คุณคิดว่าทางออกในการ ขับไล่ไวรัสร้าย ที่ทำให้เกิดโรคร้ายนี้ ความบกพร่องที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้างครับ ภูมิคุ้มกันชุมชนบกพร่องนี้ คุณคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนเข้มแข็ง จะพัฒนาอย่างไรครับ
สวัสดีครับทุกท่าน
สบายดีกันทุกท่านนะครับ เมืองไทยฝนตกกันบ้าง อากาศเปลี่ยนกันก็ต้องรักษาสุขภาพกันนะครับ รักษาสุขภาพให้แข็งแรงนะครับ ไม่งั้นร่างกายเราจะเกิดภูมิคุ้มกันบกพร่องได้นะครับ
คิดถึงหลายๆคนครับ เลยเอาภาพมาฝากกันอีกครับ

เมื่อพูดถึงโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง นี่ ทำให้ผมนึกถึงโรคเอดส์ครับ ที่มีเชื้อไวรัส HIV เจริญเติบโตในร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ ค่อยๆ ตายไปเรื่อยๆ ทีละส่วน ทีละส่วน หลายคนบอกว่า จริงๆ แล้วคนที่ตายไม่ได้ตายเพราะเอดส์ แต่จะตายเพราะโรคอื่นที่เข้ามาแทรกซ้อนอีกที ร่างกายมีช่องว่างหลายๆ ช่องทางเมื่อภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่ดี บกพร่องซะแล้ว ร่างกายก็โดนอัดได้รอบทิศทาง มีโรคอื่นเข้ามากัดกินจนในที่สุด ก็เหี่ยวแห้งตายลงในที่สุด
กลับมามองสังคมเราสมัยผมยังเล็กๆ ผมมีความรู้สึกดีๆ ทุกครั้งที่นึกถึง สมัยคนในหมู่บ้าน แลกเปลี่ยนข้าวแกงกัน ผมเป็นคนส่งส่วยบ่อยๆ ครับตอนเด็กๆ คุณแม่บอกว่า ลูกเอาแกงคั่วปลาไหลไปให้น้าๆ ข้างบ้านหน่อย ผมก็ทำหน้าที่ส่งส่วยไปนะครับ ต้องเดินให้ดี เดินแบบประคอง นำส่วยไปส่ง ไปให้แล้วก็ก่อนจะกลับบ้าน น้าท่านนั้นก็บอกว่า
น้องเม้ง คอยซักครู่ ฝากแกงส้มปลาช่อน ไปให้พ่อกับแม่ด้วย ผมก็ทำหน้าที่รับส่วยต่อจากน้าท่านนั้น มายังที่บ้านต่อ
ผมทำแบบนี้บ่อยมากๆ ครับ แต่ในสังคมปัจจุบันเปลี่ยนไปเยอะ
สังคมเรามีรากเหง้าของเรา สังคมอื่นๆ ก็มีรากเหง้าของเค้า บางครั้งสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งที่เป็นในสังคมอื่นก็หลั่งไหลเข้ามาในบ้านเรา จนทำให้รากเหง้าสิ่งดีๆ หดหายไป คนหันมานิยมวัตถุกันมากขึ้น วัดคนกันที่รถสี่ล้อ ความมีหน้ามีตาในสังคม ยศ บรรดาศักดิ์ แสวงหา ชื่อเสียง เงิน และอำนาจ กันเพื่อมาอวดอ้างถึงสรรพคุณกัน
เริ่มพิจารณาจากตัวบุคคลที่เปลี่ยนไป ความคิดเปลี่ยนไป จากที่เคยคิดดี พูดดี ก็เปลี่ยนไป
