ขั้นแรกของการเรียนการสอนที่จะได้ผลคือ ต้องดูก่อนว่าผู้เรียนสนใจอะไรและมีพื้นฐานแค่ไหน
ผู้เขียนเลยตัดสินใจว่า แทนที่จะคิดขึ้นมาเองว่าจะเขียนเรื่องอะไร มาเริ่มโดยการถามคนอ่านดีกว่าว่าอยากให้เขียนเรื่องอะไร
วางกรอบไว้คร่าวๆว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความเข้าใจเบื้องต้นในการทำวิจัยเชิงคุณภาพ และ การประเมินคุณภาพของงานวิจัยเชิงคุณภาพ ละกันนะคะ
โยนคำถามมาได้เลยค่ะ ไม่ต้องอายกัน ถ้าไม่กล้าก็ไม่ต้อง log in ให้ถามโดยการลงชื่อแบบนิรนามก็ได้ค่ะ สัญญาว่าจะไม่ตามไปดู IP address : )
ไม่มีการว่าทอกันว่า ถามไม่ได้เรื่อง ไม่ต้องกังวล
ไม่สัญญาว่าจะตอบได้นะคะ แต่อยากให้คิดซะว่าเป็น community of practice มาช่วยกัน ผู้เขียนมีอ.ดีแถวๆนี้ ตอบเองไม่ได้จะไปถามอ.ให้ค่ะ ใน gotoknow ก็มีผู้รู้มากมาย เดี๋ยวก็มีคนมาช่วยค่ะ : )
อาจารย์ครับ ผมเคยเสนอโครงการไปโครงการหนึ่ง ตั้งใจจะให้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผมต้องการหาแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ครับ โดยกระบวนการวิจัยของผมจะเป็นการผลิตชุดฝึกอบรมเพื่อนำไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง ว่า ชุดฝึกอบรมดังกล่าวจะทำให้กลุ่มตัวอย่างมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร
มีคนแย้งผมว่า
อาจารย์ช่วยแนะนำผมได้ไหมครับว่า ผมควรชี้แจงอย่างไรดี
สวัสดีค่ะคุณจารุวัจน์
โครงการของคุณจารุวัจน์ เป็นงานวิจัยได้ค่ะ คือเป็นการค้นหาว่า วิธีอบรมแบบไหนดี แบบนี้ได้ผลไม๊
เป็นงานวิจัยแบบประเมินค่ะ (Evaluative Research หรือ Evaluation Research)
แต่จะเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพหรืิอไม่ขึ้นอยู่กับว่า คุณจารุวัจน์จะวัดผลความสำเร๋จของชุดฝึกอบรมอย่างไร
ถ้าจะทำการวัดโดยใช้แบบสอบถาม หรือ ืืืทำการทดลอง แล้วแปลผลด้วยสถิติ ไม่ว่าจะสุ่มตัวอย่าง หรือ ให้ทุกคนที่ร่วมโครงการทำ ก็จะถือว่าเป็นการวัด้เชิงปริมาณ
ถ้าใช้แบบสอบถามแบบคำถามปลายเปิด หรือใช้การสัมภาษณ์ หรือ สังเกตการณ์ ก็พอเข้าเค้างานวิจัยเชิงคุณภาพ (ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวิธีวิเคราะห์ข้อมูล และวิธีนำเสนอผลด้วยค่ะ เรื่องนี้ต้องคุยกันนาน จะเขียนบันทึกเรื่องนี้ต่อไปเมื่อมีเวลาว่างๆค่ะ)
อีกประเด็นคือ การประเมินโครงการฝึกอบรมนี้ เราประเมินกระบวนการด้วยก็ได้ใช่ไม๊ค่ะ ไม่ใช่ว่าจะดูกันที่ผลลัพธ์อย่างเดียว
คุณจารุวัจน์ตั้งคำถามวิจัยไว้ว่า
