เรื่องเล่าจากดงหลวง 100 ขึ้นดอย ตอน ขี้ซี ขี้สูด ชิ้นส่วนของวิถีชีวิต

คนเราพึ่งพาธรรมชาติมาตลอด จนเป็นวิถีชีวิต ซึ่งจะหมายถึงวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆด้วย ขี้ซี มีส่วนสำคัญในการให้เรือไม่รั่วและใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป ขี้สูดมีบทบาทสำคัญต่อเสียงแคนที่บรรเลงชีวิตให้พี่น้องอีสานได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน มีส่วนสำคัญที่ขับกล่อมให้อีสานเป็นท้องถิ่นที่อุดมด้วยวัฒนธรรมดีงาม “ขี้ซี” และ “ขี้สูด” ผลผลิตจากป่าที่เป็นเสี้ยวส่วนเล็กๆแต่มีบทบาทที่สำคัญเหลือเกินในมุมมองผู้บันทึกครับ

เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง เดือนอ้ายเดือนยี่ น้ำก็รี่ไหลลง เป็นทำนองเพลงภาคกลางที่บ่งบอกถึงเวลาและการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล ภาคกลางน้ำจะท่วมเพราะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม ชาวบ้านจึงทำนาข้าวฟางลอย เมื่อน้ำท่วมในเดือนดังกล่าวการไปมาหาสู่กันก็ใช้เรือเป็นหลัก   

ซึ่งมีเรือชนิดต่างๆหลายแบบ เช่น เรือบด เรือหมู เรืออีป๊าบ เรือไผ่ม้า เรือไผ่มาดเรือสำปั้น เรืออีโปงตาล ฯลฯ ทั้งนี้ลักษณะเรือเหมือนกันแต่อาจจะเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามลักษณะเฉพาะถิ่น การมีเรือหลายแบบก็เพราะลักษณะเรือเหมาะแก่การใช้งานแต่ละอย่าง และเหมาะแก่การนั่งตั้งแต่คนเดียวไปจนถึงเป็น 5 คนขึ้นไป  

ก่อนฤดูน้ำเหนือหลากจะมาถึงภาคกลางนั้นชาวบ้านจะเอาเรือต่างๆที่จะใช้งานในช่วงน้ำหลาก ทำการ ขึ้นคานเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย สมบูรณ์ของเรือทุกซอกทุกมุม โดยเฉพาะรอยต่อของแผ่นไม้ต่างๆที่มาประกอบกันเป็นตัวเรือ เพราะเรือส่วนใหญ่ไม่ได้ขุดมาจากต้นไม้ทั้งต้น  แต่จะเอาแผ่นไม้มาประกอบกัน ดังนั้นย่อมมีช่องว่างระหว่างรอยต่อ นี่เองชาวบ้านจำเป็นต้องยาเรือโดยใช้ชันหรือขี้ชันมายาเรือ   

โดยมีหลายขั้นตอน คือ ทำความสะอาดเรือก่อน เอาเหล็กหนักๆที่มีปลายข้างหนึ่งตีแบนๆและมีความคมแต่งอมากกว่า 90 องศามาขูดเอาผิวเดิมๆของเรือออกให้หมด แล้วเอาแปลงทองเหลืองขัดให้สะอาดถึงเนื้อไม้จริงๆ ปล่อยให้แห้งสนิท แล้วถึงขั้นตอนลงชันตามร่องรอยต่อไม้ดังกล่าว เอาชันซึ่งเป็นผงมาผสมน้ำมันยางให้ข้นเหนียวแล้วเอาไปอุดตามรอยต่อแผ่นไม้ดังกล่าวทุกซอกทุกมุมทั้งลำเรือ เพื่อมิให้มีรูรั่วน้ำเข้าเรือเมื่อเอาไปใช้งาน  เมื่ออุดเสร็จก็เอาน้ำมันยางเหลวมาทาเนื้อไม้เรือทุกส่วนให้ทั่ว เพื่อรักษาเนื้อไม้ในการใช้งานให้คงทนตลอดไป  เมื่อเสร็จเรือจะดูใหม่เอี่ยม น่าใช้ และพร้อมใช้งานยามที่น้ำหลากมาถึงทุ่งนาก็เอาเรือลงจากคานนำไปใช้ตามประสงค์ต่อไป  

ชันหรือขี้ชันก็คือขี้ซีผู้บันทึกไปเดินป่าแล้วพบเห็นทั่วไปที่ภูสีเสียด ดงหลวงนี่เอง ขี้ซี เกิดได้อย่างไร ?  ผมถามสหายเด่น อดีตทหารพิทักษ์ลุงสยามผู้กุม พคท.สมัยก่อน  สหายเด่นตอบผมว่า ก็เป็นธรรมชาติที่หนอนในป่าจะไปเจาะลำต้นไม้จิก” “ไม้ฮังต้นไม้ก็จะขับยางชนิดนี้ออกมาปิดรู ซึ่งยางที่ออกมาจะมีมากมีน้อยก็แล้วแต่ จะสีอะไรก็แล้วแต่ธรรมชาติของการเจาะของหนอนและชนิดของต้นไม้ และธรรมชาติของน้ำยางที่เกิดขึ้น  

ในป่าทั่วไปจะมี ต้นจิก ต้นฮัง เกิดอยู่ และจะมี “ขี้ซีเกิดขึ้นตลอดทั้งปี นี่เองที่เป็นแหล่งรายได้ของชาวบ้านรอบๆป่าที่เมื่อมีเวลาว่างก็จะเอาตะกล้าหรือถุงขึ้นดอยไปเก็บขี้ซีนำมารวมสะสมกันเมื่อมากพอก็เอาไปขายในเมืองมุกดาหาร ซึ่งมีร้านเจ้าประจำที่รับซื้อของป่าประเภทนี้ การซื้อขายอยู่ในระหว่าง 12-20 บาทต่อกิโลกรัม

