จาก "ชาพิเศษ" ในนิตยสาร 'นะดี

          ชาทั้งหลายทำมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน  คือไม้พุ่มในตระกูล Camellia sinensis หรือ tea plant   ซึ่งต้นไม้นี้ให้ใบที่เรานำมาผ่านกระบวนการผลิตจนได้ชา 3 ประเภทหลักของวงการชา   นั่นคือ   ชาดำ (black teas) ชาเขียว (green teas) และ ชาอูล่ง (oolong teas)

          ชาอื่นๆ ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปนั้น    จะจัดอยู่กลุ่มประเภทใดใน 3 ประเภทนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของการผลิต    ถ้าจะเป็นพวกชาดำก็จะมาจากการบ่มแล้วอบ   ชาเขียวผ่านการนึ่ง  ส่วนพวกชาอูล่งก็บ่มแล้วนึ่ง  ตัวอย่างเช่น  ชาที่คนไทยชินหูหน่อย อย่างชาเอิร์ลเกรย์   ชาซีลอนหรือชาลังกา  ชาดาร์จีลิง   ชาอัสสัม  ใช้กรรมวิธีบ่มแล้วอบ   จึงจัดว่าเป็นพวกชาดำ    

          เมื่อชาเป็นที่นิยมมากขึ้น   ก็เกิดการคิดค้นชาประเภทใหม่ๆ  เพิ่มมาอีก 3 ประเภทใหญ่    ถือว่าเป็น  ชาพิเศษ 

          ชาพิเศษประเภทแรก คือ ชาผสม (Specialty teas)   เป็นชาที่นำส่วนผสมอื่นมาประกอบ  เพื่อเพิ่มรสชาติและแต่งกลิ่น  อาทิ เครื่องเทศ  ผลไม้  ดอกไม้   ใบไม้   เท่าที่ผ่านมา  ชาวจีนรู้จักการแต่งกลิ่นแต่งรสให้กับชามานานเป็นร้อยๆ ปีมาแล้ว   แต่เราเพิ่งมาฮิตเอาในยุคหลังนี้เอง

          ในการทำชาผสม   ชาที่ใช้เป็นพื้นคือชาดำ   ดังนั้นชาประเภทนี้ยังคงมีคาเฟอีนอยู่ชาที่ผสมแล้ว  จะเรียกชื่อตามสิ่งที่มาผสม   ชาที่ผสมดอกมะลิแห้ง ก็เรียก ชามะลิ (Jasmine tea)  ซึ่งชานี้  คนไทยนิยมดื่มกันมานานแล้ว    ถ้าผสมสาระแหน่ หรือมิ้นท์  ก็เรียก ชามิ้นท์ (Mint tea)   ผสมเลมมอนก็เรียก ชาเลมมอน หรือชามะนาว (Lemon tea)

          ชาผสมได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในฐานะเป็นเครื่องดื่มที่ดีมากสำหรับตอนเช้าและหลังอาหารเย็น   โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาที่ผสมผลไม้ทั้งหลาย    ทั้งนี้เพราะให้ความรู้สึกสดชื่น  กระปรี้กระเปร่า  ช่วยล้างปากหลังอาหาร  และมีรสชาติดีเยี่ยมสำหรับใช้เป็นชาที่ดื่มกับของหวาน

          ส่วนผสมที่ใช้ในชาประเภทนี้  มีทั้งส่วนผสมที่ยังคงให้เห็นเป็นชิ้นๆ  หรือผสมด้วยหัวน้ำดอกไม้  หัวน้ำผลไม้   น้ำมันหอมจากดอกไม้หรือผลไม้ 

          การดื่มชาประเภทนี้  ควรชื้อประเภทที่สำเร็จรูปจะดีกว่า  ไม่ควรปรุงเอง  เพราะถ้าเป็นผลไม้  กระบวนการทำเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก   การผสมน้ำผลไม้เข้มข้นลงไปในชาโคยตรง   ไม่ทำให้ได้ชาผลไม้รสชาติอย่างที่ควรจะเป็น  เพราะรสชาติของชาจะเจือจางลงไป 