ชุมชนที่เคยสงบสุข ก็มีปัญหามากขึ้น มีการแก่งแย่งชิงดี การแสวงหาให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในชุมชน เพื่อมาปกครองแบ่งปัน จัดสรร ผลประโยชน์ ตามที่ตัวเองคิดกัน
ดั่งไวรัสตัวร้ายทางความคิด จะเป็นตัวกัดกิน กัดกร่อนตัวเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม ให้นับวันยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ ชุมชนอาจจะไม่ตายในทันที แต่จะถูกทำให้ตายลงไปเรื่อยๆ อย่างน่าทรมานยิ่งนัก
ไวรัสร้ายตัวนี้จะทำหน้าที่ฝังเข้าไปในกระบวนการทางความคิด ทำให้แนวทางการคิดเปลี่ยนไป จนเปิดช่องว่าง ช่องโหว่ช่องใหญ่ให้โรคร้ายจากภายนอก เข้าไปกัดกิน จนระบบพัง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีหายไป ความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมเดี้ยง จิตสำนึกสาธารณะพิการ การสัมผัสกันด้วยหัวใจบอดมืดมิด สิทธิที่ตัวเองพึงกระทำเพื่อส่วนรวมเหี่ยวเฉา
นั่นอยู่ที่ว่า ภูมิคุ้มกันของร่างกายของแต่ละชุมชนนั้นจะมีมากแค่ไหน ในการสร้างแอนติบอดี้ของชุมชน หากมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ต่อสาธารณะ คิดจำแนกได้ว่าอะไรดีไม่ดี ตัวเองควรมีจุดยืนอย่างไร ไวรัสร้ายทางความคิดก็จะอ่อนแอลงไป จนกลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง แต่หากในทางกลับกัน ชุมชนแบบปัจเจกจะสูงขึ้น จนในที่สุดแล้ว ไวรัสร้ายก็แพร่ทั่วอณูของชุมชน จนในที่สุด ชุมชนตาบอด ดั่งที่เราเห็นมากมาย
ตัวอย่างอย่าง โรคร้ายที่เข้ามาแทรกในทางชุมชนมีมากๆ มาย ดังที่เราเห็นกันในทุกวันนี้ การหลั่งไหลของอำนาจทุนเข้าครอบครองจิตใจคน วัตถุซึมลึกในรากแก้ของดวงใจ เข้าครอบงำทางความคิด จนดิ้นไม่ได้ ท้ายที่สุดความพิการทางสังคมก็เกิดขึ้น
ทางออกในเรื่องนี้มีหลายๆ อย่างที่จะนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันเหล่านี้ หากตอบในภาพรวมและภาพย่อย........
คุณคิดว่าทางออกในการ ขับไล่ไวรัสร้าย ที่ทำให้เกิดโรคร้ายนี้ ความบกพร่องที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้างครับ ภูมิคุ้มกันชุมชนบกพร่องนี้ คุณคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนเข้มแข็ง จะพัฒนาอย่างไรครับ
ยาต้านไวรัสโรคร้ายนี้ ของคุณคืออะไร ที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองและชุมชน?
ตัวอย่างแผนภาพอธิบายปัญหานี้

จากภาพอธิบายได้ดังนี้คือ