โดยมากผู้หญิงมีอายุแต่ยังแข็งแรง และเด็กๆจะขึ้นป่าเก็บขี้ซีกันตลอดปี ว่างเมื่อใดก็ไป ก็เป็นรายได้เสริมเล็กๆน้อยๆ ไม่ถึงกับได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ดีกว่าไปวิ่งเล่น หรือนั่งดูทีวีอยู่เฉยๆในบ้าน

นอกจาก “ขี้ซีแล้วยังมีขี้สูดอีกอย่างหนึ่ง คำว่าสูดเป็นชื่อแมลงชนิดหนึ่งชอบทำรังอยู่ในโพรงไม้ หรือใต้ดิน องค์ประกอบรังของแมลงขี้สูดนี้ก็จะเอายางไม้ (น่าจะเป็นยางขี้ซี-ผู้บันทึก) มาทำรังด้วย ชาวบ้านก็จะเก็บไปไปใช้ประโยชน์คือ นำมาเคล้าคลึงให้เหนียวแล้วใช้ติดเต้าแคนและโบด  การนำไปขายเพื่อทำประโยชน์อย่างขี้ซีนั้นคนไม่นิยม และไม่มีราคาเท่าใด   

คนเราพึ่งพาธรรมชาติมาตลอด จนเป็นวิถีชีวิต ซึ่งจะหมายถึงวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆด้วย

ขี้ซี มีส่วนสำคัญในการให้เรือไม่รั่วและใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป 

ขี้สูดมีบทบาทสำคัญต่อเสียงแคนที่บรรเลงชีวิตให้พี่น้องอีสานได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน มีส่วนสำคัญที่ขับกล่อมให้อีสานเป็นท้องถิ่นที่อุดมด้วยวัฒนธรรมดีงาม  

ขี้ซีและขี้สูดผลผลิตจากป่าที่เป็นเสี้ยวส่วนเล็กๆแต่มีบทบาทที่สำคัญเหลือเกินต่อวิถีชีวิตของท้องถิ่น ในมุมมองผู้บันทึกครับ    

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากดงหลวง

คำสำคัญ (Tags)#ขี้ซี#ขี้สูด

หมายเลขบันทึก: 97094, เขียน: 18 May 2007 @ 22:41 (), แก้ไข: 06 Sep 2013 @ 18:00 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 33, อ่าน: คลิก


ความเห็น (33)

sasinanda
IP: xxx.121.184.73
เขียนเมื่อ 

ขี้ซี มีส่วนสำคัญในการให้เรือไม่รั่วและใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป 

สวัสดีค่ะ

นี้คือ ชัน ใช่ไหมคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

 
sasinanda

ใช่แล้วครับ  เขาจะเอา ขี้ซีไปบดละเอียดเป็นผง ภาคกลางเราเรียกชัน สำหรับยาเรือดังกล่าว ครับ

เรียกว่า "ชันโรง" ใช่มั้ยครับ

ผมเคยคุยกับคุณครูท่านหนึ่งบอกว่า ชันโรงเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ที่ไหนมีแสดงว่าตรงนั้นอุดมสมบูรณ์ครับ

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ น้องจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

 

พี่คิดว่าใช่นะครับ พี่เรียกเพี้ยนๆไปตามท้องถิ่น พี่ขอแก้ตามที่น้องกล่าวถึงเลยนะครับ

ขอบคุณที่เพิ่มเติมข้อมูล

ที่ท้องนา..บ้านตาที่แปดริ้วก็มีเรือทำด้วยไม้เหมือนกันครับ...เอาขึ้นคานหมดแล้วเพราะไม่มีใครซ่อม..พ่อเลยซื้อเรือไฟเบอร์ไปให้ใช้กัน...

เทคโนโลยีนะครับ...ตอนไปเรียนที่คณะวิศว NC State U. มีการแข่งทำเรือจากปูนซีเมนต์ด้วยครับ...ลอยได้เหมือนกัน...แปลกดี

โอชกร

เขียนเมื่อ 

ดีจังเลยค่ะ เรามีของดีอยู่แล้ว จะใช้ยาอุดใช้ยางสังเคราะห์ที่มีสารพิษตกค้างไปทำไมเนอะคะ

ิแบบนี้น่าจะมีนำไปศึกษา หาวิธีทำ nature mimicking ดูนะคะ (นวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติ) แล้วเอาไปใช้กับงานอื่นด้วย

ภาพขี้ซีมองไกลๆ เหมือน ไลเค็น เลยค่ะ เห็นแล้วอยากออก hiking มาก รออากาศให้อุ่นอีกซักพักจะไปเดินถ่ายรูปมาฝากค่ะ : )

ขอบคุณนะคะสำหรับบันทึกดีๆ 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ goahead

 

ผมจะตามไปศึกษาครับ

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับน้อง โอชกร - ภาคสุวรรณ

ใช่แล้วครับเรือไฟเบอร์ น้องชายผมก็เป็นอาจารย์สอนสร้างเรือประเภทนี้ที่วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง

ยุคสมัยเปลี่ยน เราก็ห่างไกลธรรมชาติมากขึ้น เมื่อห่างไกลก็ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจน้อยลง เราคงไม่ได้หยุดยั้งการเปลี่ยนแปลง แต่อยากจะคงความสัมพันธ์ที่ดีกับธรรมชาติน่ะครับ

เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับ อ.
P

 