"ชุดฝึกอบรมดังกล่าวจะทำให้กลุ่มตัวอย่างมีศักยภาพ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร"
การวัดผลลัพธ์ (outcome evaluation) จะทำให้ตอบได้ว่า เพิ่มขึ้นหรือไม่
ส่วนการวัดกระบวนการ (process evaluation) จะทำให้ตอบได้ว่า เพิ่มขึ้นหรือไม่เพิ่มอย่างไร
--------------------
website สกว. มีเขียนไว้ว่า
“วิจัย คืออะไร” เป็นวิถี เป็นเครื่องมือ เป็นความสงสัย เป็นการแสวงหาทางออก เป็นการแสวงหาทางเลือก เป็นการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอน มีวิธีการของมัน และสามารถเรียนรู้ไปทีละขั้นได้
--------------------
มัทเน้นคำว่า เป็นขั้นเป็นตอน เป็นระบบค่ะ : )
Michael Quinn Patton กูรูด้่านนี้เขียนในหนังสือ Qualitative Research and Evaluation Methods (หน้า 10 edition ที่ 3 ปี 2001) ว่า
การประเมินโครงการใดๆก็ตาม ถ้า "conducted systematically and empirically through careful data collection and throughtful analysis, one is engaged in evaluation research"
ชัดเจนขึ้นครับอาจารย์ ขอบคุณครับ
ตอนนี้ผมทำโครงการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่ รพ. เป้าหมายของงานคือ ลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย+พัฒนาระบบงานการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายใน รพ. ผมวางแผนจะ qualitative research เกี่ยวกับผู้ป่วยที่ผมดูแล ผมเยี่ยมบ้านผู้ป่วย+in depth interview +ดูผู้ป่วยที่ ward
ประเด็นที่สนใจมากในขณะนี้คือ ทัศนคติของบุคคลากรการแพทย์ใน รพ. ต่อการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ผมต้องการความรู้นี้ไปพัฒนาระบบของ รพ.+ปรับทัศนคติของบุคคลากรใน รพ.
อาจเป็นโจทย์ที่ดูกว้าง+ไม่ชัดเจน แต่ก็อยากทำครับ ขอคำแนะนำครับผม
คำถามของคุณโรจน์เปิดประเด็นเรื่อง
ถ้าตอบตรงนี้ได้ การวางแผนงานวิจัยจะชัดเจนขึ้นตามมา วิธีช่วยคิดง่ายๆคือ เราอยากได้อะไรที่ปลายเส้นทาง (เรารู้แล้วว่าอยากได้ อะไรซักอย่างที่มาช่วยพัฒนาระบบงานใช่ไม๊ค่ะ) ถ้าตอบได่้เราก็เขียน วัตถุประสงค์งานวิจัยได้แล้ว แล้วคำถามวิจัยมันก็จะล้อกันไปกับวัตถุประสงค์งานวิจัยนั่นเองค่ะ
3. พอตอบข้อสองได้แล้ว เราถึงจะรู้ว่าเราควรศึกษา"อะไร" (object of study) เราสนใจใน ปรากฎการณ์ ประสบการณ์ ความเห็น การให้ความหมาย ฯลฯ
เราควรศึกษา ทัศนคติหมอ หรือ ประสบการณ์หมอ หรือประสบการณ์คนไข้ หรือทั้งสองอย่าง? หรือศึกษาญาติผู้ป่วยด้วย? ผู้บริหารรพ. ด้วย? หรือจะดูระดับนโยบายด้วย?
