คนเราพึ่งพาธรรมชาติมาตลอด จนเป็นวิถีชีวิต ซึ่งจะหมายถึงวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆด้วย ขี้ซี มีส่วนสำคัญในการให้เรือไม่รั่วและใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป ขี้สูดมีบทบาทสำคัญต่อเสียงแคนที่บรรเลงชีวิตให้พี่น้องอีสานได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน มีส่วนสำคัญที่ขับกล่อมให้อีสานเป็นท้องถิ่นที่อุดมด้วยวัฒนธรรมดีงาม “ขี้ซี” และ “ขี้สูด” ผลผลิตจากป่าที่เป็นเสี้ยวส่วนเล็กๆแต่มีบทบาทที่สำคัญเหลือเกินในมุมมองผู้บันทึกครับ

เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง เดือนอ้ายเดือนยี่ น้ำก็รี่ไหลลง เป็นทำนองเพลงภาคกลางที่บ่งบอกถึงเวลาและการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล ภาคกลางน้ำจะท่วมเพราะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม ชาวบ้านจึงทำนาข้าวฟางลอย เมื่อน้ำท่วมในเดือนดังกล่าวการไปมาหาสู่กันก็ใช้เรือเป็นหลัก   

ซึ่งมีเรือชนิดต่างๆหลายแบบ เช่น เรือบด เรือหมู เรืออีป๊าบ เรือไผ่ม้า เรือไผ่มาดเรือสำปั้น เรืออีโปงตาล ฯลฯ ทั้งนี้ลักษณะเรือเหมือนกันแต่อาจจะเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามลักษณะเฉพาะถิ่น การมีเรือหลายแบบก็เพราะลักษณะเรือเหมาะแก่การใช้งานแต่ละอย่าง และเหมาะแก่การนั่งตั้งแต่คนเดียวไปจนถึงเป็น 5 คนขึ้นไป  

ก่อนฤดูน้ำเหนือหลากจะมาถึงภาคกลางนั้นชาวบ้านจะเอาเรือต่างๆที่จะใช้งานในช่วงน้ำหลาก ทำการ ขึ้นคานเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย สมบูรณ์ของเรือทุกซอกทุกมุม โดยเฉพาะรอยต่อของแผ่นไม้ต่างๆที่มาประกอบกันเป็นตัวเรือ เพราะเรือส่วนใหญ่ไม่ได้ขุดมาจากต้นไม้ทั้งต้น  แต่จะเอาแผ่นไม้มาประกอบกัน ดังนั้นย่อมมีช่องว่างระหว่างรอยต่อ นี่เองชาวบ้านจำเป็นต้องยาเรือโดยใช้ชันหรือขี้ชันมายาเรือ   

โดยมีหลายขั้นตอน คือ ทำความสะอาดเรือก่อน เอาเหล็กหนักๆที่มีปลายข้างหนึ่งตีแบนๆและมีความคมแต่งอมากกว่า 90 องศามาขูดเอาผิวเดิมๆของเรือออกให้หมด แล้วเอาแปลงทองเหลืองขัดให้สะอาดถึงเนื้อไม้จริงๆ ปล่อยให้แห้งสนิท แล้วถึงขั้นตอนลงชันตามร่องรอยต่อไม้ดังกล่าว เอาชันซึ่งเป็นผงมาผสมน้ำมันยางให้ข้นเหนียวแล้วเอาไปอุดตามรอยต่อแผ่นไม้ดังกล่าวทุกซอกทุกมุมทั้งลำเรือ เพื่อมิให้มีรูรั่วน้ำเข้าเรือเมื่อเอาไปใช้งาน  เมื่ออุดเสร็จก็เอาน้ำมันยางเหลวมาทาเนื้อไม้เรือทุกส่วนให้ทั่ว เพื่อรักษาเนื้อไม้ในการใช้งานให้คงทนตลอดไป  เมื่อเสร็จเรือจะดูใหม่เอี่ยม น่าใช้ และพร้อมใช้งานยามที่น้ำหลากมาถึงทุ่งนาก็เอาเรือลงจากคานนำไปใช้ตามประสงค์ต่อไป  