น่าสนใจข้อคิดเห็นประเด็นนี้  ครับมีบางรูปที่เป็นร่องรอยการเก็บขี้ซีไปแล้ว เลยดูไกลๆเหมือนไลเคน

ถ่ายรูปมาเมื่อไหร่ เอามาดูกันบ้างนะครับ

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะพี่บางทราย ลงจากดอยมาภาคกลางพูดเรื่องเรือเข้าบรรยากาศน้ำมากตอนนี้เลยค่ะ

ที่บ้านน้ำขึ้นสูงมากผิดปกติของช่วงเวลา ท่วมแปลงผักบุ้งที่เพิ่งแตกยอด และโคนกอไผ่ที่มีหน่อไม้กำลังงอกอยู่สองสามหน่อ

คนข้างกายสะสมเรือพายชาวบ้านหลายรูปแบบนับหลายสิบลำ(จะเอาไว้ใช้ในโครงการในฝันของเขาค่ะ)เลยได้มีโอกาสเห็นวิธีการซ่อมเรือแบบดั้งเดิมโดยผู้เฒ่าอายุเกินหกสิบกลุ่มเล็กๆที่มาตั้งโรงซ่อมในเขตที่ของเรา เห็นวิธีการและกระบวนการที่ต้องใจเย็นและประณีตมาก คิดว่าโชคดีที่มีโอกาสได้เห็น

เรือไม้ราคาแพงและชาวบ้านส่วนมากสมัยนี้เบื่อการซ่อมเลยไปใช้เรือไฟเบอร์กัน เรือไฟเบอร์พายยากจะตาย มันเบาทำให้หมุนไปมาง่าย เคยยืมของป้านวลพายเล่นในบริเวณบ้านตอนน้ำท่วมครั้งที่แล้ว ดีตรงที่ยังไงมันก็ไม่จม

 

เขียนเมื่อ 

สวัวดีครับ น้องคุณนาย

พี่ได้รับหนังสือแล้วนะครับ ชอบมากๆเลย อ่านแล้ววางไม่ลง

แหมอิจฉาเรื่องเรือที่เก็บสะสมจัง เขียนมาเล่าบ้างซี มันเป็นวิถีชีวิตของคนภาคกลาง เป็นภูมิปัญญาของคนไทย และกำลังจางหายไป ชีวิตริมน้ำกับเรือเป็นของคู่กัน มีเรื่องเล่ามากมาย นะว่างๆหยิบเอามาเล่าบ้างนะครับ

คนข้างกายสะสมและทำนุบำรุงน่ะดีแล้วครับ เด็กรุ่นหลังไม่มีได้ดูได้เห็นได้สัมผัสอีกแล้ว เอาไว้เป็นที่ศึกษาของคนรุ่นหลังก็มีประโยชน์มหาศาลครับ

เขียนเมื่อ 
สวัสดีค่ะ...คุณ
P

ขอสารภาพเลยค่ะว่า..กะปุ๋มเพิ่งที่จะเริ่มเข้ามาอ่านบันทึกของ...ของคุณบางทราย...อ่านแบบทยอยอ่านเลยค่ะ...

อ่านแล้วรู้สึกเสียดายอย่างมากว่าเราพลาด blog ดีดีนี้ไปได้อย่างไร....เหมือนเข้ามาอ่านหนังเรื่องเล่าสารคดีที่ดีมาก...

.....

ขอใช้เวลาในการเติมเต็ม..ทางปัญญาจาก Blog นี้ก่อนนะคะ

ขอบคุณค่ะ

กะปุ๋ม

พี่บางทรายคะ

ขี้สูด กับครั่งแดง ที่เขาใช้กับไปรษณียสมัยก่อน ต่างกันไหมคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ Ka-Poom

 

ขอบคุณมากๆ ที่กล่าวชมเช่นนั้น ผมพยายามเล่าในสิ่งที่เห็น ที่ปฏิบัติ ที่คิด ที่แลกเปลี่ยนกับคน กับชาวบ้าน น่ะครับ เพื่อประโยชน์ท่านที่สนใจ

 

เรื่องราวใน G2K มีมากมายเสียจนตามไปไม่ทัน ผมเองก็ไปเยี่ยมไม่กี่ blog เองครับทั้งๆที่อยากจะไปเยี่ยมหลายแห่ง  แต่เวลามีน้อยครับ ยกเว้นช่วงวันหยุด ก็พอมีมากหน่อยหากไม่มีงานด่วนอื่นๆมาแซงเอาเวลาไป เช่น คูรแม่ป่วยไข้ ก็ต้องให้เวลากับท่าน

ขอบคุณครับที่แวะมาเยี่ยม

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับน้อง จันทรรัตน์

ขี้สูดกับครั่งแดงคนละอย่างกันครับ สีเหมือนกันแต่ที่มาและการใช้ประโยชน์ต่างกัน

ครั่งแดงมาจากรังของตัวครั่งที่เขามักจะเลี้ยงตามต้นจามจุรี(ก้ามปู) เมื่อแก่เต็มที่เขาก็จะขึ้นไปเอากิ่งก้ามปูลงมาเก็บเอาเฉพาะรังครั่งแล้วเอาไปหลอมทำครั่งแดงครับ  ส่วนขี้สูด เป็นแมลงเล็กๆ บินไปมาและทำรังตามโพรงต้นไม้หรือในดินครับ

