบนพื้นผิวที่ขรุขระ โปร่งใสเกินไปจนลำแสงทะลุผ่านไปเกือบหมด ก็จะทำให้อ่านไม่ได้ เช่นเดียวกับตำแหน่งในการจัดวาง ถ้าเป็นวัสดุที่โค้งมนเช่นขวด กระป๋องต่างๆ ที่ถ้านำบาร์โค้ดไปพิมพ์ในแนวนอนตามปกติ เวลายิงลำแสงเพื่ออ่าน ก็อาจจะไม่โดนบาร์โค้ดครบทุกแท่งเนื่องจากความโค้งมน จึงควรวางบาร์โค้ดให้อยู่ในแนวตั้ง ดังเช่นที่จะเห็นได้ในขวดเครื่องดื่มทั่วไป เป็นต้น
ส่วนข้อ 4 นั้น ต้องขึ้นอยู่กับประเภทของมาตรฐานบาร์โค้ดที่ใช้ ว่ามีค่าความแปรผันได้เท่าไหร่ ต้องอย่าลืมว่าบาร์โค้ดก็คือการเข้ารหัสข้อมูลให้อยู่ในรูปแท่ง ที่จะต้องมีสัดส่วน ช่องไฟ ขนาดที่ชัดเจนตรงกับมาตรฐานที่ออกแบบมา จึงจะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถ้าพูดกันลึกลงไปก็จะดูกันถึงระดับขนาดของแท่งแต่ละโมดูลเลยทีเดียว อาจจะยาวเกินไป และปัจจุบันโปรแกรมจัดทำบาร์โค้ดที่ดีๆก็มีไกด์ในด้านนี้ให้อยู่แล้ว(ปรับให้เป็น 100% เข้าไว้) อีกทั้งเทคโนโลยีการพิมพ์ก็ดีขึ้นเป็นอย่างมาก พิมพ์ขนาดเล็กหรือใหญ่จะเอาคมชัดระดับใดก็ได้
*** ข้อควรระวัง ปัญหาที่พบมากที่สุดก็คือในปัจจุบันการทำบาร์โค้ดนั้นจะถูกรวมอยู่ในขั้นตอนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่ก็จ้างโรงพิมพ์ทำให้เลยทุกขั้นตอน นักออกแบบก็จะออกแบบโดยคำนึงถึงความสวยงามเป็นหลัก ทำการยืด หด ขยายบาร์โค้ดในโปรแกรมกันสนุกสนาน โดยไม่ตระหนักว่าโปรแกรมด้านกราฟฟิคนั้นไม่ได้สร้างมาเพื่อเข้ารหัสบาร์โค้ด จึงทำให้สัดส่วนการเข้ารหัสต่างๆ เพี้ยนไป สุดท้ายพิมพ์ออกมาแล้วก็ต้องทำใหม่ ไม่ว่าจะสวยขนาดใหนก็ตาม
กลับมาที่ข้อ 3 พื้นที่ว่างหน้าหลังของบาร์โค้ด หรือที่เรียกกันทางเทคนิคว่า Light margin บ้าง Quiet zone บ้าง นั้นก็เป็นส่วนสำคัญมากที่จะพลาดไม่ได้เลย เพราะเป็นจุด Start และ Stop สำหรับบอกให้เครื่องอ่านรู้ ว่าควรเริ่มถอดรหัสเมื่อใดและหยุดเพื่อเตรียมพร้อมอ่านรหัสถัดไปเมื่อไหร่ ดังนั้นพื้นที่ว่างหน้าหลัง หรือซ้ายและขวาของบาร์โค้ดนั้นต้องปล่อยว่างตามสัดส่วนของบาร์โค้ด และเป็นสีเดียวกับพื้นหลังของบาร์โค้ด ห้ามมีสิ่งใดๆ มาบดบัง รบกวนการอ่านเด็ดขาด เช่นเดียวกันกับบนตัวแท่งบาร์โค้ด
*** อีกปัญหาหนึ่งที่เจอบ่อยก็คือ ผู้ใช้ไม่เห็นความสำคัญของบาร์โค้ด หรือพื้นที่มีน้อยจริงๆ มักจะตัดหรือย่อขนาดลง ซึ่งการตัดหรือย่อนั้นทำได้ในทางปฏิบัติ แต่ต้องรับทราบด้วยว่ายิ่งตัดหรือย่อมากเท่าใดก็ลดโอกาศในการอ่านและประสิทธิภาพของบาร์โค้ดลงไปเท่านั้น
จาก 4-5 ข้อที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการจัดทำบาร์โค้ดให้มีประสิทธิภาพ นั้นไม่ได้จบแค่การออกแบบและทดสอบนิดหน่อย หากต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ เช่นพื้นผิวของวัสดุที่ใช้เป็นแบบใหน และเมื่อพิมพ์ออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร สีสรรที่ใช้ ขนาดและการเข้ารหัสที่ถูกต้องเป็นต้น ต้องระวังอย่าให้ของง่ายๆและไม่แพงมากนักเช่นบาร์โค้ดนี้กลายเป็นยากและแพงบรมเมื่อทำเสร็จแล้วครับ
