สวัสดีค่ะ อ.มัทนา

         พี่แอมป์นั่งดีใจกระจุยกระจายอยู่หน้าคอมฯแล้วเนี่ย... !...   คือว่าดีใจมากๆๆๆๆๆๆ อะค่ะ...  : )

               เมื่อก่อนพี่เคยคิดว่าถ้าสอน "ศาสตร์"  ให้ดี  เด็กจะดีเองแหงๆเลย    แต่เมื่อเห็นแล้วว่าต้องฝึก "คน"  ด้วย เขาจึงจะเป็นคนเต็มคน  พี่แอมป์จึงต้อง "ฝึก" ให้เขาคิด 
              แต่พี่แอมป์ไม่มีความรู้ แถมไม่เก่งอีกต่างหาก ( ไม่ได้ถ่อมตัวนะคะ  รู้สึกอย่างนี้จริงๆ)  ก็เลยฝึกแบบบ้านๆตามสัญชาตญาณ   คือมันจะแว้บขึ้นมาว่า  จังหวะนี้แหละ ...!...   แล้วก็ลงมือเลยอะค่ะ  

          ที่ อ.มัท บอกว่า ตอบคำถามตัวเอง นะคะ
          มีเรื่องหนึ่งพี่แอมป์ตั้งเป็นสมมุติฐานไว้ในใจ  ตามประสบการณ์ชีวิตที่เคยเจอมา  และตามที่พ่อเคยบอก            ว่า...คนเราถ้าถูกหลอกบ่อยๆ   เดี๋ยวก็ฉลาดไปเอง...    
           
พี่แอมป์คิดเอาเองว่า  ถ้าเรากระตุ้นด้วยสิ่งเร้าอย่างพอเหมาะ  เขาก็จะเรียนรู้ได้  และอาจเชื่อมโยงประสบการณ์ได้เองในสักวันหนึ่ง 
            ประมาณฉีดวัคซีนอะค่ะ   (เอ๊ะ หรือ เซรุ่ม ดี......)

           ตอนก่อนจะตัดสินใจเปิดแน่บจากระบบมัธยม  พี่ก็ได้ทำเรื่องไว้นิดหน่อย  ฉีดวัคซีนไว้  อิอิ  เพราะอยากหาคำตอบเนี่ยแหละ  พี่อยากรู้ว่าถ้าถูกหลอกหลายๆทีแล้วจะฉลาดขึ้นจริงไหม.......

           พี่สอนเด็ก ม.ปลายสองห้อง  ห้องแรกสอนตอนเช้า... หลังจากสอนเนื้อหาเสร็จ  ก็บอกว่าเดี๋ยวพี่จะแจกขนม  แต่ต้องช่วยกันนิดนึงก่อน  แล้วพี่เก๊าะเอากล่องเวเฟอร์กรอบๆแบบนิชชินอันสี่เหลี่ยมๆ เอาไปให้เด็กทายว่าในกล่องมีเวเฟอร์กี่อัน  โดยพูดโน้มน้าวว่าเขาเป็นเด็กสายวิทย์เขาต้องคำนวนได้  เห็นแค่กล่อง ก็ต้อง คำนวณ ได้ ว่าข้างในมีเวเฟอร์อยู่กี่อัน   โน้มน้าวจนเขารู้สึกว่าต้องคำนวณให้ออกให้ได้ว่ามีกี่อัน  
           เธอก็ทายกันใหญ่  ....
          
           ตอนเฉลยพี่ก็ฉีกกล่องแคว่ก.... ข้างในไม่มีอะไรใดๆอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว .... 
           เธอก็ร้อง  ...เฮ้ย. !..  ...  โหจารย์  .......  โธ่จารย์ .......ไหงงี้อะ   ...!...     
            พี่สรุปบทเรียนนี้ว่า " สิ่งที่เห็น  ไม่ได้เป็น  อย่างที่คิด   เสมอไป"         จงอย่าเชื่อคำพูดโน้มน้าวใจของใครง่ายๆเป็นอันขาด