  สวัสดีครับ

    ขี้สูด เกิดจากแมงน้อย ตัวคล้ายผึ้ง ตัวเล็กๆ

     เอามาบีบขยำให้เป็นก้อนกลม จะเหนียว ใช้ติดเต้าแคน และลูกโหวด

      การยาเรือบางท้องที่เรียกว่าตอกหมันเรือ

      อุปกรณ์ในการยาก็ต่างกัน แต่รู้สึกจะมียางชันผสมด้วย

                   ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

P

ใช่แล้วครับ ข้อมูลที่กล่าวถึง สมัยผมเด็กๆ ชอบช่วยพ่อ เอาชันยาเรือ ซึ่งเป็นเรือขนาดเล็ก แล้วเอาน้ำมันยางชโลมเรือให้ใหม่เอี่ยม เอาไปพายอวดกันตอนไปทำบุญที่วัด เราก็นั่งเรือที่ดูใหม่ สอาดตา เป็นวัฒนธรรมภาคกลางที่น้ำท่วมพื้นที่จึงจำเป็นต้องใช้เรือครับ

ขอบคุณมากครับ

phunchulee
IP: xxx.121.171.21
เขียนเมื่อ 

[quote]>>>>> [url=http://www.phunchulee.com/board/index.php?topic=10.0]เห็นภาพตันไม้ ที่ยังเหลือน้อย คิดถึงตอนเป็นเด็กๆ สมัยเลี้ยงควาย  หา ขี้ซี จากต้นไม้เอาไว้ขาย  (ใครไม่รู้จัก แสดงว่า ไม่ใช่คนบ้านนอกจริง) ขี้ซี  คือยางไม้ที่ย้อยออกจากต้นไม้ครับ ผมไม่รู้ว่าสมัยนั้น เขาเอาไปทำอะไร และสมัยนี้ยังมีคนรับซื้ออยู่หรือเปล่า มันจะมีตามต้น จิก ตัน รัง  ผมใช้หนังยางสติ๊ก ยิงเอา สมัยนั้น แม่นมาก สูงแค่ไหนก็ยิงไม่พลาด[/url][/quote]    

[size=13pt]>>>>> ขอตอบเรื่อง "ขี้ซี" ตามประสบการณ์เดิม (แฟนพัน "แต่อาจจะไม่" แท้) ที่ตนเองเคยสัมผัสมาอยู่ช่วงระยะหนึ่งของชีวิต อันประดุจดังความฝันที่แสนจะเสียดายซึ่งเป็นเรื่องยากในการดึงมันกลับมาได้อีก ก็ลองมาอ่านดูนะว่ามันจะเป็นไปเช่นไร

>>>>> ขั้นแรกก็ขออธิบายถึง ต้นจิก ต้นรัง (ไม้เต็ง - รัง) ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า "ขี้ซี = ยางไม้ที่ย้อยออกมาตามลำต้น ตามกิ่ง" ต้นจิก ต้นรัง ต้นไม้ 2 ชนิดนี้ เกิดอยู่ตามพื้นที่ป่าดินแล้ง แต่เนื้อไม้และ "ขี้ซี" ซึ่ง ต้นจิก ต้นรังนั้นมีคุณสมบัติไม่แตกต่างกันมากนัก เป็นไม้เนื้อแข็ง 

>>>>> ประโยชน์ใช้สอยของเนื้อไม้ = ทำเป็นไม้แปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย เช่น องค์ประกอบในการสร้างบ้านได้ทั้งหลัง, เครื่องมือทางการเกษตร (สมัยก่อน 30 กว่าปีที่แล้ว ปัจจุบันพื้นที่ป่าชนิดนี้มีน้อยลงมากตามสัดส่วนของจำนวนประชากรของประเทศ) เช่น ด้ามจอบ ด้ามมีดอีโต้ ด้ามเสียม คราด คันไถ สามารถใช้ทำถ่านหุงต้มได้เชื้อเพลิงเกรดดีพอสมควร และอื่นๆ อีกมากมาย หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ ไม้สารพัดประโยชน์

>>>>> ประโยชน์ใช้สอยของยางไม้ (ภาษาอีสานเรียกว่า "ขี้ซี") = ใช้เป็นเชื้อเพลิง โดยการบดให้เป็นผงละเอียดแล้วใช้ประกอบกับ "พุ" (ไม้ไผ่ลวกยาวประมาณ 2 เมตร เจาะรุให้ทะลุผ่านตลอดแนว ทำเป็นเครื่องมือล่าสัตว์ของชาวบ้าน ใช้ไม้ไผ่เหลาเป็นลูกดอกปลายแหลมยาวประมาณ 1 ฟุต ใช้นุ่นหรือสำลีพันไว้ท้ายของลูกดอก แล้วสอดใส่ภายในรุ "พุ"

>>>>> วิธีล่าสัตว์  เมื่อเห็นสัตว์ต่างๆ เช่น นก หนู กบ เป็นต้น  อยู่ในระยะประมาณ 4 - 6 เมตร ผู้ล่าก็จะยื่นปากกระบอก "พุ" ไปทางที่สัตว์อยู่ ส่วนด้านท้ายของ "พุ" ผู้ล่าก็จะใช้ "ปาก" เป็นแรงในการพลักดันลูกดอกให้พุ่งตรงไปที่เป้าหมายคือสัตว์ หากผู้ล่ามีความแม่นยำ สัตว์นั้นก็จะตกเป็นอาหารมื้อโปรดของคนในชนบทนั่นเอง

>>>>> ที่นี้ก็มาถึงความสามารถของเจ้า "ขี้ซี" แล้วแหล่ะว่าจะนำมาประยุกต์ใช้กันอย่างไร  "ขี้ซี" ที่บดเป็นผงละเอียดดีแล้ว ก็นำมาบรรจุภายในรุของ "พุ" พอประมาณทางด้านท้าย แล้วใช้สำลีปิดกระบอกไว้เพื่อปองกันไม่ให้ "ขี้ซี" ผงไหลย้อนกลับเวลาใช้งาน ส่วนทางด้านปลายกระบอกของ "พุ" จะใช้ไม้เท่ากับไม้เสียบลูกชิ้นพันสำลีชุบด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วผูกติดกับปลายกระบอกเตรียมเอาไว้ ผู้ล่าก็จะใช้ออกล่าสัตว์ในเวลากลางคืน เมื่อเห็นนกนอนหลับอยู่ตามกิ่งไม้สูง  ประมาณ 4 - 6 เมตร จากพื้นดิน