***ขอจบแค่นี้ก่อน ว่างๆจะมาต่อเรื่องการประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ ความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานบาร์โค้ดในระดับ ISO และการใช้งานบาร์โค้ดในงานโลจิสติกส์/Traceability(การสืบย้อนกลับ) เป็นต้นครับ
บ่นกับตัวเอง ไม่น่าเชื่อนิว่าแค่เรื่องบาร์โค้ดนี่พอคิดจะเขียนทำไมชักเยอะขึ้นเรื่อยๆก็ไม่รู้ ตั้งใจจะเขียนไปเรื่อยๆ เผื่อวันใดมีใครต้องการข้อมูลจะได้มีไว้เป็นวิทยาทาน
TIPs: คุณรู้ไหมว่า
- ต้นแบบบาร์โค้ดอันแรกๆ นั้นไม่ได้เป็นแท่ง ดังที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นวงกลมซ้อนกันเป็นชั้นๆ ใหญ่มาหาเล็กเหมือนเป้าที่ใช้ในการยิงธนู(Bull's eye)
- สินค้าชิ้นแรก ที่ติดบาร์โค้ดคือหมากฝรั่งของอเมริกา
- คู่สีที่ห้ามใช้เด็ดขาดคือ แท่งเข้มสีแดง พื้นอ่อนสีขาว
- บาร์โค้ดมีทั้งแบบ 1 มิติ 2 มิติ และ 3 มิติ ที่เราใช้กันทั่วไปในสินค้านั้นเป็นแบบมิติเดียว บรรทึกข้อมูลได้จำกัด ตามขนาดและความยาว
- บาร์โค้ด 2 มิติ บันทึกข้อมูลได้มากกว่ามาก และขนาดเล็กกว่า และพลิกแพลงการใช้งานได้มากกว่า ถึงขนาดสามารถซ่อนไฟล์ใหญ่ๆทั้งไฟล์ลงบนรูปภาพได้เลยทีเดียว (เมื่อขยายรูปภาพให้ใหญ่ขึ้นจะเห็นตัวบาร์โค้ด 2 มิติ)
- แต่บาร์โค้ด 2 มิติ ยังไม่มีมาตรฐานที่นิ่งพอ จนทำให้การนำมาใช้งานหลากหลายเกินไปจนเกิดปัญหาการใช้งานร่วมกันและต้องใช้เครื่องมือเฉพาะของมาตรฐานนั้นๆ ในการอ่าน
- ปัจจุบันมีความพยายามที่จะกำหนดมาตรฐานของบาร์โค้ด 2 มิติ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็คโทรนิคส์และอุตสาหกรรมยา/เครื่องมือแพทย์ ซึ่งมีความต้องการใช้งานบาร์โค้ดที่เล็กแต่บรรจุข้อมูลได้มาก จนได้บาร์โค้ดลูกผสมระหว่าง 1 มิติกับ 2 มิติขึ้นมา ในชื่อเดิมคือ RSS Reduce Space Symbol หรือชื่อใหม่คือ GS1 DataBar
- ในเมืองไทย เคยมีการทดลองใช้บาร์โค้ด 2 มิติในเชิงพาณิชย์ โดยค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ แต่ก็เงียบหายไป เนื่องจากขาดการสร้างความเข้าใจให้กับฐานลูกค้าที่ชัดเจน และการมาถึงของ RFID
- บาร์โค้ด 3 มิติ คือความพยายามที่จะแก้ข้อจำกัดของบาร์โค้ด ที่มีปัญหาในสภาวะแวดล้อมที่โหดๆ เช่น ร้อนจัด หนาวจัด หรือมีความเปรอะเปื้อนสูงเช่น มีการพ่นสี พ่นฝุ่นตลอดเวลา
- ส่วนใหญ่จะพบในอุตสาหกรรมหนัก เครื่องจักร เครื่องยนตร์ โดยจะยิงเลเซอร์ลงบนโลหะเพื่อให้เป็นบาร์โค้ด หรือจัดทำให้พื้นผิวส่วนหนึ่งนูนขึ้นมาเป็นรูปบาร์โค้ด(Emboss)
- พอก่อนดีกว่า นึกว่าจะจบตั้งแต่ด้านบนแล้วนะนี่ 555+