วันหนึ่งในหลายพันวินาทีก่อนหน้าที่จะเข้ามาในสถานภาพที่เปลี่ยนไปจากผู้เรียนมาเป็นผู้สอนของสถาบันการศึกษาที่ผู้คนนับล้านล้านเรียกขานว่ามหาวิทยาลัย.....ในเวทีแห่งนี้ยังดูสดใหม่และไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตัวตนหรือไม่ อย่างไร.....วิชาแรกในชีวิตของคนธรรมดาช่างดูยิ่งใหญ่ไม่น้อย......"นิเวศวิทยาการท่องเที่ยว" การมองการท่องเที่ยวให้เกี่ยวเนื่องอย่างมีระบบระเบียบ ผ่านสายตานักนิเวศที่ไม่ประสีประสาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวก็ดูจะยากเย็น และเข็ญใจ.....ข้าพเจ้าไม่อาจกล้ากล่าวอ้างว่ารอบรู้เกี่ยวกับนิเวศวิทยามากนัก....การมองสรรพสิ่งผ่านสายใยบางเบาหลากหลายเส้นสายที่ซ้อนซับขับเน้นซึ่งกันและกันอย่างสมดุลไม่ใช่เรื่องง่าย.....ในระบบนิเวศความสมดุลเท่านั้นที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเรียนรู้เพื่อให้ระบบองค์รวมยังยืนอยู่ได้ไม่ล้มลง........สิ่งมีชีวิตล้วนต้องมีหน้าที่ไม่อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งกินผู้อื่นหรือถูกผู้อื่นกินเป็นประจำ มันน่าแปลกที่มนุษย์จำนวนมากมายไม่เข้าใจเกี่ยวกับการกินผู้อื่นและถูกผู้อื่นกิน เช่นในระบบของการท่องเที่ยวการได้กำไรจากการลงทุนนั่นเสมือนเราได้กินผู้อื่นแต่ในหลายๆครั้งเราก็เจ็บปวดเพราะถูกผู้อื่นเข้ามากัดกินเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากเรานั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา.....สิ่งที่นิเวศวิทยาสอนสั่งให้กระทำคือการมองหาช่องทางเพื่อปรับตัวให้อยู่รอดด้วยกันทั้งสังคม เพราะต่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มากไปกว่าการร้องเรียกความเห็นใจให้เข้ามาช่วยเหลือ.......เมื่อเรียนรู้ถึงการแก้ไขปัญหาที่ถูกบ้างผิดบ้างอย่างยาวนานก็จะเริ่มเกิดบางสิ่งแม้ไม่อาจเรียกได้ว่าวิวัฒนาการแต่ก็มีความใกล้เคียงอย่างยิ่ง........หลายคนบอกว่าข้าพเจ้ามองโลกอย่างไร้สีสัน นั่นอาจจริง....ข้าพเจ้ามักคิดว่าทุกสิ่งอย่างมันเป็นเช่นนั้นของมันอยู่มานานแล้ว ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ เศร้าหรือสม เป็นบททดสอบที่ส่งลงมาจากธรรมชาติให้มนุษย์ได้เรียนรู้ถึงการปรับตัวและอยู่รอดได้ในสภาพสังคมหลากหลายรูปแบบ บางทีการพัฒนาการท่องเที่ยวก็เช่นเดียวกัน ต้องเรียนรู้ถึงความพอใจผ่านความพอดี มีหลายครั้งที่แหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมลงและยากในการฟื้นตัวกับคืนมาในระยะเวลาอันสั้น ในสายตาของนักพัฒนาคือเร่งเข้ามาวุ่นวายและยื่นมือมาจัดการ แต่ในสายตาข้าพเจ้าจงปล่อยให้มันดำเนินไปตามกลไกที่พึงจะเป็น....กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ก็เกิดจากความเจ็บปวดมาก่อนทั้งสิ้น.....การปล่อยวางให้ดำเนินอาจดูน่าหัวเราะในสายตาของหลายคนที่คิดว่านั่นมันเป็นการละเลย.... แต่สำหรับข้าพเจ้านี่คือสิ่งที่สวยงามแต่อาจใช้กาลเวลายาวนานสำหรับหลายคนที่ไม่อาจทนรอก็เท่านั้น..... มนุษย์ทุกคนหรือสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีช่วงอยู่ช่วงหนึ่งที่เราเรียกว่า ช่วงความทนทาน การเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวหากเกินสิ่งที่เราจะทนทานได้ก็จะต้องหลีกลี้หนีไปเพื่อแสวงหาสิ่งเหมาะสม......นั่นก็เช่นเดียวกันปริมาณการใช้ประโยชน์จะค่อยลดลงและปล่อยให้แหล่งท่องเที่ยวเริ่มปรับตัวให้สมดุลกับขีดความสามารถในการรองรับของตนเอง....หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าการไม่ทำอะไรเลยเป็นสิ่งดีแล้วจะมาเรียนไปทำไมให้สิ้นเปลืองเวลาและเรี่ยวแรง....ข้าพเจ้าแอบคิดเอาเองว่าการรู้เรื่องราวของความสัมพันธ์ในระบบนิเวศก็เพื่อระมัดระวังก่อนใช้ต่างหาก,,,,เช่นเดียวกันกับฉลากยา หรือฉลากผลิตภัณฑ์ หากเราก้มมองลงอ่านก่อนใช้สักนิดสิ่งที่ผิดพลาดคงไม่อาจเกิดขึ้น หรือถ้าเกิดก็คงจะบางเบากว่าที่เป็นอยู่.....
ไม่มีใครมองเห็นสายใยบางเบาที่เกาะเกี่ยวโยงใยไปมาให้เราได้สัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆได้ครบถ้วน.....แต่เมื่อสายใยขาดไปเส้นใดเส้นหนึ่งสิ่งที่มองเห็นเด่นชัด คือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั่นเองที่มาตักเตือนให้ต้องตื่นตัวแล้วว่าเราละเลยหรือทำลายสิ่งใดไปแล้วแน่ๆ........มีคนกล่าวว่าการท่องเที่ยวเป็นหลักการ เป็นวิชาแห่งการบูรณาการ แต่สำหรับข้าพเจ้าการท่องเที่ยวเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น.....เครื่องมือที่ยามจะนำมาใช้ต้องอ่านคู่มือให้เข้าใจเสียก่อน.......การอ่านคู่มือไม่สามารถอ่านได้เพียงเล่มใดเล่มหนึ่งหรือศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง ต้องอ่านหลากหลายเท่าที่จะอ่านได้เพื่อว่าเมื่อนำมาใช้แล้วจะไม่เจ็บปวด.......แต่คงไม่แปลกอะไรถ้ามนุษย์จะเจ็บเสียบ้าง อย่างน้อยจะได้คุณค่าของความสขสมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ 5555
ดีใจจังที่ไผ่เป็นคนหนึ่งที่มุ่งมั่นพาเด็กๆได้เรียนรู้ทั้งในและนอกระบบ แง่คิดแบบนี้เริ่มหาได้ยากยิ่งในสังคมเราในปัจจุบัน จะคอยเอาใจช่วยนะน้องนะ
การปล่อยวางให้ธรรมชาติค่อยๆ ฟื้นตัวเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตคะ ไม่ว่าคนหรือธรรมชาติก็มีกระบวนการที่จะอู่รอดหรือฟื้นตัวเป็นวัฎจักรของธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลก และความคิดของ อ.ไผ่ก็ไม่น่าแปลกคะ หากเพียงแต่มีเพียงคนบางกลุ่ม บางคนเท่านั้นที่ตักตวง แสวงหาผลประโยชน์จากธรรมชาติเท่านั้นที่ต้องการยื่นมือเข้าไปผลักดันให้ธรรมชาติฟื้นตัวเร็วขึ้น ตามความต้องการของพวกเห็นแก่ตัวนั้นๆ แต่กระบวนการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ชาวบ้านมีระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ให้ธรรมชาติดูแลตัวเอง โดยมนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ทำลายระบบเดิมของธรรมชาติที่มีอยู่
หลายคนอาจมองเรื่องการท่องเที่ยวเป็นสิ่งสวยงามเท่านั้น แต่ในสายตาของคนเล็กๆคนหนึ่งที่อยู่ในสังคมของการท่องเที่ยวนี้ การท่องเที่ยวมีบางแง่มุมที่โหดร้าย และสามารถทำร้ายคนในชุมชนได้หากแต่เพียงคนชุมชนนั้นๆ ไม่เข้าใจและไม่รู้จักวิธีการจัดการทรัพยากรที่ตัวเองเป็นเจ้าของให้เกิดประโยชน์ที่สุด ทั้งนี้ต้องสอดคล้องกับธรรมชาติที่มันเป็นอยู่ด้วย ไม่ได้เสนอมุมมองทางลบนะคะ แต่ทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนมีทั้งสวยสดงดงามและภาพในแง่ลบคะ เพียงแต่เราจะชื่นชมกับความสวยงาม ดอกผลที่เกิดขึ้นกับแผ่นดิน และเรียนรู้เส้นทางในแง่ลบจากการท่องเที่ยว เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้กับเราให้เดินต่อไปยังสายธารแห่งการท่องเที่ยวได้อย่างไร
แง่มุมเล็กๆ จากเสียงสะท้อนเล็กๆคะ
^_^
แอบมาอ่านของคุณครูคร้าาา