ชันหรือขี้ชันก็คือขี้ซีผู้บันทึกไปเดินป่าแล้วพบเห็นทั่วไปที่ภูสีเสียด ดงหลวงนี่เอง ขี้ซี เกิดได้อย่างไร ?  ผมถามสหายเด่น อดีตทหารพิทักษ์ลุงสยามผู้กุม พคท.สมัยก่อน  สหายเด่นตอบผมว่า ก็เป็นธรรมชาติที่หนอนในป่าจะไปเจาะลำต้นไม้จิก” “ไม้ฮังต้นไม้ก็จะขับยางชนิดนี้ออกมาปิดรู ซึ่งยางที่ออกมาจะมีมากมีน้อยก็แล้วแต่ จะสีอะไรก็แล้วแต่ธรรมชาติของการเจาะของหนอนและชนิดของต้นไม้ และธรรมชาติของน้ำยางที่เกิดขึ้น  

ในป่าทั่วไปจะมี ต้นจิก ต้นฮัง เกิดอยู่ และจะมี “ขี้ซีเกิดขึ้นตลอดทั้งปี นี่เองที่เป็นแหล่งรายได้ของชาวบ้านรอบๆป่าที่เมื่อมีเวลาว่างก็จะเอาตะกล้าหรือถุงขึ้นดอยไปเก็บขี้ซีนำมารวมสะสมกันเมื่อมากพอก็เอาไปขายในเมืองมุกดาหาร ซึ่งมีร้านเจ้าประจำที่รับซื้อของป่าประเภทนี้ การซื้อขายอยู่ในระหว่าง 12-20 บาทต่อกิโลกรัม

โดยมากผู้หญิงมีอายุแต่ยังแข็งแรง และเด็กๆจะขึ้นป่าเก็บขี้ซีกันตลอดปี ว่างเมื่อใดก็ไป ก็เป็นรายได้เสริมเล็กๆน้อยๆ ไม่ถึงกับได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ดีกว่าไปวิ่งเล่น หรือนั่งดูทีวีอยู่เฉยๆในบ้าน

นอกจาก “ขี้ซีแล้วยังมีขี้สูดอีกอย่างหนึ่ง คำว่าสูดเป็นชื่อแมลงชนิดหนึ่งชอบทำรังอยู่ในโพรงไม้ หรือใต้ดิน องค์ประกอบรังของแมลงขี้สูดนี้ก็จะเอายางไม้ (น่าจะเป็นยางขี้ซี-ผู้บันทึก) มาทำรังด้วย ชาวบ้านก็จะเก็บไปไปใช้ประโยชน์คือ นำมาเคล้าคลึงให้เหนียวแล้วใช้ติดเต้าแคนและโบด  การนำไปขายเพื่อทำประโยชน์อย่างขี้ซีนั้นคนไม่นิยม และไม่มีราคาเท่าใด   

คนเราพึ่งพาธรรมชาติมาตลอด จนเป็นวิถีชีวิต ซึ่งจะหมายถึงวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆด้วย

ขี้ซี มีส่วนสำคัญในการให้เรือไม่รั่วและใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป 

ขี้สูดมีบทบาทสำคัญต่อเสียงแคนที่บรรเลงชีวิตให้พี่น้องอีสานได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน มีส่วนสำคัญที่ขับกล่อมให้อีสานเป็นท้องถิ่นที่อุดมด้วยวัฒนธรรมดีงาม  

ขี้ซีและขี้สูดผลผลิตจากป่าที่เป็นเสี้ยวส่วนเล็กๆแต่มีบทบาทที่สำคัญเหลือเกินต่อวิถีชีวิตของท้องถิ่น ในมุมมองผู้บันทึกครับ