อันนี้แล้วแค่คำถามหลังจากที่โดนขัดเกลามาแล้ว แรงกายแรงใจ และ งบประมาณค่ะ : )
4. แผน Knowledge Transfer/Translation: จะเอาความรู้มาปรับทัศนคติของบุคคลากรใน รพ. ได้อย่างไร จริงๆถ้าตอบข้อนี้ได้ก็จะช่วยทำให้คำถามวิจัยชัดเจนขึ้นค่ะ
-----------------------
แต่งานวิจัยเชิงคุณภาพแบบ explore คือ ไม่รู้หรอกว่าจะไปเจออะไร หรือ ไม่แน่ชัดว่ากำลังหาอะไรอยู่ แต่ลองไปสำรวจดูคร่าวๆก็มีค่ะ ตั้งคำถามวิจัยแบบกว้่างสุดๆไปเลย ก็ไม่ผิดค่ะ แต่มันจะไปยากตอนวิเคราะห์และนำเสนอผล เพราะจับจุดไม่ถูก ข้อมูลเยอะไปหมด และที่สำคัญคือ จะเขียน proposal ของบลำบากเอาการค่ะ คนอนุมัติงบอาจมองไม่เห็นภาพปลายเส้นทาง เลยไม่กล้าให้งบ
-----------------------
หวังว่าเป็นประโยชน์บ้างนะคะ
เป็นประโยชน์มากครับ ผมจะลองไปดูประเด็นให้ชัดว่าจะเริ่มตรงไหนก่อน ขอบคุณครับ
Qualitative Research: A Personal Skills Approach (Paperback) by Gary D. Shank
Editorial Reviews
Book Description
This up-to-date book is the first of its kind to build upon the basic skills needed to do qualitative research. Skills, such as observing, conversing, participating, and interpreting are introduced through exercises and then developed based on the current understandings in the field.
Comprehensive and user-friendly, this book incorporates hands-on learning into the overall process with ten exercises associated with the basic skills. Topics include: Being a Skilled Qualitative Researcher; Observing; Conversing; Participating; Interpreting; Conceptualizing; Reasoning; Analyzing; Narrating; Writing; The Seven Deadly Sins of Qualitative Research; Once and Future Qualitative Research. For qualitative researchers.
From the Back Cover
This up-to-date book is the first of its kind to build upon the basic skills needed to do qualitative research. Skills, such as observing, conversing, participating, and interpreting are introduced through exercises and then developed based on the current understandings in the field.
Comprehensive and user-friendly, this book incorporates hands-on learning into the overall process with ten exercises associated with the basic skills. Topics include: Being a Skilled Qualitative Researcher; Observing; Conversing; Participating; Interpreting; Conceptualizing; Reasoning; Analyzing; Narrating; Writing; The Seven Deadly Sins of Qualitative Research; Once and Future Qualitative Research. For qualitative researchers.
ดีจังครับบันทึกนี้ ...อยากทำวิจัยมานานแล้ว..ทางด้านสถาปัตยกรรม มันน่าจะเป็นวิจัยเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ...แต่ยังไม่มีประเด็นในการเขียนเลย....ส่วนใหญ่ชอบที่จะทำงาน practice เสียมากกว่า (ออกแบบโครงการต่างๆ แล้วเอาข้อมูลไปสอนหนังสือ)..
แต่งานก็ต้องทำเป็นลำดับ เรียบเรียงความคิด ค้นหาความต้องการ...ตอบโจทย์...และได้ product สุดท้ายเป็นอาคาร...จะว่าเป็นงานวิจัยก็ไม่เชิงนะ
ทำไปแล้วมันก็มี pattern ของมันเหมือนกัน...แต่ไม่รู้จะเขียนยังไง...น้อง อ.มัทมีความเห็นยังไงครับ...
