รถมหาสนุก ทุกข์ก็มลาย ปี้อ้ายก็ใจ่ดี
เช้าวันที่สองของมหกรรมชีวันตาภิบาลสัญจร ย่ำอุดรจรดพายัพ วันก่อนพี่วิรัชและทีม กรุณาพาไปจิบชาเขียวบนดอย บรรยากาศสุดยอด มองไปเห็นทิวเขาเขียวขจีล้อมรอบ จากห้องยอดดอย ฝนฟ้าเป็นใจ ทำให้ทั้งห้องเป็นของคณะเราคณะเดียว (ไม่รู้เป็นเพราะคนจะเข้ามาแล้วเห็นหน้าท่านแอ๊ด หรือได้ยินเจไดวฆหัวเราะ หรือได้ฟังปรัชญา อ.ประสาท อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ in combination)
พี่จูและน้องเอื้ออุตส่าห์หิ้วก๊วยเจ๋งมานั่งอ่าน นั่งกินด้วย ฟังพวกอาๆลุงๆ โม้กันไฟแล่บกระจาย หัวข้อสนทนาส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่ที่อาทิตย์นี้ เดือนนี้ ใครจะทำอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองงานที่รอคอย ก็คือ workshop for surveyor ของ พรพ. และงานมหกรรมกระบวนกร ที่จะมาติดๆกันเลย
งานมหกรรมกระบวนกร ที่เชียงรายครั้งนี้ จัดถึง 7 วัน 7 คืน นัยว่าเป็นงานระยะยาวเหยียด แถมโปรแกรมยังชวนน้ำลายไหลด้วย Peter Hurst ที่เคยเป็นรองอธิการบดี (ใช่ไหมหว่า?) ของมหาวิทยาลัยนาโรปะจะตามมา join กับเราด้วยตอนท้ายๆ บรรดาเหล่าเจได ว่าที่เจได ว่าที่โยดา กระเหี้ยนกระหือ ปาดน้ำลายที่ไหลย้อยลงคาง พลิกไดอารีเป็นพัลวัน สุดท้ายรู้สึก ทีมเชียงใหม่จะแห่กันไปช่วงท้าย เพราะรายการมันต่อเนื่องกับโปรแกรมที่สองอีกเกือบอาทิตย์ เดี๋ยวนายใหญ่ที่ รพ. จะค้อนเอา
คุยไปคุยมา พี่วิรัชถามว่าอยากไปด้วยไหม งาน พรพ. พอดีวันที่ 5 มิถุนา ผมไปงาน "เวทีเครือข่ายพัฒนาระบบสุขภาพที่เน้นหัวใจของความเป็นมนุษย์" ของ คสม. (เครือข่ายการพัฒนาระบบสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์) ที่ มหาวิทยาลัยนเรศวรพอดี ปรากฏว่าบังเอิ๊น บังเอิญที่งาน workshop พรพ. ก็จัดที่พิษณุโลกด้วย ทีมเชียงใหม่ถูก recruited ไปช่วยกันทั้งทีมกับทีมหลักของเชียงราย ได้ข่าวว่าคนจะเยอะถึง 45 คน!!
อะไรมันจะธรรมะจัดสรรกันปานนั้น!!
