จากเรื่อง "บนเส้นทางสาย 'ชา' ” ในนิตยสาร 'นะดี

          ชา…หนึ่งในสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างสรรค์ความละมุนละไมให้กายและจิต และเติมเต็มความอบอุ่นในชีวิตลงบนหัวใจมนุษยชาติ         

          ความยิ่งใหญ่ของชา  พิสูจน์ได้ด้วยกาลเวลาของเส้นทางชีวิตที่ยืนยาวมานานนับพันๆปี          สมองช่างคิดปากช่างกินของชาวจีนในอดีต ทำให้เครื่องดื่มชนิดนี้เกิดขึ้นมาเป็นของขวัญแก่โลก  แถมด้วยการประดิษฐ์กาน้ำชาไว้ใช้ด้วย         

          นับย้อนไปประมาณห้าพันปี  กล่าวกันว่าจักรพรรดิจีนพระนามว่าเช็นนัง (Shen Nung)  เป็นบุคคลแรกที่ลิ้มรสน้ำร้อนชงจากใบไม้สีน้ำตาลที่เก็บมาจากไม้พุ่มชนิดหนึ่งในบริเวณวัง   และพบว่าหลังจากดื่มแล้ว รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ตาสว่างหายง่วง และดับกระหายได้ชะงัด   จึงบอกเล่าความมหัศจรรย์ของใบไม้นี้แก่ผู้คนของพระองค์ ชาจึงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนจีนนับแต่นั้นมา         

          แต่การทำสวนชาแห่งแรกกลับมีขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเจ็ดร้อยปีที่แล้ว  โดยพระเจ้าจักรพรรดิในสมัยนั้น โปรดให้สั่งต้นกล้าชาจากจีนมาปลูก แม้จะมีสวนชาเกิดขึ้นหลายแห่งในญี่ปุ่น  แต่ชาต้องอาศัยเวลาต่อมาอีกห้าร้อยปีจึงมีโอกาสได้ฝังรกรากหยั่งลึกลงในวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น         

          จากตะวันออกสู่ตะวันตก

          ชาเดินทางสู่ประเทศต่างๆ ทางซีกโลกตะวันตกโดยนักเดินทางชาวดัช  นำชาสู่ฮอลแลนด์เป็นแห่งแรก   สมัยนั้น ชาเป็นแค่เพียงของแปลกจากโลกตะวันออก   คุณค่าของชาในตอนแรกเริ่มคือความแปลกหรู  และใช้เป็นยาบำรุงกระเพาะอาหาร

          สาวในวงสังคมชั้นสูงจะจัดงานชุมนุมเพื่อชิมชา  ซึ่งแน่นอนว่าในขณะนั้นถือว่าเป็นของราคาแพง   และในแต่ละครั้งเล่ากันว่า  จะดื่มกันมากถึง 50 ถ้วยต่อคน  มีบันทึกอีกเหมือนกันว่า ในยุคแรกๆ ชาวยุโรปยังไม่รู้ว่าจะ กินชากันอย่างไร  บางคนเอาชาใส่น้ำต้มนานเป็นชั่วโมง จนน้ำชาเป็นสีเข้มแถมขมอีกต่างหาก  บางคนเอาใบชาไปหมักเกลือ เก็บไว้กินกับขนมปังทาเนย

          เส้นทางชีวิตของชาในอังกฤษ  เกิดขึ้นราวๆ ศตวรรษที่ 17 เวลานั้น ชาวอังกฤษยังมีความสุขกับการกินอาหารเช้าเป็นมื้อหลักพร้อมกับเหล้าหมักและเบียร์  และใช้เวลาตอนบ่ายในร้านกาแฟ   เมื่อชาเดินทางมาปรากฏตัวให้เป็นที่รู้จักในปี ค.. 1657 ชาก็ค่อยๆ แทรกตัวเข้าอยู่ในวิถีชีวิตของชาวอังกฤษ 

          อาศัยเวลาต่อมาอีกประมาณ 200 ปี  นับตั้งแต่ ค.. 1840 เป็นต้นมา  ชาก็ประสบความสำเร็จในการมีชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษอย่างสง่างาม  และคงความนิยมอยู่คู่ชาวอังกฤษอย่างเหนียวแน่นโดยตลอด

          มีหลักฐานปรากฏว่า พระเจ้าชาร์ลที่ 2 แห่งอังกฤษ  เสด็จกลับจากการถูกเนรเทศไปอยู่ฮอลแลนด์พร้อมกับการติดชา  ขณะที่พระราชินีชาวโปรตุเกตุของพระองค์เดินทางมาเข้าพิธีอภิเสกสมรสโดยมีชาและกาน้ำชาเป็นส่วนหนึ่งในรายการบัญชีของสินเดิม