พี่โจ
ขอบคุณค่ะพี่ : )
ไหนๆก็มีคนมาแนะนำหนังสือแล้ว ขอมาต่อยอดนะคะ
หนังสือที่มัทใช้อ้างอิงการเขียน thesis ของมัท เป็นคู่มือซื้อมาติดชั้นหนังสือตลอด เป็นหนังสือที่ใช้ใน coursework ตอนมาเรียนปีแรกๆ เป็นหนังสือที่อ.แนะนำ มาแล้วติดใจ มีดังนี้ค่ะ
Qualitative Inquiry and Research Design: Choosing Among Five Approaches by John W. Creswell
Qualitative Research & Evaluation Methods by Michael Quinn Patton
InterViews: An Introduction to Qualitative Research Interviewing by Steinar Kvale
Handling Qualitative Data: A Practical Guide by Lyn Richards
Case Study Research: Design and Methods Third Edition (Applied Social Research Methods) by Robert K. Yin
ต่อไปนี้คือหนังสือดี ที่ยืมมา อ.แนะนำ:
Qualitative Research Design: An Interactive Approach (Applied Social Research Methods) by Joseph A. Maxwell
Handbook of Qualitative Research by Norman K. Denzin and Yvonna S. Lincoln
The SAGE Handbook of Qualitative Research by Norman K. Denzin and Yvonna S. Lincoln
Writing Up Qualitative Research (Qualitative Research Methods) by Harry F. Wolcott
The Art Of Case Study Research by Robert E. (Earl) Stake
แต่ละสาขาวิชาก็จะมีตำราของตัวเองด้วย โดยเฉพาะพวก ศึกษาศาสตร์ จิตวิทยา และ มนุษยวิทยา พวกนั้นเหนือความสามารถที่มัทจะแนะนำได้ค่ะ
10 เล่มนี้ ส่วนตัวมัทว่าก็พอ สำหรับพื้นฐานการทำความรู้จักและเริ่ม ลงมือทำวิจัยเชิงคุณภาพค่ะ
อ. พี่โจ (โอชกร):
ทำได้แน่นอนค่ะ พวกสถาปัตย์คิดอะไรเป็นระบบอยู่แล้ว
เห็นทำวิจัยกันเรื่อง green architecture กันเยอะเลยค่ะ มีทั้งเชิงปริมาณที่ทดลองวัสดุหรือdesign แล้ววัดว่าประหยัดพลังงานได้เท่าไหร่
หรือเชิงคุณภาพ ทำการสัมภาษณ์ทัศนคติและ สังเกตการพฤติกรรมผู้ใช้ โดนเฉพาะในงาน urban planning ต่างๆ
บางคนก็ศึกษาเรื่องวัฒนธรรมการอยู่การใช้ชีวิตของคนหลายเชื่อชาติ เพื่อที่จะได้มาออกแบบให้ตรงวิถีชีวิต เช่น บ้่านที่มี inner court yard หรือ บ้่านเดี่ยว หรือ การออกแบบให้คนพิการ ก็ต้องเข้่าใจสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการก่อน
พวก marketing research หรือการสำรวจความต้องการลูกค้า ก็เป็นการใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบหนึ่ง
ถ้าเราทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยด้วยแล้ว งานเรียนงานสอนก็นำมาวิจัยเพื่อหาวิธีเรียน วิธีสอนใหม่ๆให้ดียิ่งๆขึ้นไปก็ได้ค่ะ