>>>>> ผู้ล่าจะติดไฟที่ปลายกระบอก แล้วเล็ง "พุ" ไปยังนกที่กำลังหลับฝันหวานอยู่นั้น แล้วใช้ปากเป่าสำลีที่ปิดไว้ท้ายของ "พุ" เพื่อดัน "ขี้ซี" ให้พุ่งออกไปผ่านไฟ จากนั้นมันก็จะติดไฟลุกดังพรึบ พร้อมกับแสงสว่างโชติช่วงมีหลากสีสวยงามมาก ทันใดนั้นเจ้านกที่หลับอยู่ก็จะตกใจตื่นแล้วก็บินหนีไป "แต่โอ้อนิจจา" มันหารู้ไม่ว่านั่นคือ ช่องทางที่ทำให้ไฟที่ติดเชื้อจาก "ขี้ซี" ได้พวยพุ่งไปที่ลำตัวและปีกที่กางออกเพื่อที่จะบินนั้นเอง ทำให้ขนอันอ่อนนุ่มของมันถูกไฟเผาจนย่อยับไปในพริบตา

>>>>> จากนั้นน้ำหนักตัวของมันก็จะถูกแรงโน้มถ่วงของโลกฉุดมันลงไปกระแทกกับพื้นอย่างแรง ซึ่งมันก็ที่ไม่รู้ว่าจะเจ็บมากน้อยสักเพียงใด หากแข่งขามันไม่หักมันก็จะวิ่งหนีกะเสือกกะสน เพื่อเอาชีวิตรอดตามประสาของสัตว์ผู้ร่วม "เกิดแก่เจ็บตาย" ลองคิดดุสิว่า ถ้าหนีรอดมันจะดำรงอยู่กันเช่นไร

>>>>> แต่ถ้ามันถูกผู้ล่าจับได้ มันก็จะส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัวสุดแรงเกิดของมันเลยทีเดียว ส่วนจะงอยปากอันแหล่มคมของมันก็จะกัดหรือจิกผู้ล่า เท่าที่มันจะสามารถใช้ได้อย่างที่เราคาดไม่ถึง มันยังไม่สิ้นฤทธิ์แต่เพียงเท่านั้น กรงเล็บที่คมของมันก็ใช่ย่อยเช่นกัน ถ้ามันสามารถใช้งานได้มันก็จะพยายามตะเกียดตะกายเต็มที่ เท่าที่มันจะช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ถึงมันจะพยายามดิ้นสุดกำลังเช่นไร สุดท้ายแรงอันน้อยนิดที่มันมีก็ย่อมสู้แรงอันมหาสารของผู้ล่าไม่ได้ และแล้วมันก็จะตกเป็นเมนูเด็ดจานโปรดของใครต่อใครที่เฝ้ารออยู่ทางบ้าน เฮ้อ...!

>>>>> ตะกร้าตักน้ำได้ คนสมัยนี้คงไม่เชื่อว่ามันทำได้ แต่เจ้า "ขี้ซี" นี่แหล่ะ มันสามารถทำได้อย่างน่าทึ่งของภูมิปัญญามนุษย์ โดยการนำเอา "ขี้ซี" ที่ตำผงละเอียดมาผสมกับยางไม้ที่ได้จากการเจาะ "ต้นยาง" (ชาวบ้านเรียกต้นตราด) ที่โคนต้นให้เป็นแอ่ง โดยกว้างประมาณ 10 - 20 เซนติเมตร ไว้รองรับน้ำ ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วใช้ไฟเผาทิ้งไว้ประมาณ 10 - 20 นาที (บางคนไปทำกิจธุระอื่นๆ รอ แต่บางครั้งลืมซึ่งก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของไฟป่าในสมัยนั้น) เพื่อเป็นการเปิดช่องทางให้น้ำมันไหลซึมออกมาเร็วขึ้น จากนั้นก็ดับไฟปล่อยทิ้งไว้ประมาณครึ่งวัน แล้วก็นำภาชนะมาบรรจุเอายางไปใช้ประโยชน์มากมาย เช่น นำไปผสมกับขี้เลื่อยหยาบ หรือซากไม้ผุ เพื่อทำเป็น "คบเพลิง หรือ ไต้"  ส่องแสงสว่างยามค่ำคืน ของวิถีชีวิตของคนในบนโลกนี้ในยุคหนึ่ง เอาแค่นี้แหล่ะนะ

>>>>> มาเข้าเรื่องตะกร้าตักน้ำได้กันนะ ถ้าดูตามลักษณะของตะกร้าแล้วเราก็คงเข้าใจว่ามันตักน้ำไม่แน่นอน เพราะตะกร้าทำจากไม้ไผ่ ซึ่งเป็นเครื่องจักสานนั่นเอง ด้วยภูมิปัญญาของคนโบราณอันล้ำเลิศจึงคิดหาวิธี เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตให้เป็นไปโดยไม่ฝืดเคืองจนเกินไปในชีวิตประจำวัน

>>>>> ขั้นตอนการทำก็มีวิธีง่ายๆ คือ 1.นำผง "ขี้ซี" ที่บดผงร่อนละเอียด 2.น้ำมันยางจากต้นตราด โดยการนำทั้ง 2 ส่วนมาผสมกันในประมาณที่พอเหมาะ ซึ่งเมื่อผสมเสร็จแล้วจะมีคุณลักษณะเหนียวนุ่นคลายๆ กับกาวชั้นดีที่มีคุณสมบัติในการเกาะติดกับผิวของตะกร้าไม้ไผ่ที่จักสานอย่างดี

