เป็นคนดีของสังคม อย่าเป็นขยะสังคม

         ขอบอกว่าดิฉันชอบวิเคราะห์เจาะลึก วันนึงได้นั่งวิเคราะห์กัน เรื่อง ชีวิตคนเนี่ยมีอะไรเป็นตัวชี้วัดมาตรฐาน  มาตรฐานมาจากความดีความงาม หรือความสุขความทุกข์ หรือความรวยความจน หรือความพอเพียง (อันนี้ต้องใส่ไม่ใส่ไม่ได้เดี๋ยวตกเทรน...อิอิ....) บางคนบอกว่าต้องรวยถึงจะมีมาตรฐานชีวิตที่ดี บางคนบอกว่าต้องรู้จักพอถึงจะมีมาตรฐานชีวิตที่ดี บางคนบอกว่ามาตรฐานชีวิต ต้อง ยังงี้ :-

  1. คู่ชีวิตเป็นคนดี ทุกข์ๆด้วยกัน สุขก็สุขด้วยกัน เข้าใจกันช่วยเหลือกัน ที่สำคัญตัวเองนั่นแหละต้องเป็นคนดี อย่าถามนาว่าไอ้ที่ว่าดีน่ะดียังไง ก็ที่กติกาสังคมกำหนดไว้จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปนั่นแหละ ถือว่าดี

  2. รู้จักอบรมสั่งสอนลูกหลานให้เป็นคนดีของสังคม อย่าเป็นขยะสังคม ประเภทสร้างแต่ความเดือดเนื้อร้อนใจให้ชาวบ้าน ไม่ต้องสาธยายนะว่าสร้างความเดือดร้อนยังไง ตามข่าวหนังสือพิมพ์ที่อ่านๆกันอยู่นั่นหละ ช่วยชาติหน่อยนะพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลาย  ดิฉันว่าเด็กๆน่ะต้องอบรมสั่งสอนนะ คำสั่งสอนของเราไม่เห็นผลในทันที แต่มันสั่งสมอยู่ใน memory ของเด็กนะ บ่อยครั้งเราจะเห็นว่าทำไมวะลูกเราช่างดื้อซะจริงๆ แถมบอกซ้ายไปขวาอีกต่างหาก แต่พอโตขึ้นเขาทำตามที่เราพร่ำสอนแฮะ ทั้งนี้เพราะอิทธิพลคำสั่งสอนของพ่อแม่นั่นแหละ เด็กเก็บไว้ในหน่วยความจำของตัวเอง พอโตขึ้นเขาก็ดึงออกมาใช้โดยไม่รู้ตัว นี่แหละคือการอบรมละ จริงมะ...จริงมะ...

 3. ไม่ทำตัวให้เป็นภาระของคนอื่น ประเภทสร้างหนี้สินรุงรัง จนเป็นที่เดือดร้อนไปทั่วในวงศาคณาญาติและเพื่อนฝูง เจ้าหมอนี่ปรากฏตัวทีต้องหลบกันวูบวาบน่ะ  อีกเรื่องก็เข้าสูตรเรื่องออกกำลังกายต้องไม่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ให้ลูกหลานต้องแบกหาม หยอดน้ำข้าวต้มอีกต่างหาก 

 4. รู้จักกตัญญูรู้คุณ พ่อแม่ได้พึ่งพาอาศัย ไม่อยากเขียนมาก เอาเป็นว่าใครทำใครได้ ใครกินใครอร่อย...อ๊ะ...อ๊ะ....ไม่ใช่ ใครกินใครอิ่มจ้าๆๆๆๆ

5. ต้องได้พักผ่อนตอนแก่ ไม่ใช่แก่แล้วยังไม่สงบสุข ต้องตะกายหาเงินงกๆ เพราะอะไรก็เพราะตอนยังหนุ่มสาวไม่รู้จักเก็บออมน่ะซิ ยิ่งตอนแก่แล้วลำบาก นึกภาพเอาละกันว่า ต้องหาบต้องคอนเป็นไง ต้องเดินตากฟ้าตากฝนขายลอตเตอรีขายหวยบนดินใต้ดินเป็นไง 

      สรุป มาตรฐานชีวิตที่เขียนมาทั้งหมดเป็นมาตรฐานชีวิตที่ข้าพเจ้าเห็นด้วย แต่ใครจะมีมาตรฐานชีวิตของใครก็เชิญสร้างมาตรฐานของตัวเองตามบาย ไม่ว่ากัน