จะใช้เชิงปริมาณผสมเชิงคุณภาพก็ได้ มีประโยชน์ทั้งนั้นถ้าทำดีๆ มีการวางแผน มีการจัดข้อมูลที่เป็นระบบ มีการวิเคราะห์และเสนอผลที่เชื่อถือได้และมีประโยชน์ : )
นอกจากวงการ market research แล้ว จริงๆพวกนักมนุษยวิทยาก็ทำงาน Ethnography ดีๆกันมานานมาแล้วเช่นกันค่ะ สายเวชศาสตร์ชุมชนก็จะได้รับอิทธิพลทางนั้นมา
พวกศึกษาศาสตร์ก็จะเน้นไปทางประเมินโดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพมาช่วย
ทางสังคมศาสตร์นี่ ก็เหมือนกันทั้งโลกมัั๊งค่ะต่างประเทศก็เจอปัญหานี้กันมามากไม่แพ้บ้่านเรา แต่เค้าก็สู้กันมาได้ ด้วยการทำงานที่มีคุณภาพและ หาทางวัดคุณภาพงานวิจัยที่ทำมาให้ชัดเจน ซักวันหนึ่งบ้านเราก็เป็นอย่างบัานเค้าได้ค่ะ ต้องมาช่วยกัน ค่อยๆทำไป
จะทำให้คนที่ต่อต้านเข้าใจก็นี่ ต้องเรื่มคุยกันที่กระบวนทัศน์ ที่ปรัชญาเบื้องหลัง วิธีิวิจัย มันคุยกันยากต้องใช้ความอดทนและทักษะการสื่อสาร
แต่ที่มัทอยากเน้นคือ ไม่ว่า QT หรือ QL นั้น ทำออกมาห่วยๆก็มาก ไม่ว่าจะทำแบบไหน ทำให้ได้คุณภาพของแบบตัวเองดีที่สุดค่ะ
QL มันดิ้นได้ มีหลายแบบ และ มั่วๆกันได้ถ้าไม่รู้จริง แบบนี้ก็ลำบากค่ะ ต้องช่วยกันดู ช่วยกันทำ
ขอบคุณครับ
งานเรียนงานสอนก็นำมาวิจัยเพื่อหาวิธีเรียน วิธีสอนใหม่ๆให้ดียิ่งๆขึ้นไปก็ได้ค่ะ
จะเอาไปต่อยอดดู
พี่โจ
สวัสดีค่ะอาจารย์มัทที่เคารพ
แอบติดตามอ่านบันทึกของอาจารย์มานานแล้วแต่ไม่เคยเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เลย ขอบคุณนะคะสำหรับทุกบันทึกที่มีคุณค่าและน่าติดตามอ่านมากๆค่ะ
วันนี้อดรนทนไม่ได้ค่ะ เพราะกำลังจะทำวิจัยที่มีเฟสแรกเป็นเชิงคุณภาพค่ะ เรียนกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพมาก็ยังงงๆ อยากเรียนถามอาจารย์มัทดังนี้ค่ะ
1. rigor testing สามารถทำอย่างไรบ้างคะ
2. วิธีการวิเคราะห์ต่างๆ เช่น content analysis, theme analysis etc มีจุดแตกต่างกันตรงไหนคะ
3. อาจารย์มีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ผู้ป่วยสมองเสื่อม อยากจะเรียนสอบถามอาจารย์ว่า โดยเฉพาะในกลุ่มของ moderate dementia จะสามารถให้ข้อมูลเราได้ชัดเจน เป็นเรื่องเป็นราวหรือไม่ ถ้าต้องการหาคำตอบว่า คำถามการวิจัยคือประเภทของการออกกำลังกายและการส่งเสริมการออกกำลังกายวิธีใดจะเกิดผลประโยชน์สูงสุดค่ะ ปัญหาที่น่าจะต้องเผชิญคืออะไร ควรหาวิธีการแก้ไขอย่างไรค่ะ
ขอบพระคุณอาจารย์ล่วงหน้าค่ะ
ศิริกุล
ขอบคุณมากค่ะคุณศิริกุลที่ติดตามบันทึกมานาน
มาตอบคำถามกันดีกว่า
1. rigorของงานนี่จริงๆมันแฝงไปในทุกขั้นตอนเลยค่ะ เหมือนกับในบันทึกตอนที่ 1 ที่สำคัญคือทำอะไรต้องมีหลักฐานทั้งหมดค่ะ เรียกว่าต้องทำ Audit trail ไว้ เหมือนกับว่าถ้ามีกรรมการมาตรวจย้อนไปว่าทำงานมาอย่างไร ต้องสามารถโชว์กรรมการได้หมด