>>>>> ปริมาณในการนำส่วนผสมทั้ง 2 อย่างนั้นมาโปะลงบนผิวของตะกร้าไม้ไผ่ ความหนาก็กะเอาประมาณ 1 มิลลิเมตร ทั้งด้านนอกและด้านในของตะกร้าให้ทั่วพื้นที่ใช้งานจนมองไม่เห็นเนื้อไม้ที่เป็นตะกร้าใบนั้น เสร็จแล้วก็พร้อมที่จะนำมาทำเป็นภาชนะสำหรับตักน้ำได้อย่างเหนียวแน่และคงทนพอสมควรในยุคนั้น แต่ต้องหลังจากที่ถูกตากผึงไว้ในที่ร่มแล้วประมาณ 2-3 วันเป็นอย่างน้อย (นี่แค่กรณีของตะกร้าตักน้ำเท่านั้นนะ หากใครที่เคยมีประสบการณ์ว่ามันสามารถนำไปใช้กับอะไรได้อีกก็ช่วยนำรายละเอียดมาฝากกันบ้างนะ)

>>>>> เป็นไงละขี้เกียจอ่านแล้วละสิ แต่ขออภัยนะสัพคุณของต้นไม้จิก ต้มไม้รังยังไม่หมดเพียงเท่านี้   ทนๆ อ่านต่อไปนะ ไหนๆ ก็อ่านมานานแล้ว อ่านอีกนิดหนึ่งจะเป็นไรไปละ

>>>>> มาเริ่มอีกทีที่ประโยชน์จาก "ใบตอง" ลักษณะใบตองของ "ต้นไม้จิก" รูปทรงจะเป็นวงรียาว ชาวบ้านไม่ค่อยนำประโยชน์มากนัก ส่วนใบตองของ "ต้นไม้รัง" ลักษณะจะเป็นรูปทรงวงรีกลมใหญ่พอสมควร "ใบตองสด" ชาวบ้านจะนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ห่อหก ห่อขนม ส่วน "ใบตองแห้ง" ชาวบ้านจะเอาไม้ไผ่ประกบเป็นแผงใช้มุงหลังคา กั้นผนัง เป็นต้น

>>>>> ประโยชน์จาก "ดอก" หลังจากฤดูพลัดใบประมาณเดือนธันวาคม - มกราคม ของแต่ละปีแล้ว ทิ้งระยะมาประมาณเดือน 4 - 5  คือประมาณช่วง มีนาคม - เมษายน ก็เริ่มผลิดอกออกใบบานสะพรั่ง ในยามแดดร่มลมตกของช่วงเย็นๆ หากเราได้เดินไปตามราวป่าหรือชายทุ่ง กลิ่นอันหอมอบอวนก็จะฟุ้งกระจายไปทั่ว บริเวณ ประกอบกับกลิ่นเถ้าถ่านของไฟไหม้ป่าช่วงหน้าแล้ง บรรยากาศช่างน่าหลงใหลเสียนี่กะไร

>>>>> และยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ได้ผลพวงขณะที่นานาพันธุ์กำลังเบ่งบานอยู่นี้ ปรากฏว่าได้มีหมู่ภมรน้อยใหญ่ต่างก็เพลินเพดินในการเที่ยวเก็บน้ำหวานจะดอกไม้ ซึ่งก็ทำให้เกิดคำว่า "น้ำผึ่งเดือนห้า" ขึ้นมา เออ..! แล้วนี่จะบอกอะไรให้ คือว่า ในบรรดาน้ำผึ่งที่คนนิยมมากที่สุดก็คือช่วงนี้แหล่ะ ก็เพราะว่าน้ำในช่วงหน้าแล้งมีไม่ค่อยมาก จึงส่งผลให้น้ำจากดอกไม้หวานเป็นพิเศษ และการแสวงหาน้ำหวานของแมลงต่างๆ ก็เป็นวิธีการผสมเกสรดอกไม้ได้เป็นอย่างดีเยี่ยมเลย แต่ก็อย่างว่าแหล่ะนะ เราจะหวนคืนกาลเวลาอันน่าภิรมย์เช่นนั้นคงยากแล้ว เพราะผื้นป่าได้ถูกใช้สอยเป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้านไปหมดแล้ว

>>>>> ประโยชน์จาก "ฝักหรือเมล็ด" หลังจากที่เบ่งบานอยู่ประมาณเดือนเศษๆ ฝักหรือเมล็ดก็จะแก่ได้ที่ ซึ่งก็พอดีกับช่วงเดือนหกที่เราๆ ก็พอจะรู้กันว่าปลายร้อนต้นฝน ฉะนั้นช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ จึงทำให้เกิดลมแล้ง หรือคนอีสานจะเรียกว่า "ลมหัวกุด" คือมันจะเกิดจากอากาศร้อนจัด จากนั้นก็จะมีลมพัดแรงๆ โดยฉับพลับ หรือเรียกอีกอย่างว่า "ลมบก" นั่นเอง

