สวัสดีครับ คุณเม้ง
(ยังไม่ลงตัวว่าจะเรียกกันว่าอย่างไรดี)
หัวข้อน่าสนใจอรกแล้ว เพราะตรงกับที่เคยเรียน เคยทำ (ผมจบศัลย์ แล้วไปเรียนต่อภูมิคุ้มกันวิทยา... แล้วก็ stem cell คนละเรื่องเดียวกัน) สิ่งหนึ่งที่หลงเหลือในความประทับใจก็คือ ระบบภูมิคุ้มกันช่างเป็นระบบที่มหัศจรรย์อะไรเช่นนี้
เซลล์ใน mode ปกติ
กลับไปที่เคยคุยกันนะครับ เซลล์ (หรือร่างกายเราก็เหมือนกัน) ใน mode ปกติก็จะ เติบโต ซ่อมแซม สื่อสาร และเรียนรู้ สองอย่างแรกเพื่อ อยู่รอด สองอย่างหลัง เพื่อ อยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมาย ทั้งสามประการก็ทำให้เกิดเซลล์ หรือสิ่งมีชีวิตที่ อยู่รอด อยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมาย
การสื่อสารระดับเซลล์นั้น แปลผลค่อนข้างเป็น linear คือ ตามความเข้มข้นของ signals หลากหลายประเภท และมี interactions กันมโหฬาร แต่ในระดับชีวิตนั้น กลไกการ "แปล" ผลจะซับซ้อนกว่านั้น มีการใช้ประสบการณ์เก่ามาประกอบ ความเชื่อมาประกอบ ความศรัทธามาประกอบ ฯลฯ นี่คือความหมายของ "องค์รวมของชีวิต"
ยกตัวอย่าง "พอเพียง" ที่เป็น catch-phrase ในปัจจุบันนั้น สำหรับแต่ละคน แต่ละครอบครัว ไม่เหมือนกันแน่ๆ และไม่ต้องพยายามให้เหมือนกันด้วย เหมือนครั้งหนึ่งที่ socialism พยายามจะจัดระบบที่ ทุกคนเหมือนกัน แล้วปรากฏว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ในขณะนี้โลก democracy ก็กำลังตกหลุมพรางเดิมคือ มาตรฐาน ซึ่งพยาธิสรีระ เหมือนกับที่ socialism ทำมาก่อน คือคิดว่าชีวิตนี้ มี มาตร ที่เป็น "ฐาน"
การทำงานของภูมิคุ้มกัน
ภูมิคุ้มกันร่างกายมีสองระบบ คือ innate immunity และ acquired immunity อย่างแรกเป็นระบบดั้งเดิมพื้นฐาน มีความจำเพาะน้อย แต่เริ่มลงมือทำงานก่อน เช่น อะไรเข้ามาร่างกายไม่เคยเห็นมาก่อน เซลล์ระบบ innate immunity ก็จะไปควบคุม หรือทำลาย อย่างที่สองเป็นระบบที่ก้าวหน้ามากขึ้น มีความจำเพะ คือ จำได้หมายรู้ ว่าที่มาคุกคามนั้น เป็นใคร มาจากไหน มีจุดอ่อนตรงไหน เมือร่างกายเจออีกครั้งหนึ่ง เราก็จะส่งทหารจำเพาะไปทำลาย
การศึกษาที่จะเพาะภูมิคุ้มกันนั้น ต้องส่งเสริมทั้งสองอย่าง
ส่งเสริมอย่างแรกอย่างไร?
Innate Immunity ทางการศึกษา จะมาจากวัฒนธรรม ความเชื่อ ความศรัทธา หรือการ set คุรค่า ความหมายของชีวิต
ส่งเสริมอย่างหลังอย่างไร?
คือระบบการคิด การไตร่ตรอง การเข้าใจ หรือ สัมมาสติ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสมาธิ นั่นเอง
ชักจะพูดเยอะเกินไปแล้ว กินพื้นที่คนอื่น ขออภัยด้วยครับ เผอิญเรื่องนี้มันวนเวียนอยู่ในศีรษะมานาน