          แอนนา  ดัชเชสแห่งเบดฟอร์ด  ได้ชื่อว่าเป็นผู้ริเริ่มธรรมเนียมดื่มน้ำชาตอนบ่าย  เพราะเกิดอาการหดหู่ที่จะต้องรอคอยเวลาอาหารเย็น  ซึ่งสมัยนั้นนิยมรับประทานกันตอนสองทุ่ม  วิธีบรรเทาอาการดังกล่าว คือขนมหวานและของว่างชิ้นเล็กๆ เสริฟพร้อมน้ำชา   

          มาถึงสมัยวิคตอเรีย  จากของว่างนิดๆหน่อยๆ มาเป็นขนมเค้ก เนื้ออบ ฯลฯ  เพิ่มเข้ามาในรายการ   เรียกว่ากินกันอย่างจริงจังขึ้น พระราชินีวิคตอเรียก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำให้การดื่มน้ำชาตอนบ่าย   เป็นธรรมเนียมที่แพร่หลายไปทั่วอังกฤษ   กว่า 60 ปีในสมัยของพระองค์  น้ำชาตอนบ่าย (Afternoon Tea)ได้กลายเป็นช่วงเวลาประจำชาติ  เพราะเมื่อเข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสี่โมงตรง  ทุกคนก็จะพร้อมอกพร้อมใจกันดื่มน้ำชา 

          จากยุโรปสู่อเมริกา

          ประมาณ ค.. 1650  ชาวดัชอีกนั่นแหละ  ที่นำชาเดินทางไปสู่อาณานิคมของตนในอเมริกาเหนือที่เรียกว่า นิวอัมสเตอร์ดัม   แต่พอปี ค.. 1674  อังกฤษยึดนิวอัมสเตอร์ดัมได้  และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นนิวยอร์ค  ธรรมเนียมการดื่มชาก็เริ่มต้นอย่างงดงามในอเมริกา เช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ในอังกฤษขณะนั้น         

          จะว่าไปแล้วก็ต้องขอยกความดีให้ชาวอังกฤษด้วยเหมือนกัน ที่เป็นผู้นำ ชาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  และเผยแพร่ออกไปทั่วโลกจนสืบเนื่องต่อกันมาถึงทุกวันนี้  

          ความยิ่งใหญ่ของชาในอเมริกาเป็นที่ประจักษ์    เมื่อชาเป็นตัวก่อเหตุให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า  งานเลี้ยงน้ำชาบอสตัน(Boston Tea Party) เรื่องก็คือ  ชาวอาณานิคมปลอมตัวเป็นอินเดียน  โยนสินค้าใบชาจากเรือนำส่ง 3 ลำ  ทิ้งลงอ่าวไปหมด   ด้วยสาเหตุความขัดแย้งในเรื่องภาษีใบชา  อังกฤษสั่งปิดท่าเรือ และสงครามปฏิวัติอเมริกันสู่การเป็นประเทศอิสระจากอังกฤษก็เปิดฉากขึ้น         

          บนเส้นทางสาย ชาจึงบรรจุไว้ด้วยประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจ

          นักดื่มชาสมัยใหม่ ทำให้ชาเดินบนเส้นทางหลากสี  จากเรื่องของความเป็นพิธีรีตรองในการดื่ม  ระเบียบธรรมเนียมที่เคร่งครัด  เต็มไปด้วยอุปกรณ์มากมายและรายละเอียดปลีกย่อย   ทั้งการกำหนดท่าทางกิริยามารยาท  ตลอดจนการแต่งกาย    เปลี่ยนไปเป็นความงดงามเรียบง่ายแบบไม่เป็นทางการ   การสร้างความใกล้ชิดสนิทสนม  ความอบอุ่น  ในหมู่มิตรสหาย หรือในครอบครัว 

          ถ้วยชาหรือชุดเสริฟน้ำชา  สามารถเดินทางไปสู่โต๊ะทำงานในออฟฟิศ หรือในสวนหน้าบ้าน หรือในตะกร้าปิคนิคสำหรับวันพักผ่อน  ได้อย่างหลากหลาย 

          ทั้งหลายเหล่านี้  จิตนาการของคนดื่มชาเท่านั้น ที่จะช่วยแต่งเติมสีสันให้กับเส้นทางสายชา