>>>>> ซึ่งลักษณะที่มันเป็นก็คือ ลมจะพัดจนเกิดการหมุดอย่างแรงมากๆ จนดูเหมือนกับ "พายุทอร์นาโด" ย่อมๆ เลยทีเดียว แต่ไม่ค่อยเป็นอันตรายมากนัก แล้วมันก็จะหมุนหอบเอาเศษหญ้า เศษใบไม้ ฝุ่นละอองที่เป็นขี้เถ้าสีดำของฟางหรือหญ้าที่ถูกไฟไหม้ป่าหน้าแล้ง ให้ลอยละล่องเป็นกลุ่มก้อนบนท้องฟ้า มองเห็นแล้วสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง สมัยเด็กๆ ชีวิตส่วนมากอยู่กับควายตามชายทุ่ง พอมองเห็นก็ชอบวิ่งเข้าไปเล่นกับเจ้า "ลมหัวกุด" นี้ บางที่ก็เอาผ้าขาวม้าหรือถอดเสื้อออกโยนใส่ เพื่อให้มันลอยขึ้นไปตามลมนั้น มีอยู่เหมือนกันที่ผ้านั้นลอยไปติดอยู่บนต้นไม้สูงๆ ปีนไปเอาได้บ้างไม่ได้บ้าง ซึ่งก็มีความสุขตามประสาของเด็ก "บ้านนอกๆ" เฮ้อ...สนุกซะเพลินเลยเรา เอาละเข้าเรื่องต่อดีกว่า

>>>>> ก็ขณะที่ลมหัวกุดหมุนนี่แหล่ะ "ฝักหรือเมล็ด" ของต้นจิก ต้นรังก็จะถูกพัดพาเอาไปพร้อมๆ กับสัพสิ่งที่เบาพอจะปลิวไปได้ ลักษณะเช่นนับว่าเป็นกระบวนการของการแพร่ขยายพันของนานาพันของแมกไม้ได้ดีนักแล ซึ่งบางครั้งเราทำกิจกรรมอยู่ตามที่ต่างๆ พอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็จะเห็น เจ้า "ฝักหรือเมล็ด" ของต้นจิก ต้นรัง ร่วงล่นลงมาด้วยการหมุนอย่างสวยงามมาก ราวกับนางฟ้าโปรยดอกไม่ทิพย์ลงมาจากสวรรค์เลยแหล่ะ ไม่แน่ใจนักที่เขาว่า "สวรรค์บนดิน" มันคืออันนี้หรือเปล่า ไชโย..! มีความสุขจังเลย..! เวอร์แล้วเรา

>>>>> ประโยชน์จาก "ใบผุ" จากการสังเกตใต้โคนต้นเมื่อใบแห้งจนผุทับทมกันนานๆ พอฤดูฝนก็จะกล้ายเป็นเชื้อเห็ดชนิดหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าเขาเรียกว่าเห็ดอะไร สีเห็ดจะออกชมพูอ่อนๆ หรือชมพูเข้มจนออกสีม่วง นำมาประกอบกับแกงป่ารสชาติอร่อยมาก

>>>>> ประโยชน์จาก "กิ่งไม้จิก กิ่งไม้รัง" หลังจากที่มันตายจะด้วยสาเหตุอะไรต่างๆ มากมายก็ตาม นั่นก็คือมันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ หรือไม่บางทีคนก็ทำให้มันตาย อันนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคนเราที่พระพุทธองค์ท่านได้ตรัสสอนมวลมนุษย์มานานแล้ว กิ่งแห้งของมันสามารถตัดไปทำเป็นฟื้นหุงต้ม ซึ่งก็เป็นเชื้อเพลิงได้อีกรูปแบบหนึ่ง (จนกลายเป็นฉากหนึ่งของศิลปินที่จินตนาการแล้วนำเอาวิถีชีวิตของคนที่มีอาชีพเก็บฟื้นขายมาแต่งเป็นบทเพลง "คนเก็บฟื้น" แล้วร้องได้อย่างไพเราะ เป็นที่ชื่นชอบของคนที่คลั่งไคลบทเพลงแนว "เพื่อชีวิต" อยู่ในยุคหนึ่ง )

>>>>> ประโยชน์จาก "เปลือกสด" สามารถใช้ทำเป็นยาสมุนไพรได้ เปลือกไม้จิก ไม้รังสัพคุณ ไม่ต่างกันมากนัก คือ แก้อาการปวดท้อง ท้องร่วงเฉียบพลับ ท้องอืดท้องเฟ้อใช้เป็นยาระบายขับลมได้เป็นอย่าดี วิธีรับประทาน ใช้มีดถากเปลือกหรือหักเอากิ่งสดมาเคี้ยวให้ละเอียด แล้วกลื่นกินน้ำเอากากทิ้ง ปริมาณที่ใช้ 1 - 2 ข้อนิ้วมือ รสชาติจะออกเฝื่อนๆ ฝาดๆ 

>>>>> ประโยชน์จาก "เปลือกแห้ง" สามารถใช้ทำเป็นเชื้อเพลิงได้ดีพอสมควร แต่อาจจะมีควันแสบตานิดหน่อย 

>>>>> ประโยชน์จาก "ขอนไม้จิก ขอนไม้รัง" หากไม่ถูกคนนำไปใช้ประโยชน์อะไร เมื่อกาลเวลาผ่านล่วงเลยไปซัก 3 - 5 ปี หลังจากที่มันตายแล้ว กระพี้ตามลำต้นจะเริ่มผุ เปลือกจะหลุดออกบ้างเล็กน้อย ทีนี้จะมีพวก "ด้วง" ชอบมาไชเพื่อวางไข่ ชาวบ้านชอบไปเจาะเอามาคั่วกินรสชาติอร่อยมันดี นอกจาก "ด้วง" แล้วยังมี "เห็ดกระด้าง" ชอบขึ้น แต่ขอนไม้ต้องมีความชุ่มชื่นพอเหมาะ ส่วนมากจะออกช่วงหน้าฝน เห็ดกระด้างสามารถนำมาประกอบหารได้หลายอย่าง เช่น ทำลาภ แกงป่า เป็นต้น[/size]

