..วันนี้หนุ่มเหน้าสาวกรุงแต่งตัวทะมัดทะแมงแปลงกายา เป็นยายฉิมไปเก็บเห็ดตั้งแต่เช้ามืด เป็นรายการสนุกๆที่เราจัดให้กรุ๊ปที่มาศึกษาดูงานในช่วงนี้ การเก็บเห็ดในโรงเพาะมันเหมือนหมูในอวย ของตายไปเด็ดเอาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เห็ดที่เกิดในป่าธรรมชาติ สำหรับคนที่ไม่เคยสัมผัสบรรยากาศอย่างนี้ ย่อมวี๊ว๊ายกะตู้วู้กันป่าแตกเกิดขึ้นได้เสมอ ไหนจะแมลง ไหนจะกิ้งกือ ไหนจะความชื้นหนืด เป็นโปรแกรมดูงานที่ประทับใจ หรือเข็ดเขี้ยวในหัวใจก็เป็นได้
จากการแนะนำตัวกันเมื่อคนนี้ ทุกคนมีหน้าที่ในสายงานต่างๆอยู่สำนักงานใหญ่กรุงเทพทั้งหมด เรียนจบมหาบัณฑิตสาขาต่างๆ หลายคนจบมาจากต่างประเทศ จากสาระจับเข่าคุยกันเมื่อคืนนี้ ก็ทราบเจตจำนงคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจทำงานรับผิดชอบจนเต็มความสามารถ และบางคนยังติดตามข่าวสารการใช้ประโยชน์จากระบบสารสนเทศที่ทำออกไป
ช่วงเช้าหลังอาหารวันนี้ละครับ เราจะมาต่อแต้มความคิดกัน ผมกะว่าจะปรับทุกข์กันโดยมหาชีวาลัยกับชาวเศรษฐกิจการเกษตรจะแลกคำถาม-คำตอบกัน ไปมา ช่วงบ่ายจะให้ไปศึกษาดูงานเศรษฐกิจชุมชน แล้วมาสรุปกันว่า..
เห็นอะไร เข้าใจว่าอย่างไร มีข้อเสนอแนะอย่างไร
ประเด็นที่ทางกลุ่มจะนำมาฉุกคิด ระดมสมองแล้วนำเสนอในวันพรุ่งนี้คือ
1. ท่านมองภาพรวมของความยากจนอย่างไร
2. วิธีแก้ไขความยากจนที่กลุ่มท่านคิดเป็นอย่างไร
3. รูปแบบการเกษตรที่สำนักงานศึกษา/วิจัยที่เหมาะกับชาวบ้านมีอะไรบ้าง
4. บริบทเศรษฐกิจพอเพียง ท่านมีส่วนเกี่ยวข้องแค่ไหนอย่างไร
5. จากการลงไปศึกษา/เก็บข้อมูล ด้านเศรษฐกิจทั่วประเทศ ท่านเห็นว่ามีประเด็นไหนบ้างที่น่าสนใจ อยากหยิบยกมาเป็นประเด็นสนทนา
6. บทบาทหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะช่วยเหลือเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างไร
ในสถานรักษาพยาบาล เขาจะมีแผนกคนไข้อนาถา แต่ถ้ามองภาพรวมโดยทั่วไป จะพบว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นราษฎรอนาถา สิ่งเหล่านี้เกิดจากสาเหตุอะไร ทำไมสังคมไทยถึงอยู่ในอาการขาลง..เตี้ยลง..เตี้ยลงน่อย สาละวันเอ๊ยยยย..
สวัสดีค่ะครูบาสุทธินันท์
ขอบคุณค่ะ
เดิมมนุษย์สัมพันธ์กับมนุษย์ มนุษย์สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ที่แทรกซ้อนอยู่ในความสัมพันธ์คือ กติกาของการอยู่ร่วมกัน
การเปลี่ยนระบบสวัสดิการ อาจมาจากรัฐ จากตลาด แต่ที่สำคัญที่สุด อาจเป็นกติกาและระบบความสัมพันธ์ในชุมชนนั้นเอง และการเปลี่ยนแปลงกติกาในชุมชนมาจากหลายสาเหตุ
สวัสดิการที่เป็นวิถีชีวิต
หากลงลึกถึงสวัสดิการในความหมายของวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การอธิบายเรื่องราวไม่ง่ายอย่างที่คิดถ้าไม่วางกรอบให้ดี.... เช่น..