           
ห้องที่สอง สอนตอนบ่าย  (พี่กะว่าห้องหนึ่งต้องมาบอกห้องสองแหงๆ)   พอตอนบ่าย  สอนเนื้อหาวิชาเสร็จ พี่ก็บอกว่าไหนมาทายอะไรกันเล่นๆซิ  มีรางวัลด้วยแหละ   แล้วก็ยก  กล่องลวดเย็บกระดาษยี่ห้อแม็กซ์  กล่องเล็กๆ  ให้เขาดู  แล้วถามว่า ในนี้ มีเข็มแม็กซ์กี่อัน   
              บางคนทายว่ามีกี่อัน  แต่หลายคนทำท่าไม่เชื่อและบอกว่า ....."หนูรู้แหละว่า'จารย์กำลังทำอะไร "หนูทายว่าในกล่องไม่มีอะไรเลยค่ะ......" 
               แล้วเธอก็ยิ้มอย่างมั่นใจ  ในขณะที่พี่เทเข็มแม็กซ์ดังกราว..ว..    เข็มแม็กซ์นับสิบอันออกมากองให้เธอเห็นกันจะๆ 
 
               พี่สรุปบทเรียนนี้ว่า "
สิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสมอไป "     จงอย่าเชื่อที่ใครเขาบอกง่ายๆเป็นอันขาด

                 วันรุ่งขึ้นพี่เปิดแน่บเข้าราชภัฏเลยอะ  กลัวเด็กฟ้องเอาว่าหลอกลวงผู้บริโภค    ใช้เวลาราชการหากินโดยมิชอบ   แบบว่ามัวเล่นกลให้เด็กดู   อิอิ......
                 เอ่อ....  ทั้งหมดที่ได้ก่อกรรมไปข้างต้น  ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว  ไม่กล้าเล่าใคร  เพราะมันไม่เป็นไปตามแผนการสอนอะค่ะ  มันไม่มีในคำอธิบายรายวิชาด้วย   นีกเอาเอง  ทำเองสนุกเองอยู่คนเดียว  คุยกับเพื่อนเขาก็ไม่สนุกด้วยอะค่ะ .........      

           อ.มัทคะ   พี่แอมป์จะมีความสุขที่สุดเลยจ้า  ถ้ามีหลักสูตร หรือแผนการสอนแบบนี้ (ไม่ใช่หลักสูตรหลอกเด็กนะคะ แต่เป็นหลักสูตรที่สอนให้คนคิดฉลาดๆอะ)  ที่เขียนโดยผู้รู้จริงอะค่ะ    ของพี่แอมป์เป็นผู้อยากรู้เฉยๆ    และยังไม่มีปัญญาเขียน  
           พอ อ.มัทเล่าว่าที่ประเทศนอกมีแบบนี้  พี่อยากรู้ใจจะขาดเลยอ่ะ    เค้าทำได้ด้วยอ่ะ..!...   แงๆๆ  อยากทำได้มั่งอ่ะ 

          ถ้า อ.มัทพอมีเวลา  ตอนไหนก็ได้ค่ะ  เมื่อไหร่ก็ได้ค่ะ  รบกวนเล่าสั้นๆนิดเถิดนะคะ  อยากรู้จริงๆ  อยากรู้ใจจะขาดอยู่แว้ว   แต่รอได้จริงๆนะคะ ..... 
          ระหว่างนี้  เพื่อไม่ให้เป็นภาระของ อ.มัท มากเกินไป   พี่แอมป์จะตะกาย "กูกลิ้ง" ไปก่อน  อิอิ  ตอนนี้กำลังตีลังกาซัมเมอร์ซอลท์ อ่าน emotional literacy ไปพลางๆ   เห็นมีคำว่าอารมณ์  ชอบนักเทียว   : )
             ส่วนแบบ"หมดอารมณ์" นี่ไม่ใคร่ชอบ  อิอิ

             ขอบคุณ อ.มัท มากเลยนะคะ   พี่แอมป์บ่นยาวหลักกิโลไปอีกแล้ว  นี่ขนาดยังไม่แก่เท่าไหร่นะคะเนี่ย....       อิอิ     : )