การศึกษาของปัจเจก เริ่มมาจากตนเอง ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน
การศึกษาของชุมชน เริ่มมาจากข้อมูล ข่าวสาร ที่ทำงาน กฏหมาย วัฒนธรรม ประเพณี
ทั้งสองส่วน (ปัจเจก ชุมชน) ต้องมีฐานมาจากสุขภาพ ความมั่นคงของชีวิต
ครั้งหนึ่ง สมัยก่อน internet เคยมีการระดมคนมาร่วมแสดงพลังความคิดเห็นเพียงแค่ เพื่อนชวนเพื่อน เป็นจำนวนหลายแสนคนในเยอรมันนี โดยเริ่มจาก วงสนทนาระหว่างเพื่อน
เป็นที่มาของกิจกรรม World Cafe'
ฟังดูไม่ทันสมัย ไม่จ๊าบ ไม่หรูหราลึกซึ้งอะไร แต่โลกใบนี้หมุน และปั่น รุ่งเรือง ล่มสลาย มาจากการสนทนา พูดคุย กันมาตั้งแต่เริ่มประวัติศาสตร์
ถ้าถามว่า vaccine ที่เราต้องการคืออะไร ผมคิดว่าคำตอบอาจจะอยู่ที่ทำอย่างไร มากกว่า คืออะไร
ถ้าพูดถึงการสนทนา ที่จุดหมายปลายทางก็คือการเกิดสมุหทิฏฐิ หรือ ความคิดร่วม ของกลุ่ม ก็ต้อง refer ถึงการทำ dialogue ของ David Bohm ที่แม้แต่องคการสหประชาชาติ Peter Senge หรือ Margaret Wheatley ยอมรับว่า เป็น วิธีการสื่อสารที่สร้างโลกใบใหม่ ได้ ขณะนี้ในเมืองไทย เริ่มมีการนำเอา สุนทรียสนทนา มาใช้ มาอบรมกันมากขึ้นๆ
หัวใจสำคัญของการสื่อสารคือ การฟัง
ถ้าเรื่องราวสำคัญ เราก็อยากจะสื่อสารให้ดี คนที่สื่อสารได้ดี ก็คือคนที่รับฟังมาก (พหูสูตร หนึ่งในมงคลสามสิบแปดประการ)
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับนัก activist เหมือนๆกันหมด ก็คือ ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิรูป แต่ต้องการปฏิวัติ ถ้าเราพิจารณาว่า course ของสังคมที่แย่ลงนั้น ใช้เวลาประมาณ 50 ปี ของการที่ข้อมูลข่าวสารให้แทรกซึมเข้าสู่วัฒนธรรมเก่า (ซึ่งดี) ร่วมกับ global changes นั่นคืออายุการทำงาน และลักษณะการทำงานของ social development model เป็นการเปลี่ยนแปลงที่คนที่อยู่ภายใน ต้องทำโดยบางทีก็ไม่รู้ตัว และที่แน่ๆก็คือ ไม่ได้คอยมองหาความสำเร็จทุกๆ 1 เดือน (นึกถึงครั้งหนึ่งที่มีคนเปลี่ยนนโยบายการเรียนใหม่ แล้วพูดออกมาว่าจะประเมินปีหน้า!!! สำหรับหลักสูตร 6 ปี !!!!!!! ก็ทำนองเดียวกัน) ยังไม่ทันที่วิธีของสังคมจะเริ่ม simmer เลย ก็หงุดหงิด frustrated และมองหาวิธีใหม่ ที่ทันใจกว่านั้น
บางทีผมว่าพวกเราหลายคน ต่างก็มองเห็นปัญหา และสามารถเห็นทางแก้ด้วย แต่รู้สึก powerless ที่จะประเมิน หรือจะมองเห็นการเปลี่ยนแปลง แม้ในช่วงชีวิตของเราเอง แต่น่นไม่สำคัญเลย ถ้าสิ่งที่เราต้องการคือ สังคมใหม่ โลกใบใหม่ เราก็เริ่มทำไปอย่างที่เราคิดว่าควร คิดว่าถูก พูดคุยกกันมากขึ้น มีโอกาสก็ advocate เรื่องที่เราอยากให้เกิด
วันกอ่นมีการพูดคุยในที่ประชุมผู้ปกครอง ปรากฏว่ามีผู้ปกครองหลายคนเห็นพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีนักของครู ในแง่ที่ดุมากเกินไป แต่ดูเหมือน ไม่มีใครอยากจะทำอะไร รุ่นน้องผมที่เป็นแม่เด็ก ก็จะไปบอกผู้อำนวยการโรงเรียน ใครๆก็บอกว่าอย่าเลย เดี๋ยวลูกจะถูกครูเขม่น
บางครั้ง การไม่เริ่มทำอะไร แม้เพียงเล็กน้อย ก็เป็นการ ทำอะไรที่เสียงดังก้องหู อยู่ก็เป็นได้
ถ้ารุ่นน้องคนนี้ตัดสินใจว่า จะทำเหมือนพ่อแม่คนอื่นๆ สิ่งที่เด็กทุกคนในที่นั้นได้เรียนก็คือ การปล่อยปละละเลย การ let it go อย่างใน title ของภาพยนต์เรือง The Rising Sun หรืออะไรเนี่ย ที่ Bruce Willis เล่นเป็นทหารเข้าไป rescue คนผิวดำออกจากมือพวกกบฎ ว่า "Sometimes the only thing needed for the evil to prevail is good people doing nothing"
สิ่งที่เราทำคือ กรรม และกรรมต้องมี วิบาก ตามมา และบางครั้งลมปีกผีเสื้อในความเป็น chaos ก็มีส่วนในการเกิดเฮอริเคนในภายหลัง
ผมคิดว่าวัฒนธรรม สังคม นั้น จะเกิดไปในทิศทางไหน วิธีการที่พวกเราฟัง วิธีการที่เราสนทนา ไปเรื่อยๆ ทุกๆวัน มีส่วนอย่างยิ่งต่อผลลัพธ์ มากกว่าการออกกฏหมาย การจัดสรร
สิ่งนี้คือ Self-management organization หรือ องคกรจัดการตนเอง