การเขียน คือ กิเลสของผู้เขียน แต่บางทีเราอาจจะต้องหันกลับไปมองคนอ่านบ้างเหมือนกัน

เมื่อไม่นานมานี้  หลังการบรรยายอันยาวนานสิ้นสุดลง    ผมได้รับการทักทายจากนิสิตท่านหนึ่ง   เธอแนะนำตัวเองและบอกกับผมว่า  เธอติดตามอ่านข้อเขียนของผมอยู่ต่อเนื่อง  ทั้งใน G2K  และในเว็บบอร์ดของชมรมต่าง ๆ    รวมถึง ชุมชนคนตลาดน้อย  ...ก็ไม่เว้น

 

ผมชื่อว่าเธอพูดความจริง   เพราะหลายอย่างที่เอ่ยถึงนั้น  ล้วนเป็นข้อคิด ข้อเขียนที่ผมเขียนขึ้นทั้งสิ้น  รวมถึงบทกวีต่าง ๆ  อีกจำนวนมากที่เธอท่องขึ้นใจอย่างน่าทึ่ง

 

ผมสัญญากับเธอว่า   วันใดที่หนังสือฉบับทำมือผมเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์  เธอจะเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับหนังสือโดยไม่ต้องควักตังค์ซื้อแม้แต่สตางค์แดงเดียว...

 

การสนทนาของเราใช้เวลาไม่นานนัก   เพราะเธอรู้ดีว่า   ผมมีภารกิจใหญ่รออยู่เบื้องหน้า   ดังนั้น  เธอจึงรีบยิงประเด็นแบบคมกริบมายังผมแบบไม่ให้ตั้งตัว    และประเด็นที่ฝากให้ผมเก็บไปคิดนั้น  ก็ถือเป็นมิติทางความคิดที่ผมต้องสะดุ้งคิดอยู่มากและน้อมรับน้ำใจแห่งเธอไว้อย่างเต็มล้น

 

เธอบอกกล่าวในทำนองว่า  "อยากให้ผมปรับสไตล์การเขียนให้เป็นวิชาการขึ้น   หาศัพท์แสงทางวิชาการและภาษาต่างชาติมาเทียบเคียงในสิ่งที่กล่าวถึง   ข้อเขียนจะได้ดูดีและมีน้ำหนักในแบบวิชาการ ...และจะได้นำไปอ้างอิงได้อย่างเต็มรูปแบบ

 

ไม่อยากให้นำกลวิธีการเล่าเรื่องแบบบันเทิงคดีมาใช้มากจนเกินไป    เพราะทำให้ความเป็นวิชาการหดหายไปอย่างไม่รู้ตัว..

 

อยากให้ผมวิเคราะห์ที่มาของความสำเร็จของกิจกรรมนั้น ๆ มากกว่าการเสนอภาพรวม ๆ  ของเรื่องราวที่ประสบความสำเร็จ  เพราะจะกลายเป็นความบันเทิงเริงใจมากกว่าบันเทิงเริงปัญญา...

 

อยากให้ผมเขียนแนววิเคราะห์กิจกรรมนิสิตอย่างถึงพริกถึงขิง  ตรงไปตรงมา  และให้นำไปเผยแพร่ในเว็บบอร์ดชุมชนคนตลาดน้อยบ้าง  เพราะระยะหลังผมไม่เข้าไปนำเสนอข้อเขียนให้นิสิตได้อ่านเลย..."

 

ผมได้แต่ขอบคุณและขอบใจเธอคนนั้น

 

ผมไม่ได้อธิบายอันใดนัก  ได้แต่น้อมรับคำติชมนั้นอย่างเปี่ยมปิติ  หากแต่ก็เปรยกลับไปบ้างว่า   ผมติดสไตล์บันเทิงคดีค่อนข้างมาก  แต่ก็ต้องการเขียนในแนวนี้  โดยทิ้งสาระวิชาการไว้เพียง 1 - 2 บรรทัดเท่านั้น  ที่เหลือคือบรรยากาศของการเล่าเรื่อง  โดยเฉพาะข้อเขียน "คิดเรื่องงาน"    ผมก็บอกกล่าวกับเธอว่า   ผมต้องการเล่าเรื่องงานในแบบพื้น ๆ  ไม่มุ่งวิชาการจ๋า  แต่หยิบเอาเหตุการณ์จริงในแต่ละวันมาบอกเล่าในแบบฉบับของการเขียนบันทึกประจำวันทั่ว ๆ ไป    คนอ่านจะได้อ่านแบบเพลิน  ๆ  และถึงเรื่องจะดูยาวไปหน่อย แต่ผู้อ่านจะรู้สึกได้ว่าไม่รู้สึกเคร่งเครียดจนเกินไป

 

"เหรอค่ะ.. มิน่าล่ะ  บันทึกคิดเรื่องงานที่พี่พนัสเขียนขึ้น  แม้ดูจะไม่เข้มข้น  เรื่อย ๆ  เฉื่อย ๆ  ไม่ออกแนววิชาการจ๋า  แต่ก็ดูเหมือนเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงจากการทำงาน..."   เธอทิ้งท้ายก่อนเอ่ยลาไปด้วยรอยยิ้ม ...

 

ผมดีใจที่มีคนกล้าติชมอย่างชัดเจน  ตรงไปตรงมา และเป็นกันเองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  ...  และผมก็กอบเก็บเอาทุกกระบวนคิด ทุกกระบวนความของเธอมาขบคิดอยู่อย่างไม่รู้จาง

 

การเขียน  คือ กิเลสของผู้เขียน   แต่บางทีเราอาจจะต้องหันกลับไปมองคนอ่านบ้างเหมือนกัน  (ใช่หรือไม่) ...

 

แล้วท่านล่ะครับ ...  ผมควรจะเดินหน้า  และปรับแต่งข้อเขียนของตนเองอย่างไรบ้าง   เพื่อมิให้เวทีการจัดการความรู้ดูจะเป็นบันเทิงคดีมากเกินไป  

 

ผมขอใช้เวทีนี้  ขอบคุณและขอบใจเธอผู้นั้น  อีกครั้ง ....