การสอนนักเรียนกับสอนคน
การจัดการศึกษาในปัจจุบันมุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญผมคนหนึ่งละที่สนับสนุนประเด็นนี้อย่างเต็มที่ผมเห็นด้วยในความเป็นเจ้าของผู้รู้ซึ่งบุคคลคนนั้นจะต้องเป็นผู้จัดความรู้จัดกระบวนการ จนเกิดองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยมีผู้ที่มีความรู้มีประสบการณ์มากกว่าคอยให้คำแนะนำ แต่มิใช่เป็นผู้จับยัดหรือยัดเยียดความรู้ให้เขาโดยที่ไม่ตรงกับความสามารถของเขาเลย เพราะว่าเราไม่มีทางรู้ใจไม่มีทางรู้อนาคตของผู้อื่นได้ตัวของผู้เรียนเท่านั้นที่รู้จักตัวของเขาเองได้ดีกว่าผู้อื่น (แม้แต่บิดา มารดาผู้ปกครองก็ยังกำหนดอนาคตของลูกตนเองได้ไม่ทุกคน)แล้วเรามีความสามารถแค่ไหนที่จะไปกำหนดว่านักเรียนจะต้องเรียนวิชานั้นวิชานี้ตามที่ใจเราอยากให้เป็น (ผมคิดถูกหรือเปล่า)
ผมผ่านการอบรมวิธีการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาในระดับกรมสามัญศึกษาในฐานะเป็นวิทยากรของจังหวัด ลองทบทวนความคิดว่าสิ่งที่ได้ไปเข้ารับอบรมมาเวลากลับมาขยายผล ยังมีความเห็นไม่เหมือนกันบางท่านเสนอว่าการจัดทำหลักสูตรจะต้องมุ่งที่จะให้เด็กสามารถเข้าเรียนในสถาบันชั้นสูงได้ หากไม่ได้เรียนวิชานี้ (วิชาที่ครูถนัด) จะไม่สามารถสอบเข้าเรียนต่อได้เลย (แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไปทางนั้น) ตามโครงสร้างของหลักสูตรแกนกลางกำหนดให้ในหลักสูตรสถานศึกษา จะต้องจัดการเรียนรู้ ดังต่อไปนี้
1. จัดให้ผู้เรียนได้เรียนในวิชาพื้นฐานให้ครบ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้(เรียนตลอดช่วงชั้น 3 ปี)
2. จัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในวิชาเพิ่มเติมตามความถนัด ตามความสนใจของผู้เรียน
3. จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ได้แก่ กิจกรรมแนะแนว ลูกเสือ-ยุวกาชาด และกิจกรรมชุมนุมสิ่งสำคัญ คือ การจัดหลักสูตรของสถานศึกษานั้น จะต้องมุ่งเน้นความเป็นไทย จัดเพื่อประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาค เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีโครงสร้างที่ยืดหยุ่นจัดได้ทุกรูปแบบและครอบคลุมทุกเป้าหมาย 
ความน่าสนใจที่ผมขอหยิบยกนำขึ้นมาเล่าเรื่องนี้เพราะผมมองในมุมหนึ่งว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานที่ติดตัวมาไม่เหมือนกันและไม่เท่ากันข้อนี้แก้ไขได้โดยการจัดการเรียนรู้ แบบปรับพื้นฐานให้เขา ผู้เรียนมีความสามารถ มีความถนัดแตกต่างกัน (เก่งไม่เท่ากัน) จัดการเรียนรู้ ที่หลากหลายให้เรียนได้หลายแนวทางตามถนัดแต่การเข้าไปสู่ห้องเรียนหรือการได้เข้าไปเรียนรู้ของผู้เรียนนั้น ๆมาจากการกำหนดของตัวเขาเองหรือมาจากมีผู้กำหนดให้ (บังคับให้เป็น)ควรกระทำหรือไม่หรือจำเป็น ต้องทำเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้เรียนให้ประสบความสำเร็จ ผมไม่อาจพูดว่าแบบใดผิด แบบใดถูก แบบไหนดีหรือแบบไหนไม่ดี แต่ผมไม่ทราบว่าข้อยุติของการจัดการเรียนการสอนควรจัดอย่างไรมีผู้กำหนดให้นักเรียนต้องเรียนตามที่จัดเอาไว้ให้เขาหรือผู้เรียนมีสิทธิได้เลือกเรียนในรายวิชา ต่างๆ ตามความสนใจ ตามความถนัดของเขาด้วยตัวเขาเองบ้างหรือไม่(สมองของคนเรามี 2 ซีก) ยิ่งการจัด การเรียนรู้แบบบูรณาการบางท่านอาจจะคิดถึงความสะดวกส่วนตัวมากกว่าที่จะคิดถึงผลที่จะได้รับในระยะยาว เพราะการเรียนรู้แบบบูรณาการ เป็นการร่วมคิดร่วมทำเป็นการพัฒนาความสามารถทางอารมณ์ ปลูกฝังความเข้าใจในผู้อื่น มีความเห็นใจกันเข้าใจกัน สามารถขจัดปัญหาข้อขัดแย้งทางอารมณ์และความคิดได้อย่างเหมาะสม 
วิธีการหนึ่งที่ผมนำเอามาใช้ในการจัดการเรียนรู้วิชากิจกรรม/ชุมนุมศิลปะภูมิปัญญาไทย คือ การบูรณาการรูปแบบโครงงาน/โครงการ โดยนักเรียนช่วงชั้นที่ 3-4 (ชั้นม.1-6) มาเรียนรู้ร่วมกันทั้งในเวลาเรียนชุมนุมและนอกเวลาเรียน โดยกำหนดเรื่องขึ้นมา ได้แก่ เรื่องพัฒนาความสามารถการแสดงเพลงพื้นบ้านและนักเรียนร่วมกันกำหนดเป้าหมาย จัดทำตารางปฏิบัติเฉพาะเรื่องนี้ กำหนดการจัดกิจกรรมตั้งแต่เริ่มการวางแผน จนงานสำเร็จลงมือปฏิบัติร่วมกัน (เหมือนเป็นการเข้าค่าย) มีกฎกติกาในการอยู่ร่วมกันมีการช่วยเหลือ เกื้อกูลกันระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องปลูกฝังคุณธรรมในความเคารพรุ่นพี่รุ่นน้องและความรับผิดชอบให้กับนักเรียน การจัดกิจกรรมเช่นนี้ ผมจัดกับกลุ่มสนใจเพลงพื้นบ้าน (เพลงอีแซว) ครับจำนวน19 คนนักเรียนคนไหนที่มีปัญหาเรื่องของการบ้านก็นำมาปรึกษาผมและรุ่นพี่ช่วยกันอธิบาย (แต่ไม่ได้ทำให้เสียเองนะ) ใครมีจุดที่จะต้องพัฒนาในการแสดงเพลงอีแซวผมและนักเรียนรุ่นโตก็จะเข้าไปแนะนำและจัดเวลาเอาไว้ส่งเสริมนักเรียนที่มีความสมารถสูงในกลุ่มได้พัฒนาสู่ความเป็นเลิศด้วยการเข้าประกวด แข่งขันตามโอกาสซึ่งในปีหนึ่ง ๆก็จะมีองค์กร หน่วยงานต่าง ๆ เชิญไปร่วมกิจกรรมบ่อยครั้ง ผลที่ได้รับนักเรียนได้รับความภาคภูมิใจ ผู้ปกครองชื่นชม สร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันแต่รางวัลมิใช่สิ่งสำคัญมากไปกว่าการที่เราได้พัฒนาตัวผู้เรียน
ผมมองว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายไม่ยึดติดกับวิธีการใดวิธีการหนึ่งซึ่งบางครั้งอาจจะต้องปรับให้มีการยืดหยุ่นในเนื้อหาและเวลา เพื่อที่จะพัฒนาคน มิใช่เพื่อที่จะสอนเนื้อหาตามบทเรียนตามหนังสือเรียนหรือตามกฎเกณฑ์ขององค์กรใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะวิธีการสอนนักเรียนทั้งชั้น สอนทั้งห้อง (จำนวนคนมาก