ผมก็จะทำไมซะอีก ก็ยิ้มอายๆ บอกว่าเอาสิครับ ถามได้ งานนี้ อยากอบรมนั่นส่วนนึง แต่อยากรู้อยากเห็นนี่มากกว่า การอบรมบรรดา surveyor หัวกระทิของ พรพ.นี่มีความสำคัญเอามากๆกับระบบสาธารณสุข และใกล้ตัวคนทุกคนในวงการทีเดียว
หลังจากนั้น พี่วิรัช พี่ยักษ์ ก็ช่วยกันวางแผนกันว่าพรุ่งนี้เช้า ผมจะไปทัวร์ที่ไหนดี เพราะมีเวลาว่างครึ่งเช้าก่อนไปสวนดอก ก็มีคนเสนอให้ไปไหว้พระธาตุ วัดอะไรสักที่นึง (ระยะหลังนี่ ผมสังเกต มีคนเสนอให้ผมไปเที่ยววัดบ่อยขึ้น ถามเจไดวฆดูก็มีประสบการณ์คล้ายๆกัน เรายังขบไม่แตกว่ามันเกี่ยวกันยังไง) แต่ที่แน่ๆ มัคคุเทศน์ส่วนตัวผมพยักหน้าหงึกๆอยู่ตรงนั้น จะมารับแต่เช้าที่ Green Lake
เช้ามาปรากฏก้เห็นสายฝนโปรยปรายเป็นม่านบางๆสีเทาฟ้า ระหว่างระเบียงกับทิวทัศน์บึงกว้างใหญ่ ท้องฟ้าดูอุ้มอะไรบางอย่างเต็มตื้น ชอุ่มฉ่ำไปหมดทั้งฟ้า ไม่เห็นด้วยตาก็ไม่นึกว่านี่คือฟ้าของที่ที่พึ่งจะมีพยากรณ์อากาศ 43 ดีกรีเมื่อสองวันก่อน สงสัยเทวดาเห็นนกไฟขึ้นมาจากใต้ กลัวจะร้อนกันไปใหญ่ก็เลยกรุณาแถมมรสุมมาด้วย เราก็สังหรณ์ว่าสงสัยโปรแกรมเที่ยววัดวันนี้ จะไม่ใช่เสียเล้ว
สักประเดี๋ยวน้องเอ๋ก็พาหนุ่มน้อยมา ท่านแอ๊ดก็พาหนุ่ม (เหลือ)น้อยมาเหมือนกัน ถึง lobby ไล่ๆกันเลย อาจารย์ประสาทก็เสนอว่าไปกินกาแฟกันก่อนดีกว่า เล่นเอาคนคอกาแฟยามเช้าตาโตขึ้นมาทันที (โรงแรมดียังไงก็ตาม ยังไม่เคยประทับใจกาแฟมื้อเช้าแม้แต่ที่เดียว) แอ๊ดก็ได้พาไปนำเสนอ รถมหาสนุก มาเทียบท่า
ความจริงก็ไม่มีอะไรมากครับ เป็นรถยนต์ที่สภาพใช้ได้ทีเดียว เอากระเป๋าโหลดเข้าหลังรถ (เห็นอาจารย์ประสาทเข้าไปที่เบาะหลัง ล้วงๆ จัดๆ จากเบาะหลังเข้าไปที่หลังรถได้ด้วย) สักพักก็เข้าที่ มียาง มีล้อครบสี่ล้อ เป็นเงางาม (มองไม่ทันว่าเพราะใหม่ หรือเพราะไม่มีดอกยาง) แอ๊ดเหยียบเร่งเครื่องให้ฟังเสียงว่าวิ่งได้แน่นอน พร้อมกับย้อมพุ่มไม้หน้าโรงแรมเป็นสีดำหม่นไปแถบนึงด้วยไอเสีย ตะโกนบอกหนุ่มน้อยของเอ๋ว่า "ตามมา! " แล้วสารถีกิตติมศักดิ์ก็เริ่มทัวร์มหาสนุกประจำวันทันที
กาแฟวาวี ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ
ชื่อกาแฟนี่ใหม่สำหรับผมมาก พึ่งเคยได้ยิน ปรากฏว่ามีเต็มเมืองเชียงใหม่ไปหมด (เล่าให้เจไดวฆครั้งแรก ผมเรียกว่า ร้านกาแฟไวว่า ท่านเจไดรีบท้วง เฮ้ย ไม่ใช่พี่ เรียกเขาไวว่า เดี๋ยวเพี้ยนไปเป็นอวัยวะอะไรต่อมิอะไรจะเสียหาย เรียกให้ถูก) เข้าไปที่ศูนย์ฯ มีร้านกาแฟหน้าตาดูดีมากๆ อา... นั่นตู้ขนมเค้กใช่ไหมนี่ ทำไม อ.ประสาทช่างรู้ใจว่าเราเป็น sweet tooth people ว่าแล้วเราก็เริ่มด้วย double espresso เป็นการชิมลาง คนอื่นๆสั่งวาเต้กันหมด เรายังลังเลไม่กล้าสั่งขนม อาจารย์ประสาทก็ช่างรู้ใจ เดินไปพักนึง น้องคนเสริฟก้ทะยอยเอาเค้กมาวางบนโต๊ะเต็มไปหมด อา... สุดยอด นั่น muffin นั่น chocolate fudge cake นั้น brownie นั่น chess-cake โอ้โห แบบฐานบางขนมปังบด และเนื้อ cheese ล้วนๆ+++!"£ ไม่ได้เจอ cheese cake สูตรนี้ตั้งแต่กินที่ Cotswold นั้นทีเดียว ไม่ยักกะรู้ว่าเชียงใหม่จะมีอะไรดีขนาดนี้
ขณะที่เอ่กินอย่างระมัดระวัง (น้ำหนัก) เราก็เริ่มรุกรานไปทุกจานที่วางข้างหน้า คุยกันไปเรื่อยๆ ย้อนกลับไปสมัยอ่าน เขียน แปล เมื่อสองเดือนก่อน ทบทวนหลักสูตรทุยโส่วของ อ.ฌานเดช (และ อ.ประสาทได้กรุณาเป็นคู่ให้ผมด้วยพักนึง) มือไม้เราก็ร่ายรำไปตามกระบวนกันไหวๆ
ปรากฏว่าน้องคนเสริฟก็เดินเข้ามาทันที พร้อมกันวองยาวหนัง ถามว่า "check bill ใช่ไหมครับ?"
ทั้งวงสนทนาหยุดกึกทันที เจ้าแอ๊ดสอดส่ายสายตาเตรียมหาเรื่อง ฮึ เจ้าน้องจะมาไล่เรารึ กวาดสายตาไปรอบร้าน ปรากฏว่าเดิมที่มีโต๊ะหลายโต๊ะนั่งทาน นั่งทำงาน นั่งเปิดโน้ตบุ๊คกันอยู่ ตอนนี้หายเรียบหมดแล้ว เหลือโต๊ะเราโต๊ะเดียว
"เปล่านี่น้อง พี่ไม่ได้สั่งเช็คบิลซักกาหน่อย" แอ๊ดว่า
"อุ๊ย! เหรอครับ ผมเห็นพี่ๆมองมาทางผม แล้วก้เอามือมาวนๆบนโต๊ะตั้งหลายรอบอยู่" เจ้าน้องหน้าซีด อ่อยๆออกมา
เราก็เลยถึงบางอ้อ ที่แท้กระบวนท่าทุยโส่วของ อ.ฌานเดชนี่เองทำพิษ เราทบทวนดู อือ... ทุยโส่วนี่มันก็คล้ายๆท่าเช็คบิลนี่เอง (อ.ฌานเดชครับ เราค้นพบวิธีอธิบายมวยแบบใหม่แล้ว จะเอาไปใช้ก้ไมใรงเกียจนะครับ เหมือนจริงๆ ทดลองมาแล้ว แหะ แหะ)
ที่จริงคงจะมีแรงผลักดันจากการที่โต๊ะเราอาจจะกินพื้นที่ในร้านมากไปนิดนึง (นี่ขนาดแค่ชาจีนนะเนี่ย ยังไม่ได้กินชาเขียวสักกาหน่อย ฮึ ฮึ) ด้วย เลยทำให้เขาตัดสินใจมาขอเช็คบิลกับเรา เราก็เลยนั่งกินแก้ขวยต่อ จัดการเค้กบนโต๊ะจนราบเรียบ อ.ประสาทก็ให้สัญญาน move on ไปต่อก็ได้ฟะ