ไม้ซีก 4-5 ท่อน ที่ทำเป็นรั้วปักแบ่งเขตบ้าน (ในครั้งนั้น “รั้ว” ถือว่าเป็นนวัตกรรมสำคัญ) ก่อให้เกิดระบบกรรมสิทธิ์ เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน เพราะจะเดินทางลัดโดยมุดใต้ถุนบ้านเพื่อนไม่ได้อีกแล้ว ... สวัสดิการเปลี่ยนเพราะกติกาชุมชน (ระบบกรรมสิทธิ์) เปลี่ยนไป
ความถูกที่เคยเดินมุดใต้ถุนเพื่อนบ้านได้ เปลี่ยนเป็นความผิดเพราะละเมิดสิทธิ์ ระบบตัดสินความ หรือสวัสดิการในมิติของความยุติธรรมก็เข้ามา
ที่ดินที่ธรรมชาติสร้างมาถูกจับจองโดยผู้มาก่อน ผู้มาทีหลังก็ได้ผืนดินที่สมบูรณ์น้อยกว่า ไกลแหล่งน้ำมากกว่า (เป็นการจัดสรรกรรมสิทธิ์ตามธรรมชาติ มาก่อนได้สิทธิ์ก่อน) สมาชิกในชุมชนไม่ได้เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง
วันดีคืนดี ก็มีคนต่างถิ่นมาขอซื้อที่ใกล้แหล่งน้ำจากผู้จับจองคนแรก ระบบกรรมสิทธิ์ถูกเปลี่ยนมือไปสู่คนแปลกถิ่นที่มีวิถีวัฒนธรรมแตกต่าง ข้าวถูกเปลี่ยนเป็นไม้ผลเพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่สวนผลไม้พลอยให้ชาวบ้านที่อยู่ในผืนดินแห้งไกลแหล่งน้ำได้มีอาชีพเสริมเข้ามารับจ้างเก็บและขนผลไม้มีรายได้ดีขึ้นมั่นคงขึ้นด้วย...เราจะอธิบายเรื่องราวนี้ในกรอบสวัสดิการได้อย่างไร… ยังไม่พูดถึงมิติจิตใจ ...
ความอยู่ดีกินดีของผู้มาก่อน เกิดเพราะแหล่งน้ำความอยู่ดีกินดีของชาวบ้านผู้ห่างไกลแหล่งน้ำ เกิดเพราะได้มีรายได้เสริม ผ่านระบบตลาด
และหากเจ้าของสวนเริ่มมีเครื่องมือในการเก็บเกี่ยว ลดการจ้างแรงงาน เทคโนโลยีก็กลายเป็นอีกปัจจัยที่เปลี่ยนความสัมพันธ์ของผู้คนและสวัสดิการในความหมายของวิถีชีวิต
สวัสดิการชุมชนในความหมายวิถีชีวิต จึงต้องอธิบายด้วยระบบความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในชุมชนที่อาจอยู่ภายใต้ความเป็นเครือญาติ หรือภายใต้กติกาบางอย่างดังเช่น ระบบกรรมสิทธิ์ หรือภายใต้การแสดงบทบาทหน้าที่ที่เชื่อมโยงกัน การพึ่งพากันดังเช่น กรณีเจ้าของสวนกับแรงงานเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ระบบอุปถัมภ์ และ เทคโนโลยี
หรือ
เมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมัน ประเทศตะวันออกกลางร่ำรวย เร่งพัฒนาประเทศ งานก่อสร้างบูม แรงงานไทยจึงไป “ขุดทอง” ที่ซาอุฯ เกิดการอพยพแรงงานออกนอกชุมชน ทิ้งผู้หญิง คนแก่ เด็ก ไว้ในชุมชน ....นี่เป็นผลของเศรษฐกิจโลก ส่วนที่เป็นการเปลี่ยนแปลงของ “ตลาด”แรงงาน
หรือ...
ในอดีตเมื่อ 120 ปีก่อน ชุมชนที่เคยปลูกข้าว ทอผ้า ทำน้ำตาล เปลี่ยนเป็นปลูกข้าวไว้ขาย ได้เงินมาซื้อผ้าทอสีสดใสที่นำเข้ามาจากอินเดีย ที่เคยทำน้ำตาลก็เปลี่ยนมาปลูกข้าวแทนเพราะข้าวราคาดีมาก เหล่านี้เป็นผลของตลาดที่เกิดจากการดำเนินนโยบายรัฐภายใต้สนธิสัญญาบาวริ่ง
หากจะเล่าเรื่องเชิงประวัติศาสตร์ เราคงต้องกำหนดช่วงเวลาของการศึกษาว่า จะย้อนประวัติศาสตร์ลงไปประมาณไหน
สวัสดิการโดยสถาบัน
ส่วนการอธิบายสวัสดิการชุมชนที่จัดขึ้นโดยสถาบันที่แสดงบทบาทหน้าที่ในการ “สร้างสวัสดิการชุมชน”อย่างชัดเจน เช่น วัด ครอบครัว หรือรัฐ คงเป็นสิ่งที่อธิบายได้ไม่ยากเท่าไร
แต่เราก็เกิดคำถามต่อ “วัด” นอกจากทำหน้าที่สร้างคุณธรรมในจิตใจ การทำบุญ ทำทาน เป็นที่เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขของคนในหมู่บ้าน เป็นศูนย์รวมของศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี เป็นโรงเรียนและแหล่งความรู้ของชุมชน แล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง วัดไทยที่เน้นความใหญ่โต สวยงาม ก็เป็นสัญลักษณ์ของการสะสมทุน วัดสร้างโดยชุมชน กับวัดสร้างโดยครอบครัวเศรษฐี จึงมีนัยที่ต่างกัน
ที่อัมพวา สมุทรสงคราม ซึ่งมีแต่วัด วัด และวัดที่สวยงามเรียงรายตลอดลำน้ำ สะท้อนความมั่งคั่งในอดีตของชุมชน จะอธิบายบทบาทของวัดที่นั่นได้เหมือนวัดไม้ที่ดูสมถะตั้งอยู่ห่างไกลกันที่กุดชุม ยโสธรได้หรือไม่
เป็นเพราะแต่ละชุมชนไม่เหมือนกันเป็นเพราะในชุมชนเดียวกัน คนในชุมชนต้องอยู่ร่วมกันภายใต้บทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน
การอธิบายสวัสดิการชุมชนในภาพเคลื่อนไหวจึงไม่ง่ายเลย หากไม่วางกรอบให้ชัดและอาจต้องตีขอบเขตการศึกษาให้เล็กลง
สร้าง: ส. 19 พฤษภาคม 2550 @ 07:04 แก้ไข: ส. 19 พฤษภาคม 2550 @ 07:18
บันทึกที่รอคอย...หมายความว่า รออ่านบันทึกของครูบาทุกวัน........อิอิ
