วันนี้....นับเป็นโอกาสที่ดีที่ได้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทีมนักเศรษฐกร นักสถิติ และอีกหลายๆ นักกว่า 25 คน จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (ส่วนกลาง) กรุงเทพฯ ที่ได้มาเรียนรู้แบบค้าง 2 คืนที่มหาชีวาลัยอีสาน
คุณอนุสรณ์ ที่ปรึกษาของทีมที่มาเยือนได้เล่าให้ฟังว่า น้องๆ ชุดนี้แหละครับที่จะเป็นทีมนำของสำนักเศรษฐกิจการเกษตรในการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนของพี่น้องเกษตรกรให้จงได้ เพราะทีมนี้ทั้งหมดนั้นเป็นข้าราชการใหม่ เป็นคนรุ่นใหม่ ไฟแรง ที่เดียว
โอ้โฮ...(เป็นคำอุทานของผมเอง) ถ้าอย่างนั้นก็เจ๋งซีครับ เราก็จะได้พระเอก และนางเอกขี่ม้าขาวมาช่วยพี่น้องเกษตรกรแล้วแล้วซินะ...ครั้นพอตอนบ่ายแก่ๆ เราก็ได้เดินศึกษาเรียนรู้กิจกรรมในมหาชีวาลัยอีสานพร้อมทั้งเดินไปดูการเลี้ยงหมูแบบปล่อยในคอกที่ล้อมด้วยไฟฟ้า ยุ่งกันละซิทีนี้... เนื่องจากมีคำถามมากมายทีเดียวว่า " ทำไมถึงเลี้ยงแบบนี้" ครั้นพอถามหลายๆ คนเข้าผมจึงชักใจหวิวๆ เช่นกันครับ เพราะครั้งแรกกะว่าจะเอาไว้ตอบตอนกลางคืนแต่เอาไปเอามาทนกระแสไม่ไหว จึงตอบว่า
นี่แหละครับการเลี้ยงหมูแบบพอเพียง กล่าวคือเป็นการเลี้ยงหมูออมสินจริงๆ เป็นการเลี้ยงหมูเลียนแบบธรรมชาติ ต้นทุนต่ำ ประหยัดเวลาในการเลี้ยง ซึ่งนับเป็นภูมิปัญญาที่ปรับมาใช้ได้อย่างเหมาะสมในสภาวะที่หมูมีปัญหา (ราคาตกต่ำ) ในขณะเดียวกันได้ผลพลอยได้จากการปลูกมะนาวที่ไม่ต้องซื้อทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีให้เพิ่มต้นทุนได้อย่างดี
หลังอาหารเย็น...จึงได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (share & Learn) กันต่อครับว่า....ท่านมอง และแก้ปัญหาความยากจนอย่างไร...สุดท้ายจึงได้ข้อสรุปว่า
ความยากจนมันฝังลึกอยู่ในกระแสเลือด ...และอยู่คู่กับพี่น้องเกษตรกรไทยมานาน เนื่องจากพี่น้องเกษตรกรใช้จ่ายไม่ระมัดระวัง ขาดความรอบคอบ ขาดความมีเหตุผลในการใช้จ่ายเงิน ใช้เงินไม่ถูกประเภท เช่นกู้มาเพื่อวัตถุหนึ่งแต่ดันเอาไปใช้สุรุ่ยสร่าย และอีกประเด็นหนึ่งก็คือการกู้เงินมาซื้อวัตถุที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น การซื้อรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ ที่ซื้อมาแล้วเอามาจอดเพื่อให้รู้ว่ามีเช่นกันแต่หารู้ไม่ว่าตนเองต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกวัน
ทางออกทำอย่างไร... ก็ได้ถกกันพอสมควรหลังจากนั้นจึงได้ข้อสรุปว่า หากจะแก้ไขปัญหาความยากจนให้พี่น้องเกษตรกรต้องแนะนำให้เกษตรกรจัดทำบัญชีฟาร์ม และยึดหลักการทำงานในอาชีพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ก็คิดว่าพี่น้องเกษตรก็คงจะหลุดพ้นจากคำว่า"ยากจนอย่างยั่งยืน" ได้ครับ
ขอบคุณครับ
อุทัย อันพิมพ์
18 พฤษภาคม 2550