ความสามารถไม่เหมือนกันจะพัฒนาใครได้อย่างไร) ยกเว้นวิชาพื้นฐาน เป็นการจัดการเรียนรู้ให้กับทุกคนได้ทุกคนเรียนรู้ได้ส่วนวิชาเพิ่มเติมจัดสำหรับนักเรียนที่มีความสามารถเฉพาะทางหรือเด็กเก่งที่จัดแยกออกไปตามความถนัด ตามความสมัครใจการพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีจะต้องจัดการเรียนรู้ตามความสามารถ ประเมิน ปรังปรุงและพัฒนาเป็นรายบุคคลตามศักยภาพ
การสอนจนจบเนื้อหาที่เตรียมเอาไว้ด้วยเวลาที่จำนวนมาก กับการได้พัฒนาผู้เรียนเพียง 1 คนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแม้ว่าจะช้าก็น่าจะมีผลทางจิตใจต่อผู้เรียนได้บ้างหรือได้มากกว่าและถ้าได้พัฒนาผู้เรียนให้มากที่สุดจนครบทุกคน ขอใช้คำว่า เป็นการสอนคนให้มีความรู้ จนเกิดปัญญาแก้ปัญหาได้ น่าจะใช้คำว่า“การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ” ครับถึงแม้ว่าผมจะผ่านประสบการณ์ในการสอนมานานจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตแล้วก็ตาม (ผมไม่ยังไม่ลืมนิทานอีสปเรื่องราชสีห์กับหนู)
ถ้าวิธีการที่ผมเล่ามาทั้งหมดไม่ตรงทาง มีข้อผิดพลาด ยินดีที่จะรับไปปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง และเหมาะสมในทันทีครับ
(นายชำเลือง มณีวงษ์ / ครูเก่า "มาก")
<p> </p>
สวัสดีครับคุณ
ชำเลือง
แอบมาคัดลอกข้อความดีๆ ไปรวมในที่ดีๆครับ ขออนุญาติครับ http://gotoknow.org/blog/mrschuai/99502
สวัสดีค่ะ อาจารย์ชำเลือง
ดิฉันรู้สึกประทับใจข้อความนี้ของอาจารย์มากค่ะ
"กำหนดการจัดกิจกรรมตั้งแต่เริ่มการวางแผน จนงานสำเร็จลงมือปฏิบัติร่วมกัน (เหมือนเป็นการเข้าค่าย) มีกฎกติกาในการอยู่ร่วมกันมีการช่วยเหลือ เกื้อกูลกันระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องปลูกฝังคุณธรรมในความเคารพรุ่นพี่รุ่นน้องและความรับผิดชอบให้กับนักเรียน"
การฝึกคุณธรรมให้แก่เด็ก เป็นเรื่องจำเป็นมาก การฝึกด้วยการให้เด็กลงมือทำงานจริง คุณค่าสูงสุดจะเกิดแก่เด็ก และจะติดตัวเด็กต่อไปจนโต
การฝึกให้เห็นคุณค่าความเป็นไทย ยิ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะหมายถึงการสืบทอดความเป็น "ชาติ" ด้วย
เข้ามาอ่านด้วยความชื่นชมค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ
ได้อ่านข้อความกระบวนจัดการความรู้กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ศิลปะของอาจารย์ชำเลือง มณีวงษ์ แล้ว
ต้องบอกว่าอาจารย์เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการสอน
วิชาศิลปะจริง ๆ เป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนวิชาศิลปะ
ทุกสาขา โดยเฉพาะในเรื่องของเพลงพื้นบ้านเมือง
สุพรรณบุรี ตำนานเพลงอีแซวสายเลือดสุพรรณ
เป็นแบบอย่างของครูผู้สอนศิลปะได้ดีเยี่ยม