วงกลมสีฟ้าเขียวเป็นเซลล์ชุมชนที่ประกอบไปด้วยกลุ่มคน โดยมีสามเหลี่ยมเป็น แก่นหรือรากเหง้าของชุมชน
สามเหลี่ยมแต่ละด้านจะป้องกันการบุกรุกถึงแก่นนิวเคลียสของเซลล์ชุมชน ด้วยมีภูมิคุ้มกันทางกาย ทางใจ และทางสมอง(ปัญญา หรือภูมิปัญญา) โดยแต่ละด้านจะมีผนังเซลล์กั้นป้องกันการทำร้าย(บุกรุก)จากไวรัสร้ายทำลายภูมิคุ้มกันชุมชน
ชุมชนถูกห้อมล้อมด้วยไวรัสร้าย(สีชมพู) ทำลายภูมิคุ้มกันชุมชน รอบทิศทาง โดยมีการบุกรุกทุกวิถีทาง โดยเฉพาะการเปิดมุมของแก่นหรือรากเหง้าของชุมชน โดยเน้นการเจาะที่มุมของรากเหง้า(ศรสีแดงทั้งสามมุมของสามเหลี่ยม) เมื่อเซลล์ไวรัสทำการเปิดมุมของภูมิคุ้มกันได้แล้ว นั่นคือการเปิดด้านภูมิคุ้มกันแล้วสร้างความอ่อนแอให้เกิดในชุมชน ตราบนั้นไวรัสก็จะบุกกัดกินเนื้อแก่นแท้ของชุมชน โดยกจะกิดกินไปเรื่อยๆ
การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชน จะต้องทำอย่างไรในการใส่ ยาต้านไวรัสนี้ลงไปในชุมชน โดยให้ชุมชนเองมีภูมิในการป้องกันตัวเองได้ ด้วยเครื่องหมายคำถาม
คุณคิดว่าคุณจะใส่อะไรให้กับชุมชน ก่อนที่เซลล์ไวรัสร้ายจะเปิดแก่นของชุมชนกัดกินจนเหี่ยวเฉา เชิญร่วมแสดงความเห็นครับ
สวัสดีค่ะน้องเม้ง
พี่ว่าต้องใช้ยา"ครอบครัวอบอุ่น" เข้ามาช่วยค่ะ
แต่ถ้าจะมีครอบครัวอบอุ่นได้ ต้องอยู่ดีกินดี พอมีพอใช้ เศรษฐกิจพอเพียง คนมีงานทำเลี้ยงชีพสร้างครอบครัวอบอุ่นได้..แต่ตอนนี้คนไม่มีงานทำในพื้นที่ หรือไม่สามารถสร้างงานในพื้นที่ได้ ทำให้คนต้องออกจากพื้นที่เกิด ไปทำมาหากินที่อื่นๆ ครอบครัวล่มสลาย ชุมชนขาดภูมิคุ้มกันค่ะ
การสร้างครอบครัวอบอุ่น ไม่ใช่เรื่องง่าย (อีกแล้ว) ชุมชนอาจต้องมีผู้นำที่เป็นตัวอย่างที่เข็มแข็ง มีศูนย์รวมใจของชาวบ้าน เช่น วัด หรือมัสยิดหรือโบสถ์คริส ฯลฯ มีผู้ใหญ่บ้าน มีกำนัน มีข้าราชการที่พึ่งพาได้ มีโรงเรียนชุมชน แล้วชุมชนจึงจะมีกำลังพอมาศึกษาจุดเด่นของพื้นที่ในชุมชน ทรัพยากรในชุมชน ร่วมกันสร้างงานในชุมชน อนุรักษ์ทรัพยากรในชุมชน ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ของชุมชม และสร้างครอบครัวอบอุ่นได้...
อาจมีมากกว่านี้ ตอนนี้คิดออกแค่นี้ค่ะ ยังไงก็ช่วยเสริมด้วยแล้วก้นนะคะ..
สวัสดีครับพี่กมลวัลย์
ที่น้องเม้งถามว่าในองค์กรบริหาร ในองค์กรการศึกษามีภูมิคุ้มกันเหล่านี้ บกพร่องด้วยไหม พี่ว่ามันบกพร่องอย่างแรงเลยแหละค่ะ..