          อย่างไรก็ตาม  หากคุณต้องการจะทำเองจริงๆ ล่ะก็  มีอยู่ 2 วิธีที่สามารถทำได้คือ

  • วิธีที่ 1  ใส่น้ำหรือเนื้อผลไม้เข้มข้นที่คุณชอบลงในถ้วยชาสัก 1 ช้อนชาก่อนเติมชาลงไป   การทำเช่นนั้นจะทำให้ชามีรสหวาน และรสชาเจือจางลง  
  • วิธีที่ 2  ใส่ผิวมะนาวหรือผิวส้มแห้ง 1 ชิ้นลงในกาน้ำชาที่ใส่ใบชาไว้แล้ว  รินน้ำร้อนลงไป  ทิ้งไว้สัก 5 นาที   น้ำร้อนจะทำให้ผลไม้ขับน้ำมันในตัวออกมา   เพิ่มรสชาติอ่อนๆ ของผลไม้ในชา

          ชาพิเศษประเภทที่สอง คือ ชาปลอดคาเฟอีน  (Decaffeinated teas) ตามปกติแล้ว ชาจะมีสารคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟ   ในขณะที่กาแฟมีคาเฟอีนถึง 1 ½ ส่วนต่อถ้วย  ชามีคาเฟอีนไม่ถึง 1 ส่วน แต่ถึงกระนั้น  หลายคนก็ยังอยากกำจัดคาเฟอีนให้หมดไปจากระบบการกินของตนเองโดยสิ้นเชิง   จึงทำให้บริษัทผลิตชา ต้องสนองความต้องการในเรื่องนี้ด้วยการผลิตชาไปปลอดคาเฟอีนออกมาจำหน่าย

          แต่เดิมมากระบวนการสกัดคาเฟอีนออกไปมักจะใช้สารเคมี   แต่ปัจจุบันสามารถใช้น้ำแทนได้   บริษัทที่สามารถทำเช่นนี้ได้จะเขียนบอกไว้ที่ผลิตภัณฑ์  ฉะนั้นอ่านดูข้างกล่องให้ถี่ถ้วนก่อนซื้อ บางผลิตภัณฑ์  ชาปลอดคาเฟอีนไม่ได้ทำจากชาเลยด้วยซ้ำไป  แต่ใช้สมุนไพรที่มีรสชาติคล้ายกับชาแทน    และมีอยู่ตัวหนึ่งที่ขอเตือนคือ  ถ้าข้างกล่องมีคำว่า “mate” ในส่วนผสม   ชานั้นมีคาเฟอีนแน่ ถึงจะเป็นสมุนไพรก็เถอะ  เพราะ mate เป็นพืชที่มีคาเฟอีนขึ้นในอเมริกาใต้   

ชาพิเศษประเภทที่สาม คือ ชาสมุนไพร (Herbal teas) ชาประเภทนี้ว่ากันตามจริงแล้ว ไม่ใช่ชาด้วยซ้ำไป เพราะทำจากการผสมกันของสมุนไพร ใบไม้ ดอกไม้ ผลไม้ และเครื่องเทศ    ถือว่าเป็นชาที่ปลอดคาเฟอีน   ใช้เป็นเครื่องดื่มที่ดีกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและน้ำอัดลม แถมยังดื่มได้ดีทั้งแบบร้อนและแบบเย็น

         ชาสมุนไพรแต่เดิมนั้น  ใช้ดื่มเพื่อเป็น ยา  อาทิ  รักษาระบบย่อยอาหาร  ลดอาการซึมเศร้า   ช่วยให้นอนหลับสบาย   ลดความอ้วน

         ถึงจะเป็นสมุนไพร   การดื่มชาชนิดนี้ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน   ควรศึกษาจำนวนและชนิดของชาสมุนไพรที่คุณดื่มให้ดี   เพื่อความปลอดภัย ควรจำกัดการดื่มไว้ที่ 2-3 ถ้วยต่อวัน   อย่าคิดว่า ถ้าเป็นชาสมุนไพรแล้ว  ทุกชนิดจะปลอดภัย   อ่านฉลากให้ดี  ถ้าคุณเป็นผู้ปรุงส่วนผสมเอง  ควรใช้เฉพาะสมุนไพรที่เป็นเครื่องดื่มได้ปลอดภัยแน่ๆ   อาทิ  ตะไคร้  สาระแหน่  ขิง   ถ้าไม่แน่ใจให้ถามผู้รู้

          เป็นอันว่า  เรามีชาประเภทพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีก  และก็คงต้องจับตามองกันต่อไปว่าในอนาคต รูปลักษณ์ของชาจะพัฒนาการไปอย่างไรอีก?