ที่นี้ถ้าเราเป็นกรรมการเราจะไปตรวจจริงๆเป็น audit ก็ได้ แต่เท่าที่เห็นมา แค่คุยๆ สัมภาษณ์ตอนที่นักวิจัยนำเสนองานก็พอรู้แล้วค่ะว่าคนนี้ทำงานมั่ว หรือมีการจัดการข้อมูลที่เป็นระเบียบ และที่สำคัญคือเข้าใจในงานตัวเองแค่ไหน เข้่าใจในปรัชญาบื้องหลังไม๊ เข้าใจใน design ตัวเองว่าทำไปเพราะอะไร ตอบเรื่อง credibility ได้ก็เป็นอันใช้ได้ค่ะ อย่างคนที่ไม่มี triangulation ไม่มี member-cheking ข้อมูลหรือการแปลผลเลย ถ้าเค้่่าสามารถ defend ได้ว่าเค้าวิเคราะห์ผลจากมุมมองไหน (interpretivist) แล้วทำให้กรรมการเห็นชัดเจนว่าส่วนไหนของผล มาจากการแปลของนักวิจัย ส่วนไหนของผลมากจากข้อมูลดิบ (คำพูดของ participants, จาก diary ของ participants, จากตัวอักษาที่ได้จาก document analysis) ก็โอเคค่ะ
มัทคาดว่าคุณ ศิริกุล ทำงานสายสุขภาพใช่ไม๊ค่ะ ทีนี้งานสายเราจะต่างกับสายสังคมศาสตร์ pureๆ ตรงที่ กรรมการของพวกเรา เช่น journal editors เวลาจะลงพิพม์บทความนั้นยังบังคับให้เราเขียนงานวิจัย ในกรอบที่เรียกว่าเป็น post-positivism พราะฉะนั้นเค้าจะต้องการให้เราทำงานตาม checklist 15 ข้อที่มัทเขียนในบันทึกตอนที่ 1 คือจะต้องทำตามให้ได้มากที่สุด้เท่าที่จะทำได้
2. วิธีการวิเคราะห์ต่างๆ วันนี้ขอตอบคร่าวๆนะคะ เพราะคิดอยากเขียนบันทึกเรื่อง การวิเคราะห์ และ นำเสนองานแยกออกไปเป็นอีกบันทึก
สรุปง่ายๆคือ การวิจัยเชิงคุณภาพมี 2 แบบ คือ top-down กับ bottom-up
- แบบ bottom-up คือ ดูกันที่ข้อมูลดิบเลยแต่ต้น ไม่ได้มี template เตรียมไว้ ใช้วิธีอ่านหลายๆรอบ เริ่ม code หาข้อความ หรือ คำ หรือ ประโยค ที่น่าสนใจ และ เกิดขึ้นบ่อยๆ หา pattern ของข้อมูล คำที่ใช้มา label หรือ code มักจะเป็นภาษาของ participantsเอง (folk term, emic) แต่การวิเคราะห์แบบนี้ก็ทำได้หลายแบบอีกเหมือนเคยค่ะ thematic analysis ก็เป็นแบบหนึ่งที่หา pattern ในข้อมูลแล้วนำเสนอออกมาเป็น themeๆไป พวกที่ทำ grounded theory ก็มีวิํธีวิเคราะห์ที่เป็นเรื่องเป็นราวมากค่ะทำ open coding ก่อนแล้วทำ axial coding ตามมา
วิธีวิเคราะห์ข้อมูลทำได้หลายแบบมากค่ะ ไม่ต้องไปยึดกับ label มากว่าเรียกว่าอะไร แต่เราต้องสามารถอธิบายเป็นขั้นๆได้ว่าเราทำอย่างไรบ้่างนอกจากน้อน การนำเสนองานวิจัยเชิงคุณภาพยังมีอีกหลายวิธีเช่น
- narrative คือ เล่าเป็นเรื่องเลย มีการเดินเรื่องที่คิดมาอย่างดี
- เอาผลไปวิเคราะห์แบบเชิงปริมาณยังได้เลยค่ะ นำเสนอเป็น descriptive statistics เป็น % เป็น ratio เป็นแผนภูมิต่างๆก็มีคนทำ