[center][URL=http://www.baanmaha.com/community/showthread.php?p=183857][IMG]http://img184.imageshack.us/img184/3689/hed1tf5.jpg[/img][/URL][/center]

[size=13pt]>>>>> ประโยชน์จาก "ตอ" ต้นจิก ต้นรัง ที่คนตัดเอาต้นไปใช้งานแล้ว โคนหรือ "ตอ" ก็จะมี "เห็ดกระด้าง" เกิดขึ้นรอบกระพี้ของ "ตอ" และตอไม้ก็สามารถขุดถอนราก แล้วนำเอาไปใช้ประดับเพื่อความสวยงามได้อีกต่างหาก เช่น ตกแต่งสวนหย่อม หรือนำมาทำเครื่องตกแต่งบ้าน เป็นต้น [/size]

[center][size=14pt]>>>>> หมดแล้วแหล่ะ <<<<<
([url=http://www.phunchulee.com]Phunchulee[/url])
29 / 02 / 51[/size][/center]

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณ  phunchulee ครับที่เอาข้อมูลมาเพิ่มเติม

ชัย
IP: xxx.129.59.146
เขียนเมื่อ 

ใครมีชันโรงใต้ดิน ผมอยากนำมาอุดเบี้ยแก้

และอยากซื้อจำนวนมากเป็นกิโลเลยครับ

ใครมีบ้าง แต่ขอให้เป็นชันโรงใต้ดินแท้ๆ

ไม่ผสมยางไม้นะครับ ขอเป็นชันโรงใต้ดิน

ทราบว่ามีแถวอิสานเยอะมาก ผมขอแบ่งชื้อหน่อย

หรือใครพอทราบแหล่งซื้อขาย บอกผมหน่อยครับ

ทางเมล หรือ 086 9000 249

ิbangsai
IP: xxx.67.136.154
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณชัย

ผมไม่รู้จักชันโรงใต้ดิน รู้จักแต่ชันโรงที่อยู่บนดินครับ

ขออภัยที่ผมไม่สามารถช่วยได้นะครับ

อย่างไรก็ตามจะลองสอบถามชาวบ้านดู

 

หากได้ความอย่างไรก็จะตอบต่อไปครับ

ขอบคุณครับ

 

ชัย
IP: xxx.129.59.146
เขียนเมื่อ 

ิเรียนพี่ bangsai

จิงๆแล้วก็คือชันโรงอันเดียวกันแหละครับพี่

แต่มันไปทำรังใต้ดิน แทนต้นไม้

ที่เอารังชันโรงใต้ดิน เพราะต้องการเอาเคล็ด ครับผม

แถวอีสานจะมีเยอะ ที่เขาเอาไว้อุดแคนครับพี่

ลลดา
IP: xxx.47.153.135
เขียนเมื่อ 

ถ่าจะรับซื้อชันยาเรือไม่ทราบว่าจะหาซื้อได้ที่ไหน ต้องจำนวนมากหลายตันเลย ขอราคาปัจจุบันและสถานที่ติดต่อให้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

คุณชัยครับ จะถามชาวบ้านให้นะครับ  หากได้คำตอบอย่างไรแล้วจะบอกให้ทราบครับ

เขียนเมื่อ 

คุณ ลลดาครับ

โห ซื้อชันยาเรือหลายตันเลยหรือครับ คงเป็นเรือรบแน่เลย (อิอิ แซวเล่น) เรียนตามตรงผมไม่ทราบครับว่าจำนวนมากขนาดนั้นจะมีหรือไม่ มีที่ไหน อย่างไรก็ตาม จะพยายามสอบถามข้อมูลจากต้นทางไปสู่ปลายทางให้นะครับ

เอาเป็นตันนี่ คงต้องรวบรวมมาจากต้นไม้หลายป่า แน่เลย

เกษตรภู
IP: xxx.49.205.92
เขียนเมื่อ 

ขายชันหรือขี้ชีอุดเรือจำนวนมาก 18-22 บาท โทร 087 947 0243

-----

<a href=http://www.savetubevideo.com>how to download youtube</a>

หนิง
IP: xxx.1.7.100
เขียนเมื่อ 

ขอทราบเบอร์โทรเจ้าของบล็อกนี้หน่อยคะ หนิงทำรายการเส้นทางเศรษฐ๊ กำลังหาข้อมูลเรื่องขึ้สูด ขี้ซีอยู่ จะขอคำปรึกษานิดหนึ่งคะ รบกวนติดต่อกลับที่เบอร์ 0814805595 นะคะ

เขียนเมื่อ 

ขอทราบ email address ครับเพราะตอนนี้ผมอยู่ลาวครับ

วีระ
IP: xxx.89.20.207
เขียนเมื่อ 

มีชันขายจำนวนมากครับ ติดต่อมาได้ครับ 086-3747139 วีระ

หนุ่ม
IP: xxx.183.243.14
เขียนเมื่อ 

ผมมี ชัน และ ยางบง ครับ จำนวนมากด้วย เป็นตันๆ หากต้องการโทรมาคุยกันได้ครับ 085-4393909-นิ่ม    087-9608456-หนุ่ม

วิมล
IP: xxx.158.203.124
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะดิฉันต้องการซื้อ ซันหรือ ขี้ซี จำนวนมากสนใจโทร 0870101691

เขียนเมื่อ 

คุณวิมลครับ รายชื่อข้างบนพร้อมหมายเลขคือผู้ต้องการขายขี้ซี ลองติดต่อกันนะครับ สาวนผมเองนั้นไม่ได้อยู่ในพื้นที่นี้แล้วครับ

เขียนเมื่อ 

คุณ Aoung ลองติดต่อกันเองนะครับกับท่านที่อยู่ด้านบนๆนั้นครับ