คนที่ทำงานในองค์กรบริหาร องค์กรการศึกษา พี่ว่าไม่ได้ทำงานด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกัน หรือทำงานเพื่อจุดมุ่งหมายขององค์กร พี่ว่าเขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าองค์กรของเขามีเป้าหมายอะไร (อันนี้พี่ไม่รวมองค์กรที่ทำการค้าหรือธุรกิจที่แสวงหาแต่กำไรนะคะ อันนั้นอาจจะชัดที่เป้าหมายคือการแสวงหากำไรเพื่อความอยู่รอดขององค์กร)
ในที่นี้พี่จะพูดถึงเฉพาะองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรเท่านั้น แต่เป็นองค์กรที่บริการประชาชน พี่ว่าตอนนี้คนทำงานเองก็ค่อยรู้เป้าหมายองค์กร บางคนก็ไม่ใส่ใจด้วยซ้ำ มันทำให้ทำงานกันอย่างไม่เป็นระบบ เพราะบางคนทำงานเพื่อตัวเอง แต่คนบางคนทำงานองค์กรเพื่อสังคม กลุ่มหลังนี้ค่อนข้างน้อย และไม่ค่อยแสดงตัว และคนกลุ่มหลังมักเป็นคนไม่แสวงหาอำนาจ ยศตำแหน่ง อยากทำแต่งานที่ตัวเองรัก ดังนั้นก็อาจจะมีแต่คนกลุ่มแรกที่ขึ้นบริหารองค์กร (เป็นส่วนใหญ่ อาจจะไม่ทั้งหมด)
เมื่อตัวเขาไม่เห็นไม่เข้าใจเป้าหมายการบริการขององค์กร เขาก็ยังบริหารองค์กรเพื่อสนองตอบความต้องการของตัวเองเป็นหลักอยู่ ไม่ได้บริหารงานเพื่อบริการประชาชน ตามที่ควรจะเป็น...ดังนั้นองค์กรจึงเป็นโรค"ผู้บริหารบกพร่อง" เสียเยอะค่ะ แล้วก็ถ้าน้องเม้งไปถามผู้บริหารเหล่านี้นะคะ เขาจะไม่ค่อยรู้ตัวหรอกค่ะ เขาจะยืนยันมากๆ ว่า เขาทำดี คิดดี เขาค่อนข้างมองความคิดคนส่วนน้อยไม่ค่อยออกค่ะ..อันนี้จะเป็นลักษณะของการยึดติดของคนที่ผิดไม่เป็น และยอมรับไม่เป็นค่ะ
เพราะฉะนั้นถ้าองค์กรใดมีคนทำงานที่มีโรค"ยึดมั่นถือมั่น"ในส่วนตนมาก องค์กรนั้นก็จะมีโรค"ผู้บริหารบกพร่องทางความคิด"มาก แล้วก็ทำความเสียหายได้มากค่ะ
แต่ก็นั่นแหละ พี่ก็ต้องมาทบทวนความคิด และสอบตัวเองอยู่เรื่อยๆ ทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำเป็นประจำ ว่าเราเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่ อิอิ ของอย่างนี้ต้องไม่ประมาทค่ะ
สวัสดีครับพี่กมลวัลย์
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ คุณเม้ง
(ยังไม่ลงตัวว่าจะเรียกกันว่าอย่างไรดี)
หัวข้อน่าสนใจอรกแล้ว เพราะตรงกับที่เคยเรียน เคยทำ (ผมจบศัลย์ แล้วไปเรียนต่อภูมิคุ้มกันวิทยา... แล้วก็ stem cell คนละเรื่องเดียวกัน) สิ่งหนึ่งที่หลงเหลือในความประทับใจก็คือ ระบบภูมิคุ้มกันช่างเป็นระบบที่มหัศจรรย์อะไรเช่นนี้
เซลล์ใน mode ปกติ
กลับไปที่เคยคุยกันนะครับ เซลล์ (หรือร่างกายเราก็เหมือนกัน) ใน mode ปกติก็จะ เติบโต ซ่อมแซม สื่อสาร และเรียนรู้ สองอย่างแรกเพื่อ อยู่รอด สองอย่างหลัง เพื่อ อยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมาย ทั้งสามประการก็ทำให้เกิดเซลล์ หรือสิ่งมีชีวิตที่ อยู่รอด อยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมาย
การสื่อสารระดับเซลล์นั้น แปลผลค่อนข้างเป็น linear คือ ตามความเข้มข้นของ signals หลากหลายประเภท และมี interactions กันมโหฬาร แต่ในระดับชีวิตนั้น กลไกการ "แปล" ผลจะซับซ้อนกว่านั้น มีการใช้ประสบการณ์เก่ามาประกอบ ความเชื่อมาประกอบ ความศรัทธามาประกอบ ฯลฯ นี่คือความหมายของ "องค์รวมของชีวิต"
ยกตัวอย่าง "พอเพียง" ที่เป็น catch-phrase ในปัจจุบันนั้น สำหรับแต่ละคน แต่ละครอบครัว ไม่เหมือนกันแน่ๆ และไม่ต้องพยายามให้เหมือนกันด้วย เหมือนครั้งหนึ่งที่ socialism พยายามจะจัดระบบที่ ทุกคนเหมือนกัน แล้วปรากฏว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ในขณะนี้โลก democracy ก็กำลังตกหลุมพรางเดิมคือ มาตรฐาน ซึ่งพยาธิสรีระ เหมือนกับที่ socialism ทำมาก่อน คือคิดว่าชีวิตนี้ มี มาตร ที่เป็น "ฐาน"
การทำงานของภูมิคุ้มกัน
ภูมิคุ้มกันร่างกายมีสองระบบ คือ innate immunity และ acquired immunity อย่างแรกเป็นระบบดั้งเดิมพื้นฐาน มีความจำเพาะน้อย แต่เริ่มลงมือทำงานก่อน เช่น อะไรเข้ามาร่างกายไม่เคยเห็นมาก่อน เซลล์ระบบ innate immunity ก็จะไปควบคุม หรือทำลาย อย่างที่สองเป็นระบบที่ก้าวหน้ามากขึ้น มีความจำเพะ คือ จำได้หมายรู้ ว่าที่มาคุกคามนั้น เป็นใคร มาจากไหน มีจุดอ่อนตรงไหน เมือร่างกายเจออีกครั้งหนึ่ง เราก็จะส่งทหารจำเพาะไปทำลาย
การศึกษาที่จะเพาะภูมิคุ้มกันนั้น ต้องส่งเสริมทั้งสองอย่าง
ส่งเสริมอย่างแรกอย่างไร?
Innate Immunity ทางการศึกษา จะมาจากวัฒนธรรม ความเชื่อ ความศรัทธา หรือการ set คุรค่า ความหมายของชีวิต
ส่งเสริมอย่างหลังอย่างไร?
คือระบบการคิด การไตร่ตรอง การเข้าใจ หรือ สัมมาสติ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสมาธิ นั่นเอง
ชักจะพูดเยอะเกินไปแล้ว กินพื้นที่คนอื่น ขออภัยด้วยครับ เผอิญเรื่องนี้มันวนเวียนอยู่ในศีรษะมานาน
สวัสดี คุณ เม้ง ที่ไม่เคยหลับไหล <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><ul>
</ul>
สวัสดีอีกรอบค่ะน้องเม้ง
พี่ว่าคงหาวัคซีนแก้โรคผู้บริหารบกพร่องได้ยากค่ะ มันเหมือนคนหลงผิด เราแก้ตัวเขาไม่ได้ เพราะมีเพียงเขาคนเดียวที่แก้ตัวเขาได้
ระบบที่ดี+คนในองค์กรที่มุ่งสู่เป้าหมายรวมร่วมกัน อาจป้องกันไม่ให้องค์กรเกิดโรคผู้บริหารบกพร่องได้ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว จากประสบการณ์ที่ผ่านมา จะพบว่าแก้ได้ยาก เพราะพวกนี้มักพยายามทิ้งทายาทไว้ต่อเนื่อง เผื่อตัวเองเมื่อลงจากตำแหน่งแล้วเขาจะเชิญมาเป็นที่ปรึกษาหรือบอร์ดอีก แถมตอนอยู่ในตำแหน่งก็อาจแก้กฎระเบียบ เพื่อให้ตัวเองทำงานที่หวังผลไว้ได้คล่องที่สุด (แต่ไม่ได้หมายความว่าทำให้องค์กรหรือคล่องที่สุดสำหรับองค์กร) บางทีก็เป็นการแก้กฎระเบียบให้ตัวเองทำอะไรก็ได้ถูกกฎหมาย ซึ่งตัวอย่างนี้เราก็เห็นแล้วในระดับประเทศในช่วงที่ผ่านมาก่อนการเปลี่ยนรัฐบาล..