ผู้เข้าร่วมระดมสมอง ประกอบด้วยตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน นักวิชาการ ตัวแทนองค์กรอิสระ และภาคประชาสังคม รวมประมาณ 60 คน
ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน กล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องจัดทำแผนที่เดินทางเศรษฐกิจพอเพียง ว่าเป็นเพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าสถานภาพของประเทศไทยที่จะพัฒนาไปสู่ทิศทางการเป็นเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ณจุดใด และหากจะก้าวต่อไปจากนี้ควรจะทำอย่างไร ด้วยเหตุนี้จึงเกิดปัญหา เช่น การพึ่งพาทุนต่างประเทศ การจัดการเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเรื่อง ๆไป นอกจากนี้ นโยบายระดับประเทศยังไม่มีความชัดเจนในการจัดลำดับความสำคัญของเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียงในระดับต่าง ๆ ความไม่เข้าใจต่อความหมายและเป้าหมายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็เป็นปัญหาสำคัญ อีกปัญหาหนึ่ง เศรษฐกิจพอเพียงไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะเผชิญหน้าโดยตรงกับเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ แต่วัตถุประสงค์ที่สำคัญคือสร้างภูมิคุ้มกัน มิให้เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์มาทำร้ายเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงจำเป็นจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ดี มีแผนที่เดินทาง (road map) ที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย พร้อมกับการสร้างเครือข่ายและความเข้าใจระหว่างประเทศ
ในการจัดทำแผนที่เดินทางจะมีการจัดระดมสมอง 3 ครั้ง และมีทีมวิชาการที่ทำวิจัยเพื่อสนับสนุนข้อมูลสำหรับการระดมสมอง แผนที่เดินทางจะบอกแนวทางและเป้าหมายเศรษฐกิจพอเพียงในระดับประเทศ ระบุวิสัยทัศน์และนำเสนอจังหวะก้าวใน 5 ปีซึ่งข้อเสนออาจเป็นการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ กติกา การจัดการความรู้และข้อมูล การจัดการระบบงบประมาณ องค์กรที่มีส่วนร่วม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต้องระบุปัจจัยวิกฤติที่บ่งบอกความสำเร็จ (critical success factors) ในแต่ละด้าน โดยจะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม สามารถปฏิบัติได้เป็นขั้นตอน เพื่อช่วยให้หน่วยงานกำหนดยุทธศาสตร์ระดับประเทศ หน่วยงานปฏิบัติอื่น ๆ และภาคประชาสังคมมีความเข้าใจและเห็นแนวทางพัฒนาประเทศที่ชัดเจน พร้อมจะดำเนินงานพัฒนาไปในแนวทางเดียวกัน
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ปรึกษาโครงการจัดทำแผนที่เดินทางได้กล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นธรรมะที่คงอยู่และสามารถใช้ได้กับทุกสาขา ในขณะที่โลกาภิวัตน์เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จึงต้องถามทุกคนว่าจะเดินไปทางใด ถ้าหลงไปตามบริโภคนิยมโลกนี้คงจบเร็วขึ้น หากเปรียบเป็นรถยนต์ และมีกลุ่มคนที่หลากหลายต่างสัญชาติร่วมวิ่งไปปลายทางเดียวกัน ขณะที่โลกาภิวัตน์คือรถที่คอยวิ่งสวนมา เราจึงต้องร่วมกันหาพันธมิตร หาเครือข่ายระหว่างประเทศที่มีความคิดด้านเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อจะมุ่งไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกัน
การระดมสมองครั้งแรกนี้ ประกอบด้วยกลุ่มย่อยด้านเศรษฐกิจ ทุนและเทคโนโลยี ด้านการเรียนรู้และสุขภาวะ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการกระจายอำนาจ มีข้อเสนอวิสัยทัศน์ภาพกว้างให้คนไทยมีวิถีชีวิตและสังคมตามแนวทางพอเพียง มีภูมิคุ้มกันที่ทำให้อยู่ได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ โดยมีความสมดุลใน 5 ด้าน คือ การดูแลเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันในสังคม การลดช่องว่างในสังคม ความสมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างการพึ่งพาทุนและเทคโนโลยีในประเทศและต่างประเทศ ความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนา และการมีสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม
ที่ประชุมกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มได้เสนอประเด็นวิกฤติที่คล้ายคลึงกัน คือ ปัญหากลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ปัญหาค่านิยมและสื่อ ปัญหาการขาดความเข้าใจในเศรษฐกิจพอเพียง ปัญหาทางนโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง ปัญหาทางการเมืองหรือความขัดแย้งที่บั่นทอนความเข้มแข็งของชุมชน ปัญหาความพร้อมของส่วนท้องถิ่นที่ต่างระดับกัน
ในเบื้องต้นมีข้อเสนอแนะให้มีการตั้งองค์กรมหาชนเพื่อเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่องและประสานงานกับหลายภาคส่วน การสร้างความเข็มแข็งให้กับภาคประชาชนผ่านกระบวนการศึกษาเรียนรู้และการจัดการความรู้ที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลาง มีหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการปฏิบัติ เปลี่ยนเป้าหมายการศึกษาเป็นการศึกษาเพื่อวิถีชีวิต รัฐจัดสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่พอเพียงให้ทุกคนเข้าถึงได้ ให้มีกลไกการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิตที่เกื้อกูลกับธรรมชาติ ใช้พื้นที่และทรัพยากรน้อยลงโดยใช้ฐานความรู้ท้องถิ่นและการรองรับสิทธิชุมชน การมีเกณฑ์ชี้วัดเพื่อใช้ตรวจสอบ กำกับดูแลการเลือกตั้งและการบริหารจัดการของรัฐ
ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทยได้กล่าวถึงความจำเป็นในการรู้เท่าทัน ความพอประมาณ ความมีเหตุผลเพื่อให้เกิดความระมัดระวังในการลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรี ดังเช่น การทำเขตการค้าเสรีกับญี่ปุ่นซึ่งไทยต้องแลกประโยชน์ของการพัฒนาอุตสาหกรรมกับการก่อขยะอุตสาหกรรมที่เป็นอันตราย ซึ่งจะสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศในที่สุด
ข้อมูลที่นำเสนอในการระดมสมองครั้งแรกนี้ จะนำไปใช้ในการพิจารณาประเด็นวิกฤติและพัฒนาโจทย์วิจัยเพื่อสนับสนุนการทำแผนที่เดินทางและการระดมสมองครั้งต่อไปซึ่งคาดว่าจะจัดในอีก 2 เดือนข้างหน้า
สร้าง: พ. 16 พฤษภาคม 2550 @ 16:18 แก้ไข: พ. 16 พฤษภาคม 2550 @ 16:19
ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศานต์
ด้วยอยู่ในสำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ท่านจึงใช้วิธี “วิพากษ์” ด้วยมุมมองที่เฉียบคมอย่างเคย
อาจารย์ปรีชาเริ่มด้วยการตั้งคำถามว่า จริงหรือไม่ที่เรามีการพัฒนาหลายแนวทาง จริงๆแล้วเราไม่มีทางเลือก ท่านยกคำของท่านพุทธทาสที่เคยแปลจากรากศัพท์ว่า การพัฒนาหมายถึงการทำให้รกรุงรัง ยุ่งเหยิง ถ้าเป็นเช่นนี้ บางทีสิ่งที่เราต้องการคือ การไม่พัฒนา
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นวาทะกรรม คืออยู่ท่ามกลางความขัดแย้งการแย่งชิงพื้นที่ทางความคิด ทางพุทธ บอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางสายกลาง รัฐปัจจุบันบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียงอยู่ร่วมกันได้กับทุนนิยม อาจารย์ปรีชาบอกว่า ดีไม่ดี สิ่งที่เราจะเป็นได้ อาจจะเป็น “sufficiency capitalism” (แปลได้ว่าเป็น “ทุนนิยมแบบพอเพียง”)
อาจารย์ปรีชาเสนอแนวคิด eco-sufficiency คล้ายๆกับที่ วูลฟกัง ซาคเสนอ และบอกว่า จะเป็นเช่นนั้นได้ สิ่งที่ต้องทำคือ การมีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย เช่น แบบเต๋า ปัญหา คือ ทำอย่างไร ประชาชนและหน่วยธุรกิจที่คุ้นเคยการบริโภคแบบเดิมจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้ “ทำอย่างไรจึงจะทำให้สังคมไทยเปลี่ยนรากลึก”
อาจารย์บอกว่า สิ่งที่เราขาด คือ ขาดการวิเคราะห์เรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างแบบทุนนิยม ซึ่งต้องการการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ การเปลี่ยนโครงสร้างการถือครองทรัพย์สมบัติ เปลี่ยนโครงสร้างรายได้
ข้อเสนอเพื่อความยั่งยืนอย่างอ่อน (อาจารย์ใช้คำว่า weak sustainability) คือ คนจนต้องได้รับสวัสดิการอย่างพอเพียง คนรวยต้องรู้จักพอและลดความมั่งคั่ง โลกต้องลดจักรวรรดินิยมทุกรูปแบบ
ข้อเสนอเพื่อความยั่งยืนอย่างเคร่งครัด (strong sustainability) คือต้องเปลียนโครงสร้างอำนาจ และต้องยกระดับจิตสำนึกทางนิเวศ
สิ่งที่ต้องทำคือ เรียนรู้และมองให้เห็นว่า รากเหง้าของความยุ่งเหยิงปั่นป่วนมาจากไหน เมื่อไร อย่างไรจึงจะพอ และต้องรู้จักที่จะพูดว่า “พอแล้ว”
ตบท้ายด้วยการบอกว่า “ไม่มีความพอเพียงถ้าไม่มีความเท่าเทียม (อาจารย์ใช้คำว่า equity) ไม่มีความเท่าเทียมถ้าไม่มีความพอเพียง”
เป็นการวิพากษ์ที่ถูกใจมาก ....
คุณสุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง
นักธุรกิจ บริษัทของเล่นวันเดอร์เวิลด์และประธานเครือข่ายเอสวีเอ็น ประเทศไทย ท่านบอกว่า ในสามห่วงสองเงื่อนนั้น สามห่วง คือ พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน เป็นสิ่งที่บริษัทส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติอยู่ แต่สิ่งที่จะเป็นข้อแตกต่างจริงๆ และเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเกิดขึ้นได้หรือไม่ก็คือ “สองเงื่อน” นั่นคือ เรื่อง ของความรู้และคุณธรรม
ลักษณะของธุรกิจเพื่อสังคม (CSR) คือมีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ (code of business conduct) และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี บางรายอาจทำด้วยมีกฎบังคับ หรือ เป็นเครื่องมือทางการตลาด หรือ บางรายก็ทำด้วยจิตสำนึกจริงๆ
สร้าง: อา. 22 เม.ย. 2550 @ 18:08 แก้ไข: อา. 22 เม.ย. 2550 @ 18:17
มีคำถามเข้ามาในบล็อคเรื่องเมืองโออิตะ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยากเขียนถึงอยู่นานแล้วเหมือนกัน
“...เมืองโออิตะ...เขามีวิธีการอย่างไรในการพัฒนาสินค้า ควบคู่กับการพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ถ้าจะไปศึกษาดูงานด้านการพัฒนาหมู่บ้านเพื่อเชื่อมโยงเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว อาจารย์แนะนำให้ไปที่ไหน เมืองใดบ้าง อะไรเป็นความโดดเด่นของหมู่บ้านนั้น ที่ควรศึกษา ถ้าจะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ค้นคว้าได้ที่ไหนคะ”
เราเขียนสิ่งเหล่านี้จากความทรงจำที่ได้ไปโออิตะสองครั้ง ล่าสุดคือเมื่อปีที่แล้ว (ตัวรายงานมีคนยืมไป รายละเอียดบางส่วนอาจคลาดเคลื่อนบ้าง แต่หลักคิดยังคงเดิม)
คงต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นว่า
ประการแรก
การท่องเที่ยวเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งของการพัฒนาเมืองโออิตะ (อย่างน้อยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว) นั่นหมายความว่า ถ้าเรามุ่งมองแต่การพัฒนาการท่องเที่ยวของโออิตะ เราก็จะไม่เข้าใจความเชื่อมโยงของการท่องเที่ยวกับส่วนอื่นๆ และการที่ส่วนอื่นๆมีผลต่อการท่องเที่ยว
โออิตะมีเป้าหมายในภาพรวมคือ การพัฒนาให้เป็นเมืองทันสมัยที่อยู่ร่วมกับภาคเกษตร
ด้วยเหตุนี้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน การเกษตร จึงเป็นสิ่งที่ละทิ้งไม่ได้และอยู่ในแผนพัฒนาเมือง สิ่งที่นักท่องเที่ยวจะได้เห็นจากเมืองโออิตะ ก็คือ เห็นความทันสมัยที่อยู่อย่างผสมผสานกับภาคเกษตร (และธรรมชาติ)
ประการที่สอง
โออิตะมีผู้ว่าฯมาจากการเลือกตั้ง การพัฒนาเมืองโออิตะจึงเป็นอิสระขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและงบประมาณของการปกครองส่วนท้องถิ่น การเป็นอิสระไม่ได้อิงนโยบายจากส่วนกลางทำให้สามารถหารูปแบบของตนเองได้อย่างคล่องตัวและยืดหยุ่น
ประการที่สองนี่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการพัฒนาพื้นที่ การพัฒนาจังหวัด และการพัฒนาการท่องเที่ยวของไทย
ประการที่สาม
โออิตะมีหมู่บ้านท่องเที่ยวอยู่ก่อนแล้ว เช่น Ufu (ยูฟุ) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำพุร้อน และหมู่บ้านอื่นๆข้างเคียง (ไม่แนใจว่าอยู่ในโออิตะหรือไม่) ที่ทำเครื่องปั้นดินเผา (รู้สึกว่าชื่อ Arita --อะริตะ) เครื่องจักสาน เป็นต้น
สิ่งที่โออิตะทำ (เฉพาะตัวอย่างเด่นๆ)
1. อดีตผู้ว่าฯ ริเริ่ม “โครงการหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์” บนหลักการสามประการคือ (1) จากท้องถิ่นสู่สากล (2) พึ่งตนเอง (3) พัฒนาคน เริ่มโดยการที่ผู้ว่าลงไปเดินทำความเข้าใจกับชาวบ้านด้วยตนเอง (เขาเน้นการพึ่งตนเอง การพัฒนาคน และการทำความเข้าใจหลักคิดของโครงการนะคะ)