รถเราก็ปุเลงๆ ออกจากร้านกาแฟนี้ไป ด้วยสายตาละห้อยอาวรณ์อาลัยวิญญาณ (ขนมเค้ก)
"ไปกาแล"
แอ๊ดก็ขับไปหลังม.เชียงใหม่ ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จนมาถึงร้านๆนึงบนเขา เราก็เดินเลาะเลียบลงบันได ลงไปก้เห็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนเขา ตลิ่งจัดเป็นบริเวณสวนดอกไม้เมืองเหนือเป็นกลุ่มๆสวยงามลานตาไปหมด
ร้านกาแล
อยู่ใกล้ๆกับสำนักงานเกษตรภาคเหนือ บนเขา ออกจากประตูหลัง ม.เชียงใหม่ (หรือประตูข้างหว่า?) ไปทางขวาหน่อยเดียว ขึ้นเขาไปนิดนึงก็ถึง เป็นร้านอาหารสั่ง มีทั้งอาหารไทย และอาหารพื้นเมืองเหนือ เราไปนั่งติดริมอ่างเก็บน้ำ มีปลาปุด ผลุด โผล่ ดังโผงผางประกอบฉาก เสียงขนาดนี้น่าจะเป็นหลายสิบกิโล ที่พลิกตัวเล่นน้ำแถวนั้น

เราสั่งนำพริกอ่อง ต้มยำทะเล และปลาทอดมาตามสูตร อืม... เค้กเมื่อตะกี้นี้ตัดกำลังเราไปบางส่วน แต่ไม่เป็นไร มีเวลาละเลียดประมาณเกือบสองชั่วโมงเพราะสวนดอกนัดไว้บ่ายโมงครึ่ง
ผมก็เลยลองเตี๊ยมกับแอ๊ดว่าจะสอน จะพูดยังไงดี เขาบอกว่าจะมีมาประมาณ 20-30 คน แอ๊ดถามว่านั่งบนโต๊ะ (คงหมายถึงบนเก้าอี้น่ะครับ) หรือบนพื้น ผมหลับตาจินตนาการแล้วเดาว่าที่สวนดอกคงจะไม่มีห้องที่นั่งบนพื้นเป็นแน่ อา... ก็ก็อดทำ bodyscan น่ะสิ พลางลูบคลำหนังท้องที่ตึงปลิ้นออกมาของแต่ละคน ไม่เป็นไร ผมตัดใจ เราลองชิมลาง คิดว่าแต่ละคนที่มาประสบการณ์ค่อนข้างเยอะ เขาคงไม่ใจร้ายให้ผม lecture หรอก เสียตรงเวลานิดเดียว พูด palliative care แค่ชั่วโมงครึ่งนี่ ชักจะพูดไม่ค่อยเป็นแล้ว ตั้งแต่ได้ใจมีคน spoil ให้ผมพูดทีละ 3 ชั่วโมงบ้าง 6 ชั่วโมงบ้าง แล้วการณ์ก็เป้นไปอย่างที่คาด พูดไปไม่ถึง 4-5 slides ดี ก็เเปลี่ยนเป็น KM session อย่างสนุกสนาน จากจะเลิกบ่ายสามก็ปาเข้าไปสี่โมงกว่า เป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนที่สนุกสนาน ได้ความรู้อย่างยิ่งครั้งนึงทีเดียว
อืม.... มื้อเย็น สงสัยต้องมาต่อทีหลัง เพราะเป็น highlight ของนิราศชุดนี้ด้วย
Phoenix มากๆนะคะ กำลังหวังว่าสักวันจะได้ฟังเรื่องที่ท่านพูดด้วยตัวเป็นๆบ้างน่ะค่ะ
สวัสดีค่ะ
ติดตามอ่านตลอดค่ะ รุปน้อยไปนิดค่ะ
พกกล้องไป แต่ไม่ได้ติดตัว!! เลยมีรูปค่อนข้างน้อยครับคุณโอ๋
มารู้ตัวอีกทีเตรียมกล้องออกมา ถ่ายไม่กี่รูปแบ็ตเตอรีหมดอีกตังหาก!!