บ้านเรามีลักษณะการบริหารงานแบบเอื้อประโยชน์กับพวกพ้องค่อนข้างมาก ระบบฝากฝังมีมาก และใช้พระคุณมากกว่าพระเดชค่ะ
อันนี้ต้องบอกว่าคิดคำตอบไม่ออกจริงๆ ว่าจะแก้คนเหล่านี้อย่างไร (นอกจากเขาจะแก้ตัวเอง ซึ่งเป็นไปได้ยาก) ได้แต่เรื่องป้องกันซึ่งต้องมีคนคิดดีเพื่อส่วนรวมเป็นจำนวนมากพอควร+ระบบค่ะ
สวัสดีครับคุณหมอ
ส่งเสริมอย่างแรกอย่างไร?
Innate Immunity ทางการศึกษา จะมาจากวัฒนธรรม ความเชื่อ ความศรัทธา หรือการ set คุณค่า ความหมายของชีวิต
ส่งเสริมอย่างหลังอย่างไร?
คือระบบการคิด การไตร่ตรอง การเข้าใจ หรือ สัมมาสติ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสมาธิ นั่นเอง
สวัสดีครับพี่เหลียง
สวัสดีครับพี่กมลวัลย์
สวัสดีค่ะ น้องเม้ง
สวัสดีครับพี่แป๋ว
การศึกษาของปัจเจก เริ่มมาจากตนเอง ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน
การศึกษาของชุมชน เริ่มมาจากข้อมูล ข่าวสาร ที่ทำงาน กฏหมาย วัฒนธรรม ประเพณี
ทั้งสองส่วน (ปัจเจก ชุมชน) ต้องมีฐานมาจากสุขภาพ ความมั่นคงของชีวิต
ครั้งหนึ่ง สมัยก่อน internet เคยมีการระดมคนมาร่วมแสดงพลังความคิดเห็นเพียงแค่ เพื่อนชวนเพื่อน เป็นจำนวนหลายแสนคนในเยอรมันนี โดยเริ่มจาก วงสนทนาระหว่างเพื่อน
เป็นที่มาของกิจกรรม World Cafe'
ฟังดูไม่ทันสมัย ไม่จ๊าบ ไม่หรูหราลึกซึ้งอะไร แต่โลกใบนี้หมุน และปั่น รุ่งเรือง ล่มสลาย มาจากการสนทนา พูดคุย กันมาตั้งแต่เริ่มประวัติศาสตร์
ถ้าถามว่า vaccine ที่เราต้องการคืออะไร ผมคิดว่าคำตอบอาจจะอยู่ที่ทำอย่างไร มากกว่า คืออะไร
ถ้าพูดถึงการสนทนา ที่จุดหมายปลายทางก็คือการเกิดสมุหทิฏฐิ หรือ ความคิดร่วม ของกลุ่ม ก็ต้อง refer ถึงการทำ dialogue ของ David Bohm ที่แม้แต่องคการสหประชาชาติ Peter Senge หรือ Margaret Wheatley ยอมรับว่า เป็น วิธีการสื่อสารที่สร้างโลกใบใหม่ ได้ ขณะนี้ในเมืองไทย เริ่มมีการนำเอา สุนทรียสนทนา มาใช้ มาอบรมกันมากขึ้นๆ
หัวใจสำคัญของการสื่อสารคือ การฟัง
ถ้าเรื่องราวสำคัญ เราก็อยากจะสื่อสารให้ดี คนที่สื่อสารได้ดี ก็คือคนที่รับฟังมาก (พหูสูตร หนึ่งในมงคลสามสิบแปดประการ)
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับนัก activist เหมือนๆกันหมด ก็คือ ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิรูป แต่ต้องการปฏิวัติ ถ้าเราพิจารณาว่า course ของสังคมที่แย่ลงนั้น ใช้เวลาประมาณ 50 ปี ของการที่ข้อมูลข่าวสารให้แทรกซึมเข้าสู่วัฒนธรรมเก่า (ซึ่งดี) ร่วมกับ global changes นั่นคืออายุการทำงาน และลักษณะการทำงานของ social development model เป็นการเปลี่ยนแปลงที่คนที่อยู่ภายใน ต้องทำโดยบางทีก็ไม่รู้ตัว และที่แน่ๆก็คือ ไม่ได้คอยมองหาความสำเร็จทุกๆ 1 เดือน (นึกถึงครั้งหนึ่งที่มีคนเปลี่ยนนโยบายการเรียนใหม่ แล้วพูดออกมาว่าจะประเมินปีหน้า!!! สำหรับหลักสูตร 6 ปี !!!!!!! ก็ทำนองเดียวกัน) ยังไม่ทันที่วิธีของสังคมจะเริ่ม simmer เลย ก็หงุดหงิด frustrated และมองหาวิธีใหม่ ที่ทันใจกว่านั้น
บางทีผมว่าพวกเราหลายคน ต่างก็มองเห็นปัญหา และสามารถเห็นทางแก้ด้วย แต่รู้สึก powerless ที่จะประเมิน หรือจะมองเห็นการเปลี่ยนแปลง แม้ในช่วงชีวิตของเราเอง แต่น่นไม่สำคัญเลย ถ้าสิ่งที่เราต้องการคือ สังคมใหม่ โลกใบใหม่ เราก็เริ่มทำไปอย่างที่เราคิดว่าควร คิดว่าถูก พูดคุยกกันมากขึ้น มีโอกาสก็ advocate เรื่องที่เราอยากให้เกิด
วันกอ่นมีการพูดคุยในที่ประชุมผู้ปกครอง ปรากฏว่ามีผู้ปกครองหลายคนเห็นพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีนักของครู ในแง่ที่ดุมากเกินไป แต่ดูเหมือน ไม่มีใครอยากจะทำอะไร รุ่นน้องผมที่เป็นแม่เด็ก ก็จะไปบอกผู้อำนวยการโรงเรียน ใครๆก็บอกว่าอย่าเลย เดี๋ยวลูกจะถูกครูเขม่น
บางครั้ง การไม่เริ่มทำอะไร แม้เพียงเล็กน้อย ก็เป็นการ ทำอะไรที่เสียงดังก้องหู อยู่ก็เป็นได้
ถ้ารุ่นน้องคนนี้ตัดสินใจว่า จะทำเหมือนพ่อแม่คนอื่นๆ สิ่งที่เด็กทุกคนในที่นั้นได้เรียนก็คือ การปล่อยปละละเลย การ let it go อย่างใน title ของภาพยนต์เรือง The Rising Sun หรืออะไรเนี่ย ที่ Bruce Willis เล่นเป็นทหารเข้าไป rescue คนผิวดำออกจากมือพวกกบฎ ว่า "Sometimes the only thing needed for the evil to prevail is good people doing nothing"
สิ่งที่เราทำคือ กรรม และกรรมต้องมี วิบาก ตามมา และบางครั้งลมปีกผีเสื้อในความเป็น chaos ก็มีส่วนในการเกิดเฮอริเคนในภายหลัง
ผมคิดว่าวัฒนธรรม สังคม นั้น จะเกิดไปในทิศทางไหน วิธีการที่พวกเราฟัง วิธีการที่เราสนทนา ไปเรื่อยๆ ทุกๆวัน มีส่วนอย่างยิ่งต่อผลลัพธ์ มากกว่าการออกกฏหมาย การจัดสรร
สิ่งนี้คือ Self-management organization หรือ องคกรจัดการตนเอง
สวัสดีค่ะ
แต่ละท่านที่กรุณาแสดงความเห็นมาทั้งหมด อ่านแล้ว ประทับใจค่ะ ตรงประเด็นเลย
ขอเสริมเฉพาะที่เกี่ยวกับธรรมะ คือความเป็นจริงในโลกนี้ค่ะ
พระพุทธเจ้าท่านทรงชี้ให้เห็นว่า ปัญหาทุกอย่าง เริ่มมาจากกิเลสในตัวมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งติดตัวมนุษย์ทุกคนมาตั้งแต่เกิด ในความเห็นของดิฉัน สิ่งที่พอจะขัดเกลาได้บ้างคือ
สวัสดีครับพี่แป๋ว