ตัวชี้วัดของความสำเร็จของชาวบ้านที่ร่วมโครงการ คือ รายได้ที่มากขึ้นจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง แต่ตัวชี้วัดความสำเร็จของจังหวัด คือ จำนวนผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และเป็นผลิตภัณฑ์ทีสร้างเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นได้
ดังนั้น ทองม้วนของหมู่บ้าน ก. จะต่างจาก หมู่บ้าน ข. ด้วยสูตรพิเศษบางอย่าง และไม่มีการให้คุณด้วยการให้ดาวอย่างบ้านเรา (เพราะตรงกันข้ามคือให้โทษแก่ผู้แพ้ที่ไม่ได้สี่ห้าดาว) ทองม้วนของหมู่บ้าน ก. ก็จะเป็นจุดขายสำหรับการท่องเที่ยวในหมู่บ้าน ก. ไม่ต้องไปแข่งกับหมู่บ้าน ข. คนก็ไปเที่ยวได้ทั้งหมู่บ้าน ก.และข. เพื่อไปชิมทองม้วนคนละสูตร
เมื่อพบสินค้าพื้นฐานของจังหวัด เช่น มะนาว จังหวัดก็สนับสนุนให้หน่วยงานวิจัยของรัฐหรือของท้องถิ่น คิดค้นพัฒนา แปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะนาวให้หลากหลาย ตั้งแต่ บิสกิต น้ำมะนาว ไวน์ และอื่นๆ (ทราบมาว่าเป็น 100 ชนิด) ชาวบ้านไปเลือกเรียนสูตรกันเองว่า อยากได้อะไรไปต่อยอดการแปรรูปมะนาวของตนเอง เป็นการใช้เทคโนโลยีผสานกับเกษตรได้ดี
2. สร้างพิพิทธภัณฑ์ ศูนย์เรียนรู้ที่มีชีวิต เช่น พิพิทธภัณฑ์ไผ่ ก็จะมีตั้งแต่ตัวอย่างต้นไผ่ทั่วญี่ปุ่นเป็น 10 ชนิด บอกลักษณะ ประโยชน์ใช้สอย แหล่งที่มี มีตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากไผ่ที่เป็นภูมิปัญญา และที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ไผ่ใหม่ๆทันสมัย ที่สำคัญคือ ในนั้น จะมีภาพและประวัติของปราชญ์ชาวบ้านที่รู้เรื่องไผ่ หรือ ช่างจักสานที่มีฝีมือของท้องถิ่นและของประเทศ พร้อมตัวอย่างงานฝีมือ สุดท้ายก็จะมีห้องเรียนสำหรับคนอยากฝึกหัดจักสานไผ่ด้วย
3. สร้างศูนย์เกษตรในพื้นที่กว้าง ที่มีตั้งแต่การทำเกษตรแบบพื้นบ้านไปจนถึง hydroponic (แบบไม่ใช้ดิน) มีพื้นที่ให้เด็กๆมาฝึกทำการเกษตรเพื่อให้เด็กสนุกและเกิดใจรัก (ตรงนี้ ภาคเอกชนของไทยอย่างฟาร์มโชคชัยก็ทำได้ดี)
4. สร้างความทันสมัยด้วยการสร้างสนามฟุตบอลไว้แข่งฟุตบอลโลก (สมัยนั้นที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมกับเกาหลี) ดึงให้คนในประเทศและต่างประเทศได้รู้จักโออิตะ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและความสะอาดจะต้องรักษาไว้ ... ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีวิสัยทัศน์และการวางแผนที่ดี คิดว่าต้องใช้งบมากอยู่
ต่อคำถามว่า ...หาอ่านได้ที่ไหน.... อืมม...ไม่ค่อยเห็นเป็นภาษาอังกฤษนะ ที่เป็นภาษาไทยก็คือที่ตัวเองเขียนรายงานส่งสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติและที่บันทึกไว้เอง
สำหรับไทย จังหวัด หรือท้องถิ่นอาจไม่มีงบฯ ส่วนกลางอาจสนับสนุนงบประมาณ แต่ต้องให้ความยืดหยุ่นในการพัฒนาพื้นที่แก่จังหวัดหรือแก่หมู่บ้าน
การพัฒนาการท่องเที่ยว ต่างหมู่บ้านต่างพัฒนาจะแข่งกันเปล่าๆโดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้กัน ต้องพัฒนาให้เป็นเครือข่ายมากกว่า จะได้เกื้อหนุนกันและคนเที่ยวจะได้ไปเที่ยวได้หลายจุด
อย่างเราชอบเมืองนครศรีธรรมราชและคิดมาตั้งแต่ก่อน กระแสจตุคามรามเทพ ว่าเมืองนครฯมีของดี มีคุณค่าน่าเที่ยว น่าเรียนรู้อยู่มากทีเดียวสร้าง: อ. 08 พฤษภาคม 2550 @ 16:02 แก้ไข: อ. 08 พฤษภาคม 2550 @ 16:04
เมื่อ อ. 08 พฤษภาคม 2550 @ 22:25 [253811]
เมื่อ พ. 09 พฤษภาคม 2550 @ 02:18 [254076]
ขอบคุณครับอาจารย์
ได้ความรู้ และแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ทำไห้ทราบจุดด้อยของไทย ที่นำยุทธ์ศาสตร์เดียวกันมาใช้แต่ได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร...
เมื่อ พ. 09 พฤษภาคม 2550 @ 17:07 [254762]
เข้ามาทักทายครับ
อาจารย์ ปัทมาวดี เรื่องโออิตะ นั้นสามารถหาอ่านในเชิงรายละเอียดได้จากหนังสืออะไรครับ เท่าที่อ่านในเชิงยุทธศาสตร์นั้นน่าทึ่งมากครับ คิดว่าถ้าเมืองไทยนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของบ้านเรา และ วัฒนธรรมของไทย ... น่าจะได้เห็นอะไรดี ๆ เกิดขึ้น นะครับ
เมื่อ พ. 09 พฤษภาคม 2550 @ 18:24 [254835]
ขอบคุณคุณหมอ, คุณ join to know, และคุณทวีวัตร ค่ะ
ดิฉันไม่แน่ใจว่า ตอนนี้มีเอกสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษอะไรบ้าง แต่ที่เขียนคือมาจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ที่ไปเยี่ยมเมือง ไปคุยกับอดีตผู้ว่าฯ 2 ครั้ง และไปคุยกับชาวบ้านอีกหลายกลุ่มค่ะ
ที่จริงข้าราชการไทยไปดูงานที่โออิตะเยอะมากจนผู้ว่าฯ บอกว่า ไม่ต้องมาแล้ว ให้ชาวบ้านมาดีกว่า
ดิฉันคิดว่า จังหวัดก็ให้ข้อมูลเหมือนๆกัน ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราที่ไปดูงานจะหยิบฉวยความคิดอะไรมาได้บ้าง เห็นประเด็นอะไรกันบ้าง และสามารถนำมาดำเนินการต่อในทางปฏิบัติได้แค่ไหนค่ะ
เมื่อ อา. 13 พฤษภาคม 2550 @ 23:00 [259430]
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ คุณภาพของประชากร วิธีคิด ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และ spirit
เสาร์ที่ 21 เมย.50 ไปร่วมงานสัมมนา “เศรษฐกิจพอเพียงและการเปลี่ยนแปลงโลกในระดับรากฐาน” (Sufficiency Economy and Global Transformation) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นงานสัมมนาครึ่งวันที่เปิดมุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างน่าสนใจ จัดโดยบริษัทสวนเงินมีมา (ต้องให้เครดิตผู้จัด ที่จัดงานดีๆโดยผู้เข้าฟังไม่ต้องเสียเงิน)
น่าเสียดายที่เราไปสายเพราะติดภารกิจครอบครัวตอนเช้าจึงไม่ได้ฟังอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ กับ Dr. Franz-Theo Gottwald แห่ง Schweisfurth Foundation แต่ก็ได้มีโอกาสฟังความเห็นของวิทยากรอีกหลายท่าน
วูลฟกัง ซาค
Professor Dr.Wolfgang Sachs แห่ง Wuppertal Institute for Climate, Environment and Energy ประเทศเยอรมนี ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนกล่าวถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต้องแลกกับการสูญเสียเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ท่านเสนอ 3 หลักการ ได้แก่ eco-efficiency (ประสิทธิภาพ) คือ ใช้ทรัพยากรอย่างไม่สูญเปล่า (เป็นนิยามเดียวกับทางเศรษฐศาสตร์) , eco-consistency (ความคงเส้นคงวา) คือ มีทิศทางที่แน่นอนที่จะปรับเปลี่ยนการใช้ทรัพยากรจากการใช้พลังงานฟอสซิล (เช่น น้ำมัน แกสธรรมชาติซึ่งใช้แล้วหมดไป) เป็นการใช้พลังงานจากฐานพลังงานแสงอาทิตย์ (พลังงานจากธรรมชาติที่สร้างใหม่ได้ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ไบโอดีเซล) และ eco-sufficiency (ความพอเพียง) คือมีความพอประมาณในการใช้ทรัพยากร ดูเหมือนว่า แค่ฟังจากมิติเรื่องพลังงานอย่างเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะชี้ความจำเป็นของการที่สังคมโลกควรจะมี “ความพอเพียง”
ท่านบอกว่า ถ้าทำได้ทั้งสามอย่างจะเป็นการสร้างรูปแบบใหม่ของความมั่งคั่งที่สามารถนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรมในสังคมโลกได้ ประเทศพัฒนาแล้วติดกับดักโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตขนาดใหญ่ทำให้ยากในการปรับเปลี่ยน ยังคงต้องใช้พลังงานจากฟอสซิล ผลิตและใช้พลังงานอย่างรวมศูนย์
ส่วนประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศรายได้ขนาดกลางอาจจะดีกว่าตรงที่มีธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ที่มีการกระจายการผลิตและการใช้พลังงาน น่าจะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานไปสู่พลังงานจากทรัพยากรที่สร้างใหม่ได้