- หรือทำเป็น documentary ทำหนังไปเลยก็มี
- บางคนเขียนผลออกมาเป็นบทกวีก็มีค่ะ
แล้วแต่ว่าอยู่สาขาวิชาไหน มีปรัชญาการทำงานอย่างไร3. การสัมภาษณ์ผู้ป่วยสมองเสื่อม
เรื่องนี้มี paper และ textbook ออกมาโดยเฉพาะเลยค่ะว่าใช้เทคนิคอะไรได้บ้าง เช่น ให้นั่งตรงหน้าผู้ป่วยเวลาถาม ห้ามพูดจากข้างหลังหรือข้างๆ ใช้คำถามสั้นๆ พูดชัดๆดัง อย่าใช้เสียงสูง (high pitched voice) เพราะไม่ได้ยิน บางงานวิจัยให้ตอบแต่ yes no
แต่เท่าที่มัทคุยมาก็คุยก็เป็นเรื่องเป็นราวได้ค่ะ แต่ท่านจะตอบซำ้ๆหรือไม่ตรงเรื่องค่ะ คือเข้าใจคำถามเราผิดไป หรือไปรำลึกความหลัง (ชอบเล่าเรื่องเก่าๆที่เหมือนจะเกี่ยวกับงานวิจัยเรา แต่มันไม่เกี่ยว) แล้วก็หลายๆครั้งก็จำไม่ได้จริงๆ แต่หลายๆอย่างเราใช้วิธีสังเกตการณ์ได้ค่ะ ดูสีหน้าท่าทางได้ สัมภาษณ์อย่างเดียวยากค่ะ
ส่วนข้อมูลที่เป็น fact เราก็ดูจาก medical chart ได้ หรือ ถามญาติได้
สิ่งที่ช่วยได้มากคือคุยกับท่านพร้อมญาติ หรือ ผู้ดูแลคู่ใจค่ะ คนที่ดูแลท่านบ่อยๆจะรู้ว่าต้องพูดอย่างไร แล้วคนไข้เองก็คุ้นเคย คุยกันดีค่่ะ มัทสัมภาษณ์พร้อมกันไปเลย เป็นคู่ๆไป เหมือนนั่งคุยกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ที่การ designและ objective งานวิจัยค่ะว่าทำได้ไม๊
ที่สำคัญคือ ต้องใจเย็นๆค่ะ
หัวข้องานวิจัยคุณ ศิริกุล มัทเคยอ่านเจอค่ะ พอมีตัวอย่างดีๆให้ดูก็ทำให้ง่ายขึ้นเยอะค่ะ ต้องปรับให้เข้ากันบริบทตัวเองเท่านั้นเอง
หวังว่าคำตอบของมัทพอมีประโยชน์บ้่างนะคะ โชคดีนะคะ
ขอบพระคุณสำหรับคำแนะนำที่มีประโยชน์ และช่วยทำให้คลายความกังวลไปมากทีเดียวค่ะ
ถ้ามีปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลสำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อม ขออนุญาตเรียนสอบถามอาจารย์อีกนะคะ
ขอให้อาจารย์มีความสุขมากๆนะคะ ได้อ่านเรื่องชาสูงแล้วรู้สึกอิจฉาอาจารย์จัง ว่าอาจารย์จัดสรรเวลาได้เยี่ยมยอดมากเลยค่ะ แล้วขอให้กำลังใจอาจารย์เพื่อที่จะได้มีบันทึกดีๆอ่านกันต่อไปนะคะ
ขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ
ศิริกุล
อ.มัท ที่รัก,
ขออนุญาตคุย เอ๊ย ลปรร. กับเพื่อนร่วมทุกข์ คือ คุณ ศิริกุล ผ่านบ้านของอ.มัทได้ไหมเอ่ย?
<ul><li>http://en.wikipedia.org/wiki/Content_analysis </li></ul>
<ul>
</ul>สวัสดีค่ะ อ.มัท ฮี่ ๆ ๆ
<p> </p>
ขอบคุณที่มาร่วมด้วยช่วยกันจ้าาา
บันทึกนี้มีประโยชน์และน่าอ่านมากเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้อาจารย์มัท อีกคนนะคะ ถ้ามีโอกาสอยากทำงานวิจัยบ้างค่ะ แล้วจะเข้ามาขอคำแนะนำจากอาจารย์นะคะ