พระไพศาล วิสาโล
พระไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ชี้ประเด็นที่เป็นประโยชน์มากในการมองปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเป็นเศรษฐกิจพอเพียง คือ “ไม่อยากได้มากขึ้นเรื่อยๆ” และ “ไม่จำเป็นที่จะต้องมีมาก”
ปัจจัยแรก “ไม่อยากได้มากขึ้นเรื่อยๆ” เป็นปัจจัยภายใน นั่นคือ จิตใจสันโดษ (ตรงนี้เป็นประเด็นหลักที่ต่างจากเศรษฐศาสตร์ คือ ความอิ่มตัวของความต้องการ)
ปัจจัยข้อสอง “ไม่จำเป็นที่จะต้องมีมาก” เป็นปัจจัยภายนอก เป็นปัจจัยทางสังคมแวดล้อม เช่น ถ้ามีขนส่งมวลชนดีๆ คนก็ไม่จำเป็นต้องมีรถ ถ้ารัฐจัดสวัสดิการได้ดี ปัจเจกบุคคลก็ไม่จำเป็นต้องสะสมเผื่อตนเองเผื่อลูกหลาน การกระจายอำนาจ กระจายทรัพยากรให้ชาวบ้านได้มีโอกาสในการเข้าถึง มีโอกาสในการจัดการทรัพยากร ทำให้การแย่งชิงน้อยลง การเฉลี่ยกันทำได้ง่ายขึ้น (เราเห็นว่าสิ่งที่ท่านพูดเป็นประเด็นสำคัญที่ยังไม่เคยได้ฟังจากใครมาก่อน และน่าคิดมากในเชิงนโยบายเพื่อสร้างสังคมพอเพียง)
ดังนั้น การเน้นปัจจัยภายในเกินไปจะยังไม่สำเร็จ จำเป็นต้องมีการสนับสนุนของสังคมเพื่อให้คนมีความมั่นคง จนไม่ต้องสะสมมาก จำเป็นต้องมีเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งหมายถึงการจัดการและวางแผนโดยชุมชน ไม่ใช่หมายถึงเศรษฐกิจปิด มีวิสาหกิจชุมชน มีการจัดการทรัพยากร วางแผน มีการออมทรัพย์และจัดสวัสดิการชุมชน ทำให้ “ไม่ขาด” และ “ไม่เกิน”
ท่านบอกว่า ครอบครัวที่อ่อนแอ ชุมชนที่อ่อนแอ ไม่สามารถเป็นฐานทางศาสนธรรมที่ลึกซึ้งได้ (มีนัยที่ท่านไม่พูดตรงๆว่า การสร้างจิตใจที่สันโดษ ก็อาจทำไม่ได้) นำไปสู่ความไม่พอเพียง
เราเข้าใจว่า ด้วยการที่ท่านมีพื้นฐานทางรัฐศาสตร์ ท่านจึงเห็นบทบาทความสำคัญของโครงสร้างและระบบทางสังคมไม่น้อย
สร้าง: อา. 22 เม.ย. 2550 @ 15:43 แก้ไข: อา. 22 เม.ย. 2550 @ 15:57
ช่วงเดือนที่ผ่านมา มีงานให้ประสานกับองค์กรระดับผู้กำหนดนโยบายอยู่หลายแห่งหลายเรื่อง (อย่าให้ระบุชื่อหน่วยงานเลย) แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้ ก็คือ
ประการแรก ความรู้ทางวิชาการจริงๆไม่ค่อยมีโอกาสไปถึงหูถึงตาของผู้กำหนดนโยบายตัวจริงเท่าใดนัก เพราะทุกครั้งที่เชิญเข้าร่วมประชุม ท่านมักส่งลูกน้องมาฟัง เพราะท่านอาจยุ่งเกินไป หรือท่านยังมองไม่เห็นความสำคัญ จนเกิดปัญหา จึงวิ่งลงมาหาตัวนักวิชาการให้ช่วยเล่าให้ฟังอีกที
ประการที่สอง ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ระดับกลางจะเป็นผู้กรองงานให้เจ้านาย โดยที่ตัวเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องงานที่ตนกำลังพิจารณาอยู่ การตัดสินใจบางอย่างจึงรู้มากเกินนาย และมักสำคัญว่า หน่วยงานของตนมีความสำคัญมาก เจ้าหน้าที่บางหน่วยงานเรียกร้องสิทธิพิเศษ และคิดว่าเจ้านายของตนเป็นบุคคลสำคัญที่สุด
ประการที่สาม เป้าหมาย ผลลัพธ์ที่ต้องการ มักใช้หน่วยงานของตนเป็นตัวตั้ง (โดยมีกฎหมายเป็นตัวกำหนดกรอบในการตัดสินใจของตน) ลืมตั้งคำถามเอากับกฎหมายที่ถูกกำหนดมาจากผู้รู้ไม่กี่คน หรือ กฎหมายถูกกำหนดมานานแล้ว ในขณะที่สถานการณ์เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็น การปฏิรูประบบราชการ การมีส่วนร่วม การทำ KM … ทุกกระบวนท่าคงต้องเอามาใช้เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปรับเปลี่ยนให้ทุกฝ่ายเห็นเป้าหมาย มีทัศนคติที่ดีต่อกัน เห็นปัญหาร่วมกัน และทำงานเพื่อชาวบ้านจริงๆสร้าง: พฤ. 29 มี.ค. 2550 @ 21:27 แก้ไข: พฤ. 29 มี.ค. 2550 @ 21:27
ได้ปัญญาเพิ่มขึ้นอีกมากเลยครับ
ไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นจากอะไรดีค่ะ … ถึงจะแก้ไขปัญหาได้ … สงสัยต้องรุมแก้พร้อมๆกันทั้งหมดมั้ยค่ะ…จึงจะได